Posts Tagged Science

Chayakom Akarakittilarp: Onion Juice

Posted on October 23, 2009 by viriya1 Comment

Onion Juice

By Chayakom Akarakittilarp

เรื่อง/ภาพ ปริสา รัตนพิทักษ์กุล

*** download pdf file (เพื่อการอ่านและการศึกษาเนื้อหาที่ดีกว่าและสามารถดู profile ได้)

Samret-Chayakom_Page_1Samret-Chayakom_Page_2Samret-Chayakom_Page_3Samret-Chayakom_Page_4Samret-Chayakom_Page_5Samret-Chayakom_Page_6Samret-Chayakom_Page_7

“โปรเจ็คต์นี้เริ่มจากแนวคิด คือทำให้หัวหอมไม่มีกลิ่นฉุน และทำให้ยังคงประโยชน์ไว้อยู่”

ชยาคมน์

ทำงานหนัก โลกร้อน มลภาวะเป็นพิษ ความเครียด และอีกหลายๆสิ่ง ล้วนเป็นปัจจัยทำให้สุขภาพคนเราอ่อนแอ เจ็บป่วยง่ายขึ้น รวมถึงสาเหตุที่มาจากความเร่งรีบในชีวิตประจำวันที่ทุกอย่างต้องแข่งกับเวลา ทำให้เรามักขาดการดูแลสุขภาพตนเองกันอย่างจริงจัง กระแสอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจึงมาแรง เนื่องจากง่ายและสะดวก ไม่เสียเวลา เพราะเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องบริโภคอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้การเลือกรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางโภชนาการยังเป็นการดูแลสุขภาพร่างกายจากภายในอีกด้วย

“เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ” ในปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลาย เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค อาทิเช่น เครื่องดื่มเพื่อความสวยงาม เสริมคอลลาเจน เพิ่มคิวเทน และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แนวลดคอเลสเตอรอล แต่ผู้บริโภคหารู้ไม่ว่าเครื่องดื่มพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นเครื่องดื่มที่มีการเติมสารลงไป ไม่ใช่จากตัวผลิตภัณฑ์จริง! และสิ่งที่ผู้บริโภคได้รับจริงๆ คือน้ำตาล! ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักของผลิตภัณฑ์ ทำให้คุณอาร์ต หนุ่มนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ หัวcreate จากรั้วสีเขียว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร ร่วมมือกับเพื่อนร่วมสาขาคุณอ้วน เพื่อคิดหาเครื่องดื่มแนวใหม่ ที่รวม concept ทั้งเพื่อความสวยงามและสุขภาพมารวมกัน จนกระทั่งได้ผลิตภัณฑ์น้ำหัวหอมที่ปราศจากกลิ่นฉุน! ซึ่งสร้างความรำคาญใจให้แก่ผู้บริโภค อีกทั้งยังมีประโยชน์ด้วยตัวของมันเองอยู่ ไม่ต้องอาศัยการปรุงแต่ง เป็นประโยชน์ที่ได้จากธรรมชาติอย่างแท้จริง นับได้ว่าเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคอย่างเราๆ แล้วเราจะได้รู้จักกันว่าน้ำหัวหอมที่ปราศจากกลิ่นฉุนนั้นเป็นอย่างไร และดีต่อสุขภาพจริงหรือ?

แนะนำตัวเอง ปัจจุบันทำอะไร
ชื่อ ชยาคมน์ อัครกิตติลาภ (อาร์ต) อายุ24ปี จบภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร (Food-Sci) คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เกรดเฉลี่ย 3.83 หลังจากจบไปก็ทำงานด้าน Product Development ที่ Siam Modified Starch Co., Ltd. พอทำไปประมาณสักปีกว่าๆ เริ่มรู้สึกว่าเราน่าจะมีความรู้ด้าน Business มากขึ้น เลยออกมาเตรียมตัวสอบ TOEFL GMAT สำหรับเรียนต่อ MBA ปัจจุบันอยู่ระหว่างสมัครมหาวิทยาลัยที่ต่างประเทศอยู่ แล้วก็ทำงานไปด้วยด้าน Innovation & Renovation ของ F&N Dairies (Thailand) Limited เกี่ยวกับพัฒนาผลิตภัณฑ์เหมือนเดิม

สาเหตุที่เลือกเรียน Food-Sci
ตอนที่จะ Entrance เหมือนว่าสาขาวิชาที่ฮิตส่วนใหญ่จะเป็นหมอกับวิศวะ ซึ่งเราคิดว่าสาขานั้นน่าจะมีคนเรียนเยอะแล้ว ก็เลยคิดว่าเราควรจะเรียนอะไรดีที่มันต่างออกไปและเหมาะกับประเทศเรา ทำให้เลือกเรียน Food-Sci เพราะว่าเป็นสาขาที่แปรรูปผลิตภัณฑ์การเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า จึงคิดว่าเหมาะสมกับประเทศ และน่าจะทำอะไรได้หลายๆอย่าง น่าจะมีประโยชน์กับทั้งเราเองในแง่การดำเนินชีวิตประจำวัน และมีประโยชน์กับประเทศกับคนอื่นรอบข้างด้วย

Food-Sci เรียนเกี่ยวกับอะไร
จุดประสงค์ของ Food-Sci คือการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์การเกษตร ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางด้านอาหาร การแปรรูป การถนอมอาหารด้วยวิธีต่างๆ ทำยังไงให้อาหารมีมูลค่ามากขึ้น หรือถนอมอาหารทำให้อาหารเก็บไว้ได้นาน หรือสะดวกในการเอามาเก็บไว้ที่อุณหภูมิปกติ เอามากิน แล้วก็จะเรียนประโยชน์ทางด้านคุณค่าทางโภชนาการของอาหารด้วย และเรียนพวกเคมีอาหาร ว่ากินอาหารตัวนี้เข้าไปจะเกิดอะไรขึ้น หรือเอาอาหารตัวนี้ไปแปรรูป แล้วจะเป็นยังไง

Food-Sci แตกต่างจากคหกรรมอย่างไร
แตกต่างคือ ทาง Food-Sci เน้นการผลิตเป็น Mass Scale คือเน้นการผลิตจำนวนมาก ในขณะที่คหกรรมจะเน้นทางด้านโภชนาการมากกว่า แต่ Food-Sci จะเน้นผลิตจำนวนมาก และทำยังไงให้ผลิตภัณฑ์สามารถมีประโยชน์ คงอยู่ได้นาน ส่วนคหกรรมจะเน้นทางด้านอาหารที่ผลิตแล้วกินเลย และเลือกอาหารชนิดไหนที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า

Food-Sci จบออกมาทำอะไร
ทำงานทางด้านอุตสาหกรรมอาหาร อย่างเช่น ควบคุมการผลิตอาหารผลิต พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร และการประกันคุณภาพอาหารในโรงงานผลิตอาหาร คือจะเน้นอุตสาหกรรมอาหารเป็นส่วนใหญ่

ที่มาที่ไปของโปรเจ็คต์
โปรเจ็คต์พัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำหัวหอม มีที่มาจาก การที่เราเห็นบ่อยๆว่าเวลาเรากินสลัดหรือสเต็ก เค้าก็จะมีหัวหอมใหญ่ซึ่งเอามาให้เป็นเครื่องเคียงหรือเอามาให้กินตลอด แต่ว่าคนส่วนใหญ่ไม่ชอบและจะเห็นเขี่ยทิ้งอยู่บ่อยๆ ก็เลยคิดว่า จริงๆหัวหอมเป็นผักซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์หลายอย่าง อย่างเช่น ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยลดอาการไขมันอุดตันในเส้นเลือด ทำให้ผิวดี มีสารAntioxidant สูง กินแล้วลดความเสี่ยงจากการเป็นมะเร็งจากการกินพวกสเต็กหรือเนื้อย่างหรือจากสาเหตุอื่นๆ แต่ว่าคนไม่ค่อยกิน ก็เลยมีแนวคิดว่าเราน่าจะทำอย่างไรก็ได้เพื่อกำจัดกลิ่นฉุนที่มาจากหัวหอม และทำให้คนได้รับประโยชน์จากตรงนี้ จึงคิดพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำหัวหอมที่ไม่มีกลิ่นฉุน แต่ว่ายังคงประโยชน์ของมันไว้เหมือนเดิม
น็

ทำไมถึงเลือกหัวหอม
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า หัวหอมเป็นพืชที่มีประโยชน์หลายอย่าง มีสารAntioxidant สูง ช่วยลดไขมันอุดตันในเส้นเลือด ทำให้ผิวดี และฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว แต่ว่าข้อเสียของมัน คือ มีกลิ่นฉุน ทำให้ผู้บริโภคโดยเฉพาะวัยรุ่นไม่ชอบและจะไม่รับประทาน ทำให้เสียโอกาสจากการได้รับประโยชน์ตรงนี้ไป และอีกอย่างหนึ่งคือ อยากทำอะไรที่เกี่ยวกับพืช เพราะถ้าโปรเจ็คต์นี้เกิดได้ผลิตขาย จะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกด้วย

ช่วยเล่าถึงโปรเจ็คต์หน่อย
โปรเจ็คต์นี้เริ่มจากแนวคิด คือทำให้หัวหอมไม่มีกลิ่นฉุน และทำให้ยังคงประโยชน์ไว้อยู่ อันนี้นี้คือหลักสำคัญของโปรเจ็คต์ เราก็เลยคิดว่าควรจะทำยังไง และจากการศึกษาของเราเนี่ย พบว่าการที่หัวหอมเกิดกลิ่นเกิดจาก เอนไซม์ชื่อ Alliinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ในตัวหัวหอมเอง แล้วก็เกิดจากสารประกอบซัลเฟอร์ในหัวหอม เพราะฉะนั้นเราจึงหาวิธียับยั้งและกำจัดเอนไซม์ตัวนี้และสารประกอบซัลเฟอร์ จากวิธีที่ศึกษามาพบว่าการ steam หรือการนึ่งจะช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ตัวนี้ สำหรับสารประกอบซัลเฟอร์ที่ระเหยได้ในหัวหอมที่ทำให้เกิดกลิ่น เราจะใช้วิธีอบแห้งเพื่อให้มันระเหยไป
ขั้นตอนการเตรียมของเรา เราจะแช่หัวหอมระหว่างการเตรียม การปอกเปลือก หรือการหั่นในเอทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Alliinase จากนั้นจึงนึ่งเพื่อทำลายเอนไซม์ โดยการทำให้โปรตีนในเอนไซม์ให้เสียสภาพ เอนไซม์ก็จะไม่ทำงาน ส่วนสารประกอบซัลเฟอร์ที่เหลืออยู่จะไปอบแห้ง เพื่อให้สารประกอบซัลเฟอร์ที่ระเหยได้ ระเหยออกไประหว่างกระบวนการอบแห้ง พอเราเอาหัวหอมแห้งที่เราได้มาชงคล้ายๆชา แล้วปรุงรส อาจจะด้วยน้ำตาล เราก็จะได้สารที่สกัดจากหัวหอมแห้งซึ่งยังมีประโยชน์อยู่ และใช้เป็นเครื่องดื่มโดยไม่มีกลิ่นฉุน

SAMRET Factors

ชยาคมน์2

Situation

อุตสาหกรรมเครื่องดื่มในขณะนี้เป็นอย่างไร
เทรนด์ของผู้บริโภคจะเริ่มเปลี่ยนจากเดิมที่จะชอบดื่มเครื่องดื่มที่รสชาดอร่อยอย่างเดียวเปลี่ยนมาเป็น Emotional Benefit คือให้รู้สึกว่ามีสุขภาพดี เช่นชาเขียว แต่พอเริ่มมาปีนี้มันเริ่มเปลี่ยนจากแค่รู้สึกว่ามีสุขภาพดีเป็นเทรนด์ Effective Functional Benefit ก็คือพยายามหาเครื่องดื่มที่รู้สึกว่าดื่มแล้วทำให้เราสุขภาพดีจริงๆ ซึ่งมูลค่าตลาดของคนชอบเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพจริงๆ ตอนนี้มีมูลค่าตลาดประมาณ 2พันล้าน ซึ่งมันก็เป็นมูลค่าตลาดค่อนข้างสูง คือเหมือนเทรนด์ผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จึงเริ่มหันมาเลือกเครื่องดื่มที่คิดว่าตนเองดื่มแล้วดี

อุตสาหกรรมเครื่องดื่มมีปัญหาอะไร ทำไมจึงต้องออกผลิตภัณฑ์น้ำหัวหอม
จริงๆตัวอุตสาหกรรมหรือตัวธุรกิจของเครื่องดื่มตัวนี้ไม่มีปัญหาอะไรเด่นชัด แต่ว่าที่มองภาพนั้นในตลาด ส่วนใหญ่เครื่องดื่ม ณ ขณะนั้น เป็นพวกชาเขียวหรือเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ พวกนี้จะเป็นเครื่องดื่มที่สร้างอิมเมจของมันให้ออกมาเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แต่ว่าจริงๆแล้วอาจจะไม่มีประโยชน์อย่างนั้นจริงๆ อย่างเช่นน้ำผลไม้ ที่มีเปอร์เซ็นต์น้ำผลไม้ต่ำ ส่วนใหญ่ส่วนประกอบจะเป็นน้ำตาลมากกว่า เหมือนขายความมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ผู้บริโภคไม่ได้รับประโยชน์นั้นจริงๆ อาจจะมีบางตัวเหมือนกันที่ได้จริงๆ แต่เป็นสารที่เติมลงไปมากกว่า หมายถึงว่า มีหลายยี่ห้อที่เป็นน้ำหวาน แล้วก็เติมอย่างเช่น เติมคอลลาเจนหรือเติมคิวเทนหรือเติมอะไรอย่างนี้ลงไป เพื่อให้ claim ว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่จริงๆเป็นสารที่เติมลงไป ไม่ใช่จากตัวผลิตภัณฑ์จริง เลยคิดว่าผลิตภัณฑ์น้ำหัวหอมมีประโยชน์ด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว ไม่ต้องอาศัยการปรุงแต่งอะไรมาก มันน่าจะเป็นประโยชน์ที่ได้จากธรรมชาติจริงๆ

Answer

ผู้บริโภคจะได้อะไร
อย่างน้อยที่ผู้บริโภคได้รับเยอะๆ คือสาร Antioxidant ซึ่งสาร Antioxidant เราทราบประโยชน์อยู่แล้ว โดยจะช่วยป้องกันพวกอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง และยังได้ประโยชน์จากสารฆ่าเชื้อแบคทีเรียในหัวหอม ซึ่งสารนี้จะช่วยเราปลอดภัยจากแบคทีเรีย ส่วนเรื่องสิวที่เกิดจากแบคทีเรียโอกาสจะเกิดได้น้อยลง และมีผลให้ผิวสุขภาพดี คือได้ประโยชน์หลายอย่าง จะเรียกว่าหัวหอมคือผักที่เป็นสมุนไพรมีสรรพคุณหลายอย่าง แทบจะครอบจักรวาลเลยก็ว่าได้ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ขายอยู่ในปัจจุบันก็เน้นพวกนี้อยู่แล้ว

น้ำหัวหอมเคยมีการผลิตออกมาจำหน่ายในตลาดหรือยัง
ที่มีอยู่ในตลาดจะเป็นผสม ด้วยกลิ่นของหัวหอมที่เป็นกลิ่นแรงจะทำให้ผู้บริโภคไม่ชอบโดยเค้าจะแก้ไขโดยใช้วิธีผสมกับน้ำผลไม้ตัวอื่น หรืออาจจะมีน้ำหัวหอมคั้นสดบ้าง แต่ผู้บริโภคเป็นกลุ่มน้อย คือคนที่ต้องยอมรับกับกลิ่นตรงนี้ได้จริงๆ ซึ่งน้อยคนที่จะยอมรับกับกลิ่นฉุนอันนี้ได้ แค่เรากินปกติก็มีกลิ่นอยู่แล้ว ถ้ายิ่งคั้นออกมาเป็นน้ำ ความเข้มข้นของกลิ่นก็ยิ่งมากขึ้น และคนส่วนใหญ่จะหลีกเลี่ยง ส่วนใหญ่เป็นคั้นสดมากกว่าและผสมกับผลไม้ตัวอื่น (คนที่ทำในตลาดไม่ได้เอากลิ่นออก แต่ผสมเพื่อให้กลิ่นเบาลง)
ในต่างประเทศที่เห็นมีคือ ผลิตภัณฑ์ของไต้หวัน แต่ว่าส่วนใหญ่ทำเป็นน้ำหัวหอม/ต้นหอม ทำเป็น UHT อย่างนั้นไปเลย ก็มีเหมือนกัน แต่เค้าก็ไม่ได้กำจัดกลิ่นออกทั้งหมด หรือว่าอาจะมีทำเป็นน้ำหัวหอมผสมอย่างอื่น

น้ำหัวหอมของโปรเจ็คต์นี้มีความแตกต่างจากน้ำหัวหอมที่คั้นสดและผสมอย่างไร
สิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด คือ กลิ่น เพราะว่ากลิ่นจะไม่มีกลิ่นฉุน เป็นกลิ่นที่เราดื่มได้ปกติ อาจจะมีกลิ่นเล็กน้อย แต่ว่าตามงานวิจัยของเรา เรากำจัดได้สักประมาณ 80% ส่วนอีก 20% ตามงานวิจัยนี้เราใช้เก๊กฮวยเข้ามาผสม ซึ่งกลิ่นเก๊กฮวยจะกลบกลิ่นของหัวหอมไป มีรสออกซ่าๆของหัวหอมนิดหนึ่ง และมีกลิ่นรสของเก๊กฮวยเข้ามาผสม ทำให้ดื่มได้ง่ายไม่มีปัญหา แต่ถ้าเราจะขายจริงๆ เราอาจจะพัฒนาเพิ่มกลิ่นรสมากขึ้น ที่มันคงเหลืออยู่คือ เป็นเอกลักษณ์ความซ่าของหัวหอม จะรู้ว่าเป็นหัวหอม แต่ไม่มีกลิ่นเหม็น

Market & Marketing

กลุ่มเป้าหมายของเครื่องดื่มนี้คือใคร
ที่คิดไว้น่าจะเป็นกลุ่มวัยรุ่น คือวัยเรียนถึงวัยทำงาน เป็นกลุ่มผู้ที่รักษาสุขภาพ อาจะเป็นได้ทั้งผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ว่ากลุ่มผู้หญิงอาจจะมีอิทธิพลค่อนข้างเยอะ เพราะว่าใส่ใจสุขภาพมากกว่า

วาง Positioning ของเครื่องดื่มน้ำหัวหอมว่าอย่างไร
เน้นตลาดกลุ่มคนรักษาสุขภาพ เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และเราอาจจะไม่ได้ขายแพงมาก อาจจะ 180 ml. ประมาณ 20 บาท ซึ่งจะเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ทุกระดับใช้ concept ในการขายหรือ position ประมาณว่า หล่อ สวยด้วยและสุขภาพดีด้วยสารจากธรรมชาติ 100%

Rivalry & Risk

คู่แข่งของเครื่องดื่มนี้ คืออะไรบ้าง
คู่แข่งพวกเครื่องดื่มสุขภาพที่ขายปัจจุบัน อย่างเช่นพวกเน้นความงาม ใส่คอลลาเจน และพวกเสริมสารที่ทำให้ลดคอเลสเตอรอล ปัจจุบันจะมีขายเต็มไปหมด แต่ส่วนใหญ่จะแยกกันอย่างพวกลดคอเลสเตอรอล จะเน้นไปทางด้านลดคอเลสเตอรอลเลย และพวกเพื่อความสวยงาม พวกผสมคอลลาเจน จะเน้นไปทางด้านนั้นเลย เราก็เลยคิดว่าควรจะเอา concept มารวมกัน

อุปสรรคระหว่างดำเนินงานโปรเจ็คต์
อุปสรรคอย่างแรกเลยการวัดสาร Total Phenolics และ Total Flavonoids ซึ่งต้องใช้เครื่องมือราคาแพง และต้องใช้ขั้นตอนในการเตรียม ในการวัดที่ยุ่งยาก ต้องเตรียมการเป็นอย่างดี อย่างเรื่องการจองเครื่องหรืออะไรอย่างนี้เราต้องจัดการให้ดี บางทีต้องไปทำตอนกลางคืนมืดๆเลยก็มีเหมือนกัน เครื่องมือมีจำกัด และอีกเรื่องคือการหากลุ่มคนชิม เพราะว่าเราต้องการทดสอบว่ากลิ่นมันหมดไป แล้วคนทานได้จริงหรือเปล่า พอทุกคนได้ยินชื่อว่าเป็นหัวหอม ก็จะกลัว ช่วงแรกจะไม่มีคนกล้าชิมให้ พอหลังๆ กลิ่นน้อยลงจริงๆ ก็มีคนมาชิมให้เยอะขึ้น ส่วนคนที่ไม่ชอบหัวหอม เคยลองทำ Sensory Test ให้เค้าชิม เค้าก็พอกินได้ แต่เค้าก็ยังกลัวๆ

Total Phenolics และ Total Flavonoids คืออะไร
ในตัวหัวหอมมีสารAntioxidant ซึ่งอยู่ในกลุ่มของ Phenolics compound และ Flavonoids compound โดยการวัด Total Phenolics และ Total Flavonoids จะได้ค่าที่บอกถึงปริมาณ Antioxidant ที่เหลืออยู่ในตัวน้ำหัวหอมของเราว่าเหลืออยู่มากหรือน้อยแค่ไหน ถ้าปริมาณ Total Phenolics และ Total Flavonoids สูงแสดงว่ามีปริมาณ Antioxidant เหลืออยู่มาก

ความเสี่ยงของการทดลองนี้คืออะไร
ความเสี่ยงคือ การเอากลิ่นออกไป การกำจัดกลิ่นของน้ำหัวหอม ซึ่งยังไม่เคยมีใครมุ่งประเด็นนี้เลยว่า การกำจัดกลิ่นของน้ำหัวหอมและทำให้คุณค่ายังอยู่ คือถ้าสมมติว่าทดลองออกมาแล้วไม่สามารถกำจัดกลิ่นของหัวหอมออกไปได้ การทดลองจะ fail ไปเลย เสี่ยงมาก!

Expectation

คาดหวังว่าการทดลองนี้จะนำไปสู่อะไร
คาดหวังในแง่ของผู้บริโภคน่าจะนำไปสู่การใส่ใจสุขภาพมากขึ้น และเป็นทางเลือกใหม่ในการบริโภคสำหรับผู้ที่ไม่ชอบหัวหอม ส่วนในแง่ของผู้ประกอบการ ทำให้ผู้ประกอบการหันมาสนใจผลิตภัณฑ์ที่เป็นธรรมชาติจริงๆ และมีประโยชน์ด้วย นอกจากการเติมสารลงไป และ claim จากตรงนั้นไปขาย และอีกอย่างที่คาดหวังคือ อยากให้เกิดการเอาไปใช้จริงด้วย

หลังจากทำโปรเจ็คต์นี้ได้อะไรบ้าง
ที่ได้มากเลยคือ ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวัดสารAntioxidant หรือว่าความรู้ในแง่ของตัวหัวหอมเอง ประโยชน์ของตัวหัวหอม หรือว่าความรู้ในการทำ Lab ได้ความรู้เยอะมาก และสิ่งที่ได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ เปลี่ยนแนวคิดเรามากกว่า เหมือนทำให้ความคิดเราเป็น Innovation คิดว่าสิ่งที่ไม่น่าจะทำได้ แต่จริงๆก็ทำได้แค่เปลี่ยนวิธีคิดหรือว่าแค่คิดอีกแบบหนึ่ง อย่างเช่นคนที่นิวซีแลนด์ เค้าก็คิดว่าการทำให้หัวหอมมีกลิ่นลดลงด้วยการตัดต่อพันธุกรรม ซึ่งเป็นวิธีที่ยากและใช้เวลานาน เราก็ลองคิดดูว่า ถ้าเรามาแก้ที่ปลายเหตุ หมายถึงว่าเรามาแก้ที่ตัวหัวหอมก่อนจะทำเป็นผลิตภัณฑ์ น่าจะทำได้ง่ายกว่า

Team & Timeline

ทีมทีทำโปรเจ็คต์นี้มีใครบ้าง
จะมีเพื่อนอีกคนหนึ่งชื่อ ณัฐพล หวังพานิช (อ้วน) ตอนนี้ทำงานด้าน R&D เหมือนกัน แต่ว่าอยู่ที่ C.P. Intertrade Co., Ltd. และมีอาจารย์ที่ปรึกษาอีกหนึ่งคน คือ ดร.ศศิธร ตรงจิตรภักดี (จันทนวรางกูร)

ถ้านำโปรเจ็คต์นี้นำมาทำธุรกิจจริงสามารถเริ่มได้เลยมั้ย หรือต้องทดลองต่ออีกนานแค่ไหน
อาจใช้เวลาทำต่ออีกประมาณ 1 ปี โดยปัจจุบันเราพัฒนาสูตรทุกอย่างเสร็จหมดแล้ว แต่ว่าเราทำในระดับ Lab Scale อาจต้องทดลองในระดับ Industrial Scale คือ ผลิตจำนวนเยอะๆดู ว่าจะมีผลอะไรมั้ย ต่างไปจากเดิมหรือเปล่า และก่อนที่จะทำlaunch product อาจต้องทำวิจัยตลาดอีกทีหนึ่ง เพื่อให้เราแน่ใจว่ากลุ่ม position ที่เราคิดเนี่ยใช่มั้ย เป็นกลุ่มเป้าหมายจริงหรือเปล่า เราจะได้วาง position วางราคาได้ว่าผู้บริโภคซื้อที่ราคาเหมาะสมเป็นเท่าไร และเพื่อให้เราแน่ใจว่าสินค้าเราขายได้จริง

ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจเทียบกับเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพทั่วไป
ต้นทุนจริงๆ ถือว่าไม่สูงมาก เพราะเราใช้วิธีเอาหัวหอมอบแห้งมาชงคล้ายๆชา โดยหัวหอม 1 กิโลกรัมสามารถชงได้ค่อนข้างเยอะ และพอวัดปริมาณสาร Antioxidant ก็มีอยู่ในปริมาณสูง ต้นทุนน่าจะอยู่ 6-7 บาท/ขวด ขนาด 180 ml. ถ้าไม่รวมภาชนะบรรจุ แต่ถ้ารวมอาจสัก 10 บาท/ขวด เป็นต้นทุนที่น่าจะแข่งขันได้ ไม่น่าจะมีปัญหา ถ้าขายสัก 20 บาท น่าจะยังมี margin ที่แข่งขันได้
ส่วนต้นทุนของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพทั่วไปขึ้นอยู่กับว่าเค้าจะเติมสารอะไรลงไปมากกว่า แต่ส่วนใหญ่ตัวที่ราคาแพงเค้าจะใช้วิธีเติมลงไปในปริมาณน้อย ซึ่งถ้าเติมในปริมาณน้อย ต้นทุนก็จะถูกลง แต่ว่าสิ่งที่ผู้บริโภคจะได้อาจจะน้อยลง

ชยาคมน์3

วางแผนอนาคตว่าอย่างไร
อยากทำธุรกิจอาหาร ซึ่งสนับสนุนเกษตรกร และสนับสนุนคนทางด้าน Food-Sci ด้วย คิดว่าน่าจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาของสาขาวิชานี้ และก็มีส่วนช่วยในการพัฒนาของเกษตรกรในประเทศ อย่างน้อยก็สนับสนุนให้เค้าแปรรูปได้มีมูลค่ามากขึ้นในการส่งออก

อยากให้แนะนำคนที่จะเรียนหรือทำงานด้านนี้ อะไรอย่างนี้
คนที่จะเรียนด้านนี้อยากให้ใช้ความรู้ที่มีนอกเหนือจากเพื่อการประกอบอาชีพของตัวเองแล้ว ให้ใช้ความรู้ในการพัฒนาประเทศด้วย อาจเป็นการช่วยคิดผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้ประโยชน์จากพืชผลของเกษตรกร หรือไม่ก็พวกปศุสัตว์ให้คิดทางด้านนั้นด้วย เพื่อให้พัฒนาเป็นประเทศอุตสาหกรรมในด้านการเกษตร
ส่วนสำหรับคนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเรียนสาขานี้ดีมั้ย อย่างแรกต้องคิดก่อนว่าเราชอบหรือเปล่า ต่อมาให้มาดูเนื้อหาที่เรียนมีอะไรบ้าง แล้วเราชอบทางด้านนี้มั้ย ถ้าสมมติเราชอบ อยากแนะนำให้เรียน เพราะว่าเป็นสาขาที่ใช้กับประเทศเราได้โดยตรง

เป้าหมายหลังจากเรียนจบ MBA
ถ้าเรียนจบ จะทำงานหาประสบการณ์อีกสักพักหนึ่ง คงเป็นด้านธุรกิจอาหารเหมือนเดิม คาดว่าสุดท้ายที่วางแผนคิดไว้ อยากทำเป็นธุรกิจเกี่ยวกับอาหารเหมือนกัน เพราะว่าปัจจุบันคนที่จบทางด้าน Food-Sci มีเยอะ และคนเก่งๆก็มีเยอะ แต่ว่าการสนับสนุนของภาคธุรกิจน้อย เราน่าจะเป็นภาคธุรกิจที่เข้ามาสนับสนุนคนที่เรียนทางด้านนี้ เพราะตามความคิดพี่คิดว่า ภาควิชานี้เป็นภาควิชาที่สำคัญ เพราะว่าเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจของประเทศ คือประเทศส่วนใหญ่เป็นประเทศเกษตรกรรม ถ้าเราเน้นให้คนมาทำด้านนี้เยอะๆ โดยพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมด้านการเกษตร น่าจะดีต่อการพัฒนาประเทศ

SAMRET Comment

คงไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าการที่เราได้นำอาหารที่มีประโยชน์มาทานได้อย่างเอร็ดอร่อย อย่างที่เค้าว่ากันว่า You are what you eat หรือเราจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นกับสิ่งที่เราทานไป คงไม่มีใครที่ไม่ทราบว่าหัวหอมมีประโยชน์ต่อสุขภาพเราอย่างเหลือล้น แต่การที่จะทานหัวหอมสดๆคงไม่ค่อยเป็นสิ่งที่หลายคนต้องการ และการนำหัวหอมไปปรุงอาหารถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ดี แต่คุณประโยชน์ก็อาจจะถูกลดทอนไปบ้าง หลังจากที่ได้อ่านโปรเจ็คต์ของคุณอาร์ต ชยาคมน์ ทำให้ผมรู้สึกว่าเราอาจจะได้พบทางที่จะทำให้เราทานหัวหอมได้อย่างเอร็ดอร่อยและเป็นคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ

สิ่งหนึ่งที่ต้องบอกให้ทุกท่านทราบคือโปรเจ็คต์นี้เป็นโปรเจ็คต์ทางวิทยาศาสตร์ล้วนๆ ยังมิได้มีการทำแผนธุรกิจอย่างจริงจัง แต่คุณอาร์ต ชยาคมน์สามารถวางแผนธุรกิจคร่าวๆให้เราได้ฟังอย่างชัดเจน และผมคิดว่าถ้าโปรเจ็คต์นี้ได้รับการศึกษาเพิ่มเติมในด้านพฤติกรรมผู้บริโภคและการตลาดอีกสักหน่อย น่าจะกลายเป็นโปรเจ็คต์ที่สามารถนำไปประกอบธุรกิจได้อย่างจริงจังและประสบความสำเร็จ เราเคยได้ยินมาว่าการดื่มไวน์แดงวันละแก้วจะเป็นผลดีต่อหัวใจ ต่อไปความคิดนั้นอาจจะเปลี่ยนไปเมื่อเราได้เห็นน้ำหัวหอมกลิ่นไม่ฉุนตามสูตรคุณอาร์ต

หลังจากที่คุณอาร์ต ชยาคมน์ได้ศึกษาด้าน วิทยาศาสตร์อาหารจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็ได้ไปทำงานต่อด้านการวิจัย และยังได้เตรียมพร้อมไปเรียนต่อ MBA ต่างประเทศ ในอนาคตอันใกล้ ผมว่าเราคงได้เห็นนักธุรกิจที่เพียบพร้อมทั้งความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และการบริหารเพื่อพัฒนาวงการอาหารไทย

ขอให้โชคดีและประสบความ “สำเร็จ

ทีมงาน “สำเร็จ

VN:F [1.6.9_936]
Rating: 10.0/10 (1 vote cast)
  • Share/Bookmark

Tags:

Filed Under: Talent