Posts Tagged Finance

Yuttapol Chalermkiatkul: The Informational Content in the Option Market

Posted on January 3, 2010 by viriya1 Comment

The Informational Content in the Option Market

By Yuttapol Chalermkiatkul

เรื่อง/ภาพ แพม แพร

เมื่อเงินที่เรามีไม่ได้มีค่าแค่ที่เราเห็น…..ปัจจุบันนี้มีช่องทางการเพิ่มมูลค่าของเงินมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทางง่ายๆอย่างการออมเงินทั้งในส่วนของออมทรัพย์ หรือฝากประจำ แต่สำหรับการลงทุนที่คนธรรมดาอย่างเราๆ (ผู้สัมภาษณ์) ไม่อาจเอื้อมก็คือ การลงทุนในหุ้นและตลาด Options
วันนี้ทางทีมงานมีโอกาสอันดีที่จะไปเปิดหูรับฟังคำแนะนำจากคุณเต๋า ยุทธพลผู้ที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับตลาดหุ้นและตลาด Options มาจากมหาวิทยาลัย Warwick มหาวิทยาลัยชั้นนำจากประเทศอังกฤษ เมื่อการสัมภาษณ์ครั้งนี้เสร็จสิ้น ทางทีมงานอาจจะมองตลาดหุ้นและตลาด Options เป็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และเมื่อศึกษาเพิ่มเติมอีกนิด อาจจะเป็นฤกษ์งามยามดีที่จะเข้าไปเดินเล่นในตลาดหุ้นกันบ้าง แต่อย่าลืมนะคะ “การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาก่อนการลงทุน”

Yuttapol1
ช่วยแนะนำตัวเองว่าเรียนอะไรมา แล้วตอนนี้ทำอะไรอยู่
ชื่อ ยุทธพล เฉลิมเกียรติกุล ชื่อเล่น ชื่อเต๋า เรียนจบ Master of Science in Finance จาก Warwick University ก่อนหน้านี้เรียน BE เมเจอร์ International Economics ไมเนอร์ Finance ก่อนไป Warwick เคยทำงานอยู่ที่ Unilever เป็น Management Trainee สาขา Finance ทำอยู่ 1 ปี แล้วก็ได้ทุนจากที่ Warwick เป็นทุนได้เปล่าแบบไม่เต็ม อารมณ์ทุนปริญญาโทของ South East Asia ก็เลยไป สำหรับตอนนี้ก็กำลังหางานอยู่

แสดงว่าชอบด้าน Finance
คือชอบเศรษฐศาสตร์ พอเรียนแล้วรู้สึกเหมือนกับเป็นวิชาที่จัดความคิดให้เป็นระบบ ทุกอย่างมีเหตุและผล เรียนแล้วทำให้ไม่ใช่แค่เข้าใจ อ่านหนังสือพิมพ์รู้เรื่อง หรือเข้าใจเศรษฐกิจ แต่มันจัดระบบความคิดของตัวเองด้วย แล้วก็ได้โอกาสไปเรียน Finance ก็ชอบ รู้สึกท้าทายดี คิดว่าคนเรารู้จักการบริหารเงินก็น่าจะดี ก็เลยลองเลือกเรียนวิชาแนว Finance ตอนปริญญาตรีแล้วก็ชอบ ก็เลยเลือกต่อโทด้านนี้

ไปเรียนโท Finance จริงแล้วชอบมั้ย เหมือนอย่างที่ตัวเองคิดไว้หรือเปล่า
ใช่ มันเหมือนอยากเรียนรู้เพิ่ม เรียนพื้นฐานตอนปริญญาตรีแล้วก็ชอบ ตอนแรกฝันอยากเป็น Fund manager คิดว่าจะเอาให้ลึกเลย ก็เลยเรียนเลย แล้วพอดีได้ทุนด้วย

แล้วพอเรียนจบแล้วยังอยากเป็น Fund Manager มั้ย (หัวเราะ)
ก็พยายามหาอยู่นะ เราก็สมัครงานที่เกี่ยวกับกองทุน แต่ว่าตอนนี้เปิดรับเฉพาะคนมีประสบการณ์แล้ว เรายังไม่มีประสบการณ์ก็เลยพยายามสมัครเป็น Analyst หรืออะไรอย่างนี้ก่อน ก็พยายามที่จะเริ่มต้นก่อนแล้วค่อยว่ากัน

ตอนเรียนปริญญาโทชอบวิชาไหนมากที่สุด และทำไมถึงชอบวิชานี้
จริงๆเราชอบ Derivative Security มันคือตัวที่เราทำ Dissertation เลย เรียนเกี่ยวกับตลาด Forward Futures Debt Security ต่างๆ พวก Bonds ตลาด Options เรียนแล้วรู้สึกว่าเราเข้าใจ มันเป็นสิ่งที่ไม่เคยได้เรียนมาก่อน และก็ยังไม่เห็นในประเทศไทย ประเทศไทยก็เริ่มมีเข้ามา ก็คิดว่าน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่ได้ไปเรียนรู้ อาจารย์ที่สอนก็ดี ก็เลยชอบวิชานี้ แล้วก็ทำ Dissertation อันนี้

แสดงว่าเพราะเรียนทางนี้แล้วชอบ ก็เลยทำ Dissertation เรื่องนี้
ใช่ เรียนแล้วก็ทำได้ดี แล้วก็เอาอันนี้แหละวะ

แล้วหัวข้อนี่คิดเอง หรือว่ามหาวิทยาลัยมีมาให้
ไม่มี คิดเอง ก็ไปหา ไปดูงานวิจัยเก่าๆ แล้วดูว่ามีหัวข้อไหนน่าสนใจ ตอนแรกก็โฟกัสไว้ก่อนว่าจะทำ Options เพราะว่าสนใจที่สุดแล้ว ก็เลยไปหางานวิจัยที่เกี่ยวกับ Options ดูๆ มาเรื่อยๆ แล้วมีเรื่อง Information content ใน Stock market ก็เลยรู้สึกว่าเราน่าจะเอา Stock Market กับ Options Market มารวมกัน ก็เลยเริ่มหาไปเรื่อยๆ แล้วก็หา framework ที่จะมาใช้ สุดท้ายก็เป็น VECM

แล้วทำไมถึงมาสนใจ Options เป็นพิเศษ
อย่างแรกก็คือ เรียนแล้วเข้าใจ สองก็เหมือนกับ Options ยังเป็นอะไรที่ใหม่อยู่

ใหม่ในมุมไหน
ไม่เคยเรียนมาก่อนด้วย แล้วก็ยังไม่ค่อยเห็นในประเทศไทย ถึงแม้จะมีบ้างแล้ว อย่าง TFEX แล้วก็มันมี Structure ของมันที่ค่อนข้างชัดเจน call option, put option ที่สามารถเข้าใจได้ง่าย ถ้ามี logic ก็เข้าใจได้ Structure เป็นแบบวาดเส้น payoff ขึ้นมา พอเรียนแล้วมันเข้าใจมันก็รู้สึกอยากจะรู้ต่อ

Structure ที่ว่านี่คือ เหมือนเป็น pattern อะไรอย่างนี้เหรอ
ใช่ๆ มันมีกรอบให้เราคิดไง ก็เหมือนกับพอเวลาเราเจอ Options เราก็สามารถดูรายละเอียดออกมาได้ว่า Payoff มันเป็นเท่าไหร่ มันก็ทำให้เราเข้าใจ แล้วพอเข้าใจก็เลยชอบ

ถ้าอย่างนั้นลองเล่าให้ฟังสั้นๆว่าโปรเจคนี้เกี่ยวกับอะไรในแบบที่คนที่ไม่รู้ Finance มาก่อนเลยจะรู้เรื่อง
อย่างแรกก็คือว่า ปกติเวลามีข้อมูลใหม่อะไรขึ้นมา ตลาดหุ้นมันก็ควรจะสะท้อนข้อมูลใหม่ๆนั้น ถ้าตลาดมัน Efficient นะ แต่ความเชื่อของเราคือว่าจริงๆ นักลงทุนเค้ามีทางเลือกของตัวเอง ไม่จำเป็นว่าเวลามีข้อมูลใหม่ๆ เข้ามา แล้วจะต้องไปที่ Stock Market อาจจะไป Options Market ก็ได้ เราก็เลยมาศึกษาว่า พวก Insider ที่มีข้อมูลใหม่ๆ เป็น Inside Information เขาจะไปไหน จะไปลงทุนที่ Stock market หรือจะไปที่ Options market หรือจะ Market ต่างๆ แต่ใน dissertation เราโฟกัสแค่ 2 ตลาดนี้ก่อน เราก็เลยไปดูว่า Options market มันมีประโยชน์ยังไง
ตัว Options เองก็คือให้สิทธิสำหรับผู้ลงทุน ว่าจะซื้อหรือว่าจะขาย underlying stock ในราคาและวันที่ตกลงไว้ล่วงหน้า คือมันก็เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถที่จะเป็นเครื่องมือในการลงทุนได้ ในการที่เรามีข้อมูล เราเชื่อว่าหุ้นจะไปเท่านี้ แต่เราซื้อสัญญาที่เราจะซื้อหรือขายมันในราคาที่ต่างออกไป เราก็จะได้กำไรจากส่วนต่างที่เกิดขึ้น เราก็เลยสนใจ จึงศึกษาใน Options market
ลักษณะอย่างหนึ่งของตลาดนี้คือ มันมี financial leverage ในตัว คือหุ้น 1 ตัว เวลาเราทำสัญญา options เราไม่จำเป็นต้องจ่ายในราคาเต็ม เราจ่ายแค่ส่วนหนึ่งที่จะซื้อสิทธิ์ในการซื้อหุ้นนั้น เป็นจำนวนที่มากๆ ในราคาก้อนหนึ่ง นี่เป็น Theme ของมันเลย ก็คือมันมี financial leverage เพราะฉะนั้นมันก็น่าจะดึงดูดผู้ลงทุนมากกว่าที่จะลงทุนใน Stock market แล้วก็ลงเงินในจำนวนเต็มเพื่อที่จะได้ stock ก็เลยคิดว่านักลงทุนจะมาที่ Options market ก่อน แล้วก็เพื่อที่จะซื้อ Stock จากข้อมูลที่มีอยู่
การศึกษาก็ต้องมี framework ซึ่งเราใช้ Vector Error Correction Model ซึ่งเป็นตัวโมเดลที่ค่อนข้างใหม่ เราคิดว่ามันน่าจะ สะท้อนความสัมพันธ์กันในระยะยาวหรือ cointegration ของตลาดนี้ได้ หลังจากศึกษาเราก็เลือก เฉพาะ Dow Jones stock 30 บริษัท ใน Dow Jones ซึ่งจะสะท้อนเศรษฐกิจของอเมริกาทั้งหมด เพราะว่ามันเลือกจากเฉพาะบริษัทใหญ่ๆในแต่ละ industry แล้วเอามารวมกันเป็น Dow Jones มันก็น่าจะสะท้อนตลาดทั้งหมดของอเมริกา และด้วยที่ว่าอเมริกาน่าจะเป็นตลาดที่ค่อนข้าง efficiency ที่สุดแล้ว เราก็เชื่อว่าน่าจะเป็น Sample ที่ดี ศึกษาไปศึกษามา นำข้อมูลไปประมวลผลแล้วก็ออกมาเป็นว่า เวลานักลงทุนมีข้อมูลใหม่ๆ ก็จะไปที่ Options market ก่อน เนื่องจากมันมี financial leverage และมันมีตัวแปรบางตัวแปรที่มีผลเกี่ยวกับการปรับตัวเข้าสู่ equilibrium คือ ราคาสองที่เข้าหากัน เมื่อรับข้อมูลใหม่เข้ามา ก็คือ volume กับ bid-ask spread มี logic ง่ายๆว่า volume ยิ่งซื้อขายมาก นักลงทุนยิ่งเข้าถึงข้อมูลตัวนั้นมาก เพราะฉะนั้นยิ่ง volume มาก options market ก็จะสะท้อนราคาหุ้นที่แท้จริงได้มากกว่าถ้า volume ที่น้อย และส่วน bid-ask spread ก็เหมือนกัน ยิ่ง bid-ask spread แคบๆ มันก็มีสภาพคล่องในการซื้อขายมากกว่า bid-ask ที่กว้าง นักลงทุนก็อยากจะเข้าไปใน Options market แล้วก็ใช้ข้อมูลของที่เค้ามีอยู่ ก็จะเป็นลักษณะของมัน

ก่อนที่จะไปเรื่องอื่น อยากให้อธิบายตัวเครื่องมือ VECM สักหน่อย
จริงๆ มันคือการศึกษา Cointegration ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ Equilibrium ในระยะยาวระหว่างอะไรสองอย่าง จริงๆ cointegration มีหลายแบบที่เราเคยศึกษา ถ้าจำไม่ผิด เป็น ECM แล้วก็มี VECM ที่พัฒนาขึ้นมา แต่ว่าเหมือนกับว่า VECM ที่ใช้มันดีกว่าในแง่ที่ว่า มันแสดง Speed of adjustment ด้วย คือ VECM มีการศึกษา lag ของมันด้วย คือข้อมูลจากอดีตว่ามันมีผลต่อสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันหรือเปล่า แต่สิ่งที่เข้ามาเพิ่มคือมันมี speed of adjustment coefficient ขึ้นมา เราก็จะรู้ว่าเวลาที่ข้อมูล 2 ชุดมัน cointegrate กัน speed of adjustment ของมันจะเป็นยังไง เวลาที่เกิดอะไรขึ้นแล้วทำให้ 2 ตัวนี้ออกจากจุด Equilibruim ก็ต้องมีการปรับเข้าหากันใหม่ speed ของการปรับเข้าหากันใหม่นี่แหละคือ speed of adjustment

เห็นว่ามีแนะนำสำหรับคนที่จะมาศึกษาต่อ ว่าน่าจะดูเรื่องข้อมูลราคาระหว่างวันด้วย จากที่ใช้แค่เป็นข้อมูลรายวัน คิดว่าถ้ามีแล้วผลมันจะต่างยังไง
ผลคือจะละเอียดมากขึ้น คือข้อมูลของเราเป็นรายวัน วันต่อวัน แต่ความจริงคือถ้ามีข้อมูล คนก็ปรับได้ในวันนั้นเลย คือไม่ต้องรอวันรุ่งขึ้นไง ถ้าเราศึกษาข้อมูลระหว่างวัน ก็น่าจะได้ผลที่แตกต่างออกไป อาจจะบอกได้ถึงว่า speed of adjustment เป็นเท่าไหร่ คือถ้ามีข้อมูลที่มากขึ้น อาจศึกษาลงลึกไปถึงว่าโดยทั่วไปแล้ว มันใช้เวลาเท่าไหร่ในการปรับตัวเข้าหา Equilibrium ใหม่

SAMRET Factors

Yuttapol2Situation

อย่างตลาด Options ยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมในเมืองไทยเท่าไหร่ มองไม่ออกว่ามันต่างจากตลาดหุ้นยังไง
ถ้าในแง่สภาพคล่องต้องมองตลาดของมัน ถ้าเป็นเมืองไทยมี Options เข้ามาตอนแรกก็คงไม่ค่อยมีสภาพคล่องเท่าไหร่ แต่ว่าในแง่ของหน้าที่ที่มันทำหลักๆก็คือ มันเกี่ยวกับการขายหรือซื้อสิทธิที่จะซื้อหรือขายหุ้นที่เป็น underlying stock อีกที ในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าและวันที่กำหนดไว้ล่วงหน้า มันเป็น Hedging Instrument หรือเครื่องมือการประกันความเสี่ยงอย่างนึงที่ช่วยให้ นักลงทุนประกันความเสี่ยงต่างๆ ได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ก็มี Forward กับ Futures ด้วย ซึ่งทั้งหมดก็ถือเป็นเครื่องมือทางการเงินอันนึงที่ช่วยให้นักลงทุนมีทางเลือกมากขึ้น

Options, Forward กับ Futures ต่างกันอย่างไร
ถ้าเราเข้าใจไม่ผิดนะ มันมีความแตกต่างในตัวเองในแง่การเขียนสัญญา หลักๆ คือ อย่าง Options เป็นแค่สิทธิว่าจะซื้อหรือขาย แต่ไม่ได้บังคับให้เราทำ หมายความว่า ถ้าสุดท้ายแล้วเราจะขาดทุน เราก็ไม่ปล่อยให้มันติดลบได้ ก็คือไม่ใช้สิทธิซื้อหรือขาย แต่ Forward กับ Futures เป็นสัญญาซื้อขายที่ต้องทำ แต่ว่าเราสามารถขายสัญญานั้นไปให้คนอื่นได้ แต่มันเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในราคาที่กำหนดไว้ในสัญญาเหมือนกัน ถ้า Forward กับ Futures ถึงวันครบกำหนดเราต้องใช้มันเท่านั้น แต่ขายให้คนอื่นก่อนได้ถ้าเรามองเห็นแล้วว่าเราจะติดลบ ก็จะไปซื้อหรือขายในสัญญาที่ตรงกันข้ามกัน เพื่อให้มันหักล้างกัน แต่ถ้าอย่าง Options ถ้าเป็นลบ เราก็ไม่ต้องซื้อหรือขายเลยก็ได้ เพราะเป็นแค่สิทธิเท่านั้น ไม่ได้บังคับ

Answer

ผลการศึกษาที่ได้มีประโยชน์กับใครบ้าง เอาไปใช้ในแง่ไหนได้บ้างมั้ย
อย่างแรกก็คือมันมีประโยชน์ในแง่ที่ว่าเราเข้าใจตลาดมากขึ้น เข้าใจมากขึ้นว่าเวลาที่นักลงทุนมีข้อมูล ซึ่งแน่นอนว่ามันอาจจะมีทางเลือกหลายๆ ทางเลือกที่เค้าจะทำได้ แต่ว่าลงทุนใน Options market ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับเค้า นี่คือสิ่งที่เรารู้
นอกจากนักลงทุนแล้วมันก็มีประโยชน์สำหรับตัวเรา ในแง่ที่ว่าทำให้เรารู้ในสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน คือทำ dissertation ก็ทำเอง เหมือนกับเราไม่รู้มาก่อนแล้วเราสนใจเรื่องนี้ มันเปิดโอกาสให้เราได้ศึกษาในสิ่งที่เราสนใจจาก supervisor ที่คอยควบคุมดูแลเรา มันก็ได้ในแง่ของตัวผลงาน มันก็จะดีสำหรับนักลงทุน แล้วก็การทำ dissertation มันก็จะดีสำหรับเรา ในแง่ที่ว่าเราได้ทำอะไรที่เป็นผลงานเดี่ยวๆ ของตัวเองอย่างนึงขึ้นมา ซึ่งเรารับผิดชอบทำเองทั้งหมด

พวกนักลงทุนรู้จัก VECM หรือ Speed of Adjustment มั๊ย
ในความเป็นจริง เท่าที่เราเข้าใจ คงมีฝ่าย Research หรือ Economic ของเค้าที่ทำเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่ถ้านักลงทุนจริงๆ รู้จักไหม เค้าคงไม่รู้จัก คงต้องเป็นคนที่สนใจเรื่องนี้จริงๆ

Market & Marketing

อยากให้ช่วยเล่าพฤติกรรมนักลงทุนรายย่อยและสถาบันการเงิน จากในอดีตมาปัจจุบัน
โห อาจจะเล่าไม่ได้ละเอียดขนาดนั้น แต่อย่างหนึ่งที่เราเชื่อคือนักลงทุนมีความรู้มากขึ้น หมายถึงว่า เป็นนักลงทุนรายย่อยที่มีความรู้มากขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเช่นราคาทองเพิ่มขึ้น แม่ค้า อาม่าก็ยังไปร้านทอง เพื่อไปเก็งกำไรได้ เราเชื่อว่าต่อไปนักลงทุนจะต้องมีความรู้มากขึ้นเรื่อยๆ และมีความสามารถในการเข้ามาซื้อขายในตลาดได้มากขึ้น คือไม่ต้องมีความรู้เหมือนคนเรียนมาในด้านนี้ ก็เช่นเข้ามาซื้อขาย Gold future หรือ ทองกระดาษ เก็บไว้ เชื่อว่านักลงทุนมีความสามารถในการลงทุนมากขึ้น ส่วน corporate ก็เชื่อว่าจะเป็นการลงทุนที่ใช้ข้อมูลจริงหรือปัจจัยพื้นฐานของบริษัทมากขึ้น ไม่ใช่การปั่นหุ้น หรือการเล่นการพนันหน่อยๆ หันมาใช้ข้อมูลในการตัดสินใจการลงทุนมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ตลาด efficient มากยิ่งขึ้น

อย่างนี้ถ้าสมมติว่าคนธรรมดาอย่างเรา ตลาดหุ้นก็แบบรู้บ้างไม่รู้บ้าง แล้วจะเอาตัว dissertation ของเต๋าไปใช้กับชีวิตเรายังไงบ้าง
ก็จริงๆ แล้วคนเราบางคนอาจจะรู้มากรู้น้อยไม่เหมือนกันในเรื่องตลาด แต่สุดท้ายแล้วเราก็มีเงินสำหรับไปลงทุนเหมือนกันทุกคน ทุกคนได้รับเงินเดือนมา ไม่ว่าจะทำงานตรงไหนก็แล้วแต่ ก็มีเงินเหมือนกัน พยายามจะหาทางบริหารจัดการเงินของตัวเองเพื่อให้มีผลตอบแทนขึ้นมา ถ้าเค้าได้ศึกษาผลงานของเรา ก็เหมือนกับบอกเค้าว่า นอกจากการลงทุนในตลาดหุ้นหรือตลาด bonds มันยังมีตลาด options อีกตลาดนึงที่เค้าสามารถเอาเงินที่ได้จากเงินเดือนหรือเงินต่างๆ ไปลงทุน แล้วมันน่าจะเปิดมุมมองให้เค้าเห็นโลกการเงินกว้างขึ้น ว่ามันเป็นประมาณไหน

อย่างนี้มือใหม่ควรจะเล่น Options ก่อนเล่นหุ้นมั้ย
เอาจริงๆ เราว่า ถ้ามีเงินก็ควรจะค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปนะ ขนาดเราเรียนเรายังไม่เคยรู้ว่าเราจะไปลงทุนใน Options ยังไงเลย เราเลยคิดว่าก็อาจจะศึกษาค่อยเป็นค่อยไป แต่ว่าอย่างน้อยก็ต้องเข้าใจตัวเองก่อนว่ารับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน ต้องการบริหารเงินยังไง

Rivalry & Risk

แล้วมีงานเก่าๆ ที่เคยทำเรื่องนี้มามั้ย และของเต๋าใหม่กว่ายังไง
ใหม่กว่าในแง่ อย่างแรกคือตลาดที่เราสนใจ เท่าที่เราลองศึกษายังไม่มีใครลงลึกลงไปเฉพาะใน Dow Jones อันนี้คือในแง่ของข้อมูลที่เราเลือก ส่วน framework ที่เราใช้มีคนใช้อยู่ก่อนแล้ว จริงๆ ที่เราเพิ่มไปคือศึกษาตัวแปรต่างๆ มี Moneyness, volume, bid-ask spread ที่เราศึกษา อันนั้นคือสิ่งที่เราเพิ่มเข้ามาเพราะเราอยากรู้ว่ามีตัวแปรไหนอีกหรือเปล่าที่จะกระทบต่อ speed of adjustment ที่จะกลับเข้าสู่ equilibrium

สำหรับผลการศึกษาที่ได้เป็นไปตามที่ตั้งเป้าไว้มั๊ย พอใจรึเปล่า
หนึ่งคือเสร็จทัน สองคืออาจารย์ให้ผ่าน สามคือเราตั้งสมมติฐานไว้ว่าผลมันจะออกมาอย่างนี้ มันก็มีหลายๆ ส่วนที่ตรงกับที่คาดไว้ แต่ก็มีหลายส่วนที่ไม่ตรงกัน เช่น เราเชื่อว่า moneyness ของ Options น่าจะมีผลต่อ speed of adjustment แต่สุดท้ายแล้วมันไม่มีผล ซึ่งอาจจะมีตัวแปรตัวอื่นๆ มากระทบด้วยไง เลยทำให้ผลมันไม่เป็นอย่างที่เราคิด แต่ที่เป็นอย่างที่คิด คือ volume หรือ bid-ask spread มันเป็นไปอย่างที่เราคิด มันก็ดี พอเป็นไปอย่างที่เราคิด เราก็มีเหตุผลที่จะไปเขียนว่าทำไมเป็นอย่างนั้น ก็ค่อนข้างพอใจ เพราะว่ามันควรจะเป็นไปอย่างนั้น

เจอปัญหาอะไรบ้างในการทำ dissertation ครั้งนี้
อย่างแรกเลยคือหัวข้อเรื่อง เพราะตอนแรกมีอีกเรื่องที่เราอยากทำ เป็นเรื่องอื่นแต่ยังอยู่ในส่วน Options นี่แหละ แต่จำไม่ค่อยได้นะว่าเป็นยังไง แต่พอเราไปทำเข้าจริง มันทำไม่ได้ ในแง่ที่ว่าไม่มีข้อมูลและมันยากเกินไปสำหรับเรา แล้วพอมาทำอันนี้ ก็มีปัญหาบ้าง คือตอนแรกอยากทำของอังกฤษ แล้วก็มีปัญหาข้อมูล ข้อมูลไม่พอ หาไม่ได้ เลยต้องเปลี่ยนที่หาข้อมูล แล้วไปเจอของ Wharton database ซึ่งมีของอเมริกาครบ เราเลยต้องเปลี่ยน sample จากอังกฤษไปเป็นอเมริกา แล้วในแง่ของการทำงาน บางทีเราอาจจะยังไม่เก่ง บางทีเราทำใน Excel ซึ่งถ้าเขียน VBA ได้แล้วมันจะเร็วขึ้น แต่เราเขียนไม่เป็น ก็เลยต้องทำอ้อมๆ กว่าจะทำได้ก็เลยใช้เวลาเยอะ ถ้ารู้และทำได้ก็จะเร็วขึ้นเยอะ แต่ว่าโชคดีอีกอย่างตรงอาจารย์ที่เป็น supervisor ของเราเค้าดี คือเราต้องเขียนไปขอให้อาจารย์มาเป็น Supervisor ถ้าเค้าชอบงานเรา เค้าถึงจะยอมเป็น เราอยากทำ Options ก็เลยเขียนไปหาอาจารย์ที่สอน Options ปรากฏว่าเค้าชอบ เลยตกลงเป็น supervisor ให้ ซึ่งก็ตรงกับที่อยากทำ เพราะบางคนเค้าจะได้อาจารย์ที่ไม่ตรงไง แต่เราได้อาจารย์ที่ดี ตรงจุด ช่วยคิดช่วยอะไร ช่วยหาเหตุผล เหมือนอย่างที่บอก เราไม่รู้อะไรเลย เราไปเรียนคอร์สหนึ่งคอร์ส แล้วเราไม่รู้อะไรเลย เราก็ต้องการคำแนะนำที่ลึกซึ้ง ไม่งั้นเราจะไปหาเองมันก็สู้อาจารย์มานั่งช่วยอธิบายไม่ได้ ครั้งเดียวก็เข้าใจ หรือช่วยหาเหตุผลว่าทำไมผลออกมาเป็นแบบนี้ มานั่ง discuss กัน คืออยู่ดีๆ เค้าก็ไม่ได้มาบอกๆๆ อะน่ะ แต่แบบว่า เอ่อ คุณคิดว่ายังไง ก็ได้ไอเดียต่างๆ แล้วความจริงเค้ามีกำหนดชั่วโมงที่พบได้ แต่โชคดีที่ของเราอาจารย์ใจดี คือไม่มานั่งจับเวลาว่าพบไปกี่นาทีแล้ว อาจารย์เป็นตัวแปรสำคัญมาก เพราะเค้าช่วยเรา

Expectation

มองว่าตลาด Stock และตลาด Options ของเมืองไทยกับตลาดของอเมริกาต่างกันอย่างไรบ้าง
จริงๆ แล้ว อย่างแรกคืออเมริกามีความหลากหลายทางด้านการเงินมากกว่าไทยอยู่แล้ว ทั้งในแง่ efficient กว่า ในแง่ที่สามารถสะท้อนข้อมูล นำข้อมูลมาใช้ได้เร็วกว่า เรามองว่าประเทศไทย ตลาดหุ้นยังเหมือนการเล่นการพนันอยู่ ยังไม่สามารถสะท้อนปัจจัยพื้นฐานของ stock ได้ดีเท่าอเมริกา ส่วนตลาด Options ในอเมริกามีเยอะมาก เช่น call options, put options ของแต่ละ stock แล้วแต่ละอันก็มีราคาต่างกันไปเยอะ แต่เราไม่แน่ใจว่าเมืองไทยมีแล้วหรือยัง ในแง่ของ Options อเมริกาเจริญกว่าเราเยอะมาก แต่เมืองไทยเองก็เห็นในจุดนี้ จึงเริ่มพยายามเติมเต็มตลาดมากขึ้น เช่นมี Gold Futures อะไรขึ้นมา ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นของประเทศไทย

ถ้าอย่างนั้น dissertation ที่ทำเอามาใช้กับเมืองไทยได้มั๊ย
อย่างแรกคือ sample ของเราเป็นตลาดที่ค่อนข้าง efficient ทำออกมาแล้วผลเลยตรงกับที่เราสนใจ คือข้อมูลที่เราเห็นใน stock ตัวนั้นๆ แต่เมืองไทย อย่างที่บอกไปตอนแรก คือยังไม่แน่ใจว่ามันสะท้อนค่าที่แท้จริงของมันหรือยัง เพราะฉะนั้นถ้านำ dissertation ของเรามาทำในไทย ก็ยังไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นแบบไหน เพราะระดับความ efficient มันต่างกัน

Team & Timeline

มีการวางแผนการทำ dissertation อย่างไรบ้าง
มีเวลาในการทำอยู่ 3 เดือน หลังเรียนจบคอร์สแล้ว ก็พยายามหาหัวข้อให้ได้ภายใน 2 อาทิตย์แรก แล้วก็เป็นช่วงเก็บข้อมูล เพราะเราใช้หุ้น 30 ตัวใช่มั๊ย แล้วแต่ละ stock มี Options ในแต่ละวัน มันเยอะมาก ช่วงเวลาที่เราสนใจคือ 3 ปี ข้อมูลออกมามีประมาณเป็นล้านเลย เราก็ต้องมานั่งจัดระเบียบข้อมูลใหม่ ก็ใช้เวลานาน เป็นช่วง data processing แล้วค่อยมาลงกับ framework ที่เรามี อีกประมาณเดือนนึง ค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ ระหว่างนั้นก็เริ่มเขียนๆ 3 อาทิตย์สุดท้ายก็มาเริ่มเขียนจริงจังให้เป็นตัวรายงาน ระหว่างนั้นก็คุยกับอาจารย์ด้วย

นอกจากอาจารย์แล้ว มีใครที่ช่วยอีกมั๊ย
งานเราต้องใช้โปรแกรม Matlab EViews ซึ่งเป็นอะไรที่เราไม่เคยจับ ก็ได้ความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าง ก็ทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น แล้วก็มีอาจารย์คนอื่นๆ คอยแนะนำ ทำให้เราสำเร็จมา

Yuttapol5
วางแผนอนาคตตัวเองไว้ว่าอย่างไรบ้าง
อย่างแรกคืออยากได้งาน (หัวเราะ) จริงๆ ตอนแรกสนใจอยากทำกองทุน แต่สุดท้ายแล้วมันต้องมีประสบการณ์ แต่เราก็ยังไม่ได้ปิดตัวเอง ก็ไม่ได้เปลี่ยน direction ว่าเราจะไปอย่างนี้ๆ พยายามไปทางนี้ ก็สมัครพวก bank, equity, asset management ก็ยังอยู่สายการเงิน แต่ไม่ได้สมัครพวก corporate เลย เพราะเคยทำแล้วไม่ชอบ ส่วนมากเป็นพวก bank, finance มากกว่า

แล้วอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้า มองตัวเองว่าเป็นยังไง
อยากเป็นระดับผู้บริหารในบริษัทอะไรก็แล้วแต่ที่เราอยู่ ตอนนี้เรามองว่า ในระยะประมาณ 10 ปี อยากได้ประสบการณ์และ know how จากบริษัทที่เป็น international ว่าเค้าทำอะไร หลังจากนั้น อนาคตข้างหน้า อาจออกมาเปิดบริษัทเล็กๆ ของเราเอง ตอนนี้ก็เป็นช่วงเก็บเกี่ยวความรู้ประสบการณ์ไปก่อน ส่วนเรื่องเรียนต่อ ไม่คิดจะไปเมืองนอกแล้ว ที่มองๆ ไว้ก็อาจจะเป็น Executive MBA แต่ขอหาประสบการณ์ก่อน

นอกจากความรู้ที่ได้เพิ่มแล้ว ยังได้อะไรอีกบ้างจากการทำ dissertation นี้
อย่างแรกคือได้มีผลงานชิ้นแรกที่เป็นของตัวเองคนเดียว เพราะอย่างตอนปริญญาตรีก็เป็นงานที่ทำคู่ สองคือมันมีเวลาว่างทั้งวัน มันขึ้นอยู่กับเราว่าจะจัดสรรเวลาอย่างไร ที่จะทำงานหรือว่าจะเล่น สอนให้เราบริหารเวลาของเรา พยายามมีความรับผิดชอบกับงาน เราอาจนั่งเล่นไปเรื่อยๆ แล้วค่อยมาทำทีหลังก็ได้ หรือว่าค่อยๆ ทำ เล่น ทำ เล่นไปเรื่อยๆ ก็ได้ มันสอนให้เราเรียนรู้จัดการเวลา และรู้จักการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ คือเข้ามาตอนแรก เราต้องทำเป็นคนที่เหมือนไม่รู้อะไรเลย เพราะจะเปิดโอกาสให้เราได้ทำอะไรกว้าง เพราะถ้าเรายึดติดว่าเรารู้แล้ว มันก็จะไม่ได้อะไรเพิ่ม เพื่อให้ได้เรียนรู้อะไรกว้างเพิ่มมากขึ้น ก็ต้องพยายามบอกว่าเรายังไม่พอ จะได้ขวนขวายหาอะไรมาใส่ได้อีก แต่เรายังมีเวลาไปเที่ยวเล่นบ้าง แต่กลับมาก็ต้องมาทำงาน

มีคำถามเพิ่มเติม คิดยังไงกับการที่เด็กสมัยนี้ไปเรียนอังกฤษเยอะมากเลย เหมือนเป็นกระแสอย่างหนึ่ง
จริงๆ เราว่าไม่จำเป็นว่าไปเรียนอังกฤษแล้วมันจะเกร่อ เราว่าการไปเรียนอังกฤษ มันก็มี characteristic ของการเรียนของมัน คืออย่างไปเรียนอเมริกาก็เรียน 2 ปี อย่างอังกฤษจะเรียนหนักมาก หนึ่งปี แต่อเมริกาก็จะสบายหน่อย ก็เป็นประเด็นนึงที่เค้าเลือก คืออยากได้แบบจบหนึ่งปีนะ มันก็เป็นกระแสอะนะ ไม่ได้สำคัญอะไร ขึ้นอยู่กับว่า เราได้ไปเรียนในสิ่งที่เราอยากเรียนจริงๆ รึเปล่า เชื่อว่าไม่ต่างกันระหว่าง 2 ประเทศนี้สำหรับ finance แต่ถ้าเป็นสาขาอื่น ก็แล้วแต่ บางสาขาอังกฤษดีกว่า บางสาขาอเมริกาดีกว่า ก็แล้วแต่

Yuttapol4

Profile

ชื่อ ยุทธพล เฉลิมเกียรติกุล

การศึกษา

ปริญญาตรี: เศรษฐศาสตร์ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปริญญาโท:  MSc Finance, Warwick University, United Kingdom

ประสบการณ์การทำงาน

Unilever

- Management Trainee

VN:F [1.6.9_936]
Rating: 10.0/10 (4 votes cast)
  • Share/Bookmark

Tags:

Filed Under: Talent

Artith Pasiphol: Stock Index Direction Forecasting Model

Posted on July 20, 2009 by viriya4 Comments

โมเดลทำนายทิศทางหุ้น ฟันธง!

by Artith Pasiphol

เรื่อง/ภาพ: วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์

*** download (เพื่อการอ่านและการศึกษาเนื้อหาที่ดีกว่า)

“คนที่มีอาวุธที่ดีอยู่กับตัว ก็สามารถใช้เป็นสิ่งดึงดูดนักลงทุนก็ได้”

Artith Pasiphol

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน วันนี้เป็นวันเสาร์ลมเย็นๆอากาศดี ทีมงานเราก็ได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์คุณอธิศ ภาษีผล ที่ร้าน Blooming Seasonบนถนนพุทธมณฑลสายสอง ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ เราก็ได้รับประทานอาหารกลางวันกัน และผมก็ได้เริ่มคุยกับคุณอธิศ ซึ่งต้องบอกว่าความสามารถของคุณอธิศ นี่ไม่ธรรมดาเลย! ด้วยความรู้ทางการเงินและเศรษฐศาสตร์ที่ได้เล่าเรียนมาในสองปริญญาที่เพิ่งจะได้มาหมาดๆ คุณอธิศนับว่าเป็นดาวรุ่งทางด้านการเงินการลงทุนที่หาตัวจับยากคนหนึ่ง โดยโปรเจ็คต์ที่คุณอธิศทำมาก่อนจบนี่ผมว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์กับหลายๆท่านมาก เพราะเป็นโปรเจ็คต์ที่คิดหาโมเดลเพื่อที่จะมาทำนายทิศทางหุ้นว่าจะขึ้นหรือลง!ท่านที่ลงทุนเป็นประจำหลังจากฟังความคิดคุณอธิศคงอยากใช้โมเดลนี้เต็มที ส่วนท่านที่กำลังศึกษาและต้องการทำโปรเจ็คต์คงได้เห็นความคิดที่กล้าคิดกล้าทำของคุณอธิศนะครับ

แนะนำตัวเองหน่อยครับ?

“ชื่อ อธิศ ภาษีผล นะครับ ชื่อเล่นว่าเอส ตอนนี้เพิ่งจบปริญญาโทจากคณะ MIF (Masters in Finance)มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนปริญญาตรีก็จบจาก คณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เหมือนกัน ตอนนี้ทำงานอยู่บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย ตำแหน่ง Marketing ก็เป็นโบรคเกอร์นี่แหละครับ ทำมา ปีนี้ก็เข้าปีที่ 3”

การเรียนปริญญาโทที่ MIF นี่ยากมั้ยครับ?

“เกินคาด (ยิ้ม) เหมือนกัน เพราะตอนแรกที่เข้าไปคิดว่าจะเป็นอารมณ์ MBA ที่เน้น finance แต่ความจริงเป็น pure finance ที่เน้นเศรษฐศาสตร์ แล้วก็โชคดีเหมือนกันที่จบเศรษฐศาสตร์มา ทำให้พอเข้าใจ concept แต่ก็ต้องถือว่าเป็นเศรษฐศาสตร์แบบใหม่ ที่ไม่เคยเจอในปริญญาตรีเหมือนกัน”

ไอเดียในการคิดโปรเจ็คต์นี่เริ่มมาจากอะไร?

“ก็อย่างที่บอกไปว่า ทำตำแหน่งโบรคเกอร์อยู่แล้ว ก็มีความสนใจในด้านตลาดหุ้นอยู่แล้วครับ ตอนแรกเนี่ย จุดประสงค์จริงๆคืออยากทำแล้วใช้เองด้วยซ้ำ เพราะว่าถ้าทำแล้วมันโอเคจริง ใช้ได้จริง ก็ถือว่าเป็นความได้เปรียบของเราที่เรามีโมเดลเอง ทั้งในการแนะนำลูกค้า และก็นำมาซื้อขายเอง หรือว่าถ้ามันดีจริงๆ ก็สามารถขายตัวโมเดลนี้ได้ด้วย”

ช่วยอธิบายให้เราฟังคร่าวๆเกี่ยวกับโมเดลนี้หน่อยครับ

“โมเดลนี้หลักๆ คือเป็นโมเดลที่พยายามจะ ทำนายว่าใน period ต่อไป ตลาดหุ้นจะเป็นบวกหรือเป็นลบ! ตัวแปรที่ใช่ในโมเดลนี้เป็น Technical indicators ที่มาจากการคำนวน return ของหุ้นหรือของตลาดใน period ก่อนหน้านี้ นำมาเข้าสูตรเลข”

เพื่อที่จะมาทำนายว่านักลงทุนควรลงทุนอย่างไร?

“ใช่ครับ ก็คือตัวที่จะเอามาใช้คือ MACD กับ RSI ตัว MACD ถ้าจะเอามาพูดเป็นภาษาคน (สงสัยโบรคเกอร์ปกติจะไม่ใช่คน!) จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าตอนนี้ตลาดหุ้นอยู่ใน Positive momentum (ขาขึ้น) หรือ Negative momentum (ขาลง) ถ้าอยู่ใน positive เนี่ยแปลว่านักลงทุนสามารถคาดการณ์ว่าต่อไปตลาดก็ยังจะเป็นบวกอยู่ ถ้า negative ก็เป็นลบ ส่วน RSI นี่จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าตอนนี้ตัวหุ้นหรือตลาดตอนนี้ Overbought หรือ Oversold เพราะถ้าเป็น overbought (ซื้อมากเกิน) ก็จะแปลว่ามันจะเริ่มลงละ เพราะถ้าซื้อเยอะราคาก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ และถ้าซื้อมากเกินก็จะเกิดการขาย และในทางกลับกัน ถ้าขายมากเกิน ก็จะมีคนซื้อตามมา นี่คือสองตัวแปลหลัก และมีอีกตัวแปลคือ อัตราดอกเบี้ย (1 month treasury bill rate) ซึ่งเป็นอัตราระยะสั้นที่สุดที่สามารถหาได้ เพราะโมเดลนี้จะหาค่าเป็นอาทิตย์ เราเลยต้องหาอัตราที่ใกล้ความจริงที่เราจะนำมาคำนวนมากที่สุดซึ่งก็คือ ทีบิล (Treasury Bill) หนึ่งเดือน เพราะอัตราดอกเบี้ยจะแปลผกผันกับตลาดหุ้น เพราะเวลาดอกเบี้ยต่ำเนี่ยตลาดหุ้นมักจะขึ้น”

SAMRET FACTORS

Situation: ปัญหา

อยากให้คุณอธิศเล่าถึงความเป็นมาของธุรกิจการลงทุนในตลาดหุ้น และแนวโน้มของธุรกิจนี้

“ในอดีต ตอนสิบปีที่แล้วนี่ การลงทุนจะเป็นอะไรที่ง่ายมาก เพราะอย่างที่เคยได้ยินโฆษณาที่จะเทียบกันว่า “จากร้อยไปสองร้อย กับ หนึ่งไปสอง อันไหนง่ายกว่า” ก็ต้องจากหนึ่งไปสอง ตลาดเมื่อก่อนก็จะเป็นอย่างนี้ คือเราเริ่มที่หนึ่ง(เริ่มจากน้อยๆ)ไปสองนี่คือมันร้อยเปอร์เซ็นต์นะ แต่มันง่ายมาก เพราะสิบ ยี่สิบปีที่แล้ว ตลาดโตเร็วมาก ส่วนหนึ่งเพราะว่าเศรษฐกิจไทยขยาย มีการนำเข้าส่งออกมาก ซึ่งมันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตลาด collapse (ตลาดล้มในวิกฤติต้มยำกุ้ง) เพราะตลาดมันโตเร็วไป”

แล้วการขึ้นจากหนึ่งไปสอง ณ ตอนนี้ ไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อนแล้ว?

“ไม่ง่ายละครับ เพราะอย่างแรกคือนักลงทุนฉลาดขึ้น ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อก่อนนี้ตลาดเกิดใหม่ ไม่ว่าที่ใดก็ตาม จะไม่ค่อยมีประสิทธิภาพคือจะถูก manipulate (ควบคุม) โดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ง่ายๆ”

แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว?

“เปลี่ยนไปแล้ว เพราะถึงแม้ว่าตลาดหุ้นไทยยังเป็นตลาดเล็กอยู่ แต่นักลงทุนมีความรู้มากขึ้น มีคนที่สนใจมากขึ้น นักวิเคราะห์มากขึ้น เพราะเมื่อก่อนนักวิเคราะห์ทั้งตลาดมีอยู่สิบคนเป็นต้น ก็สามารถร่วมมือกันกำหนดตลาดได้ แต่ตอนนี้มีเป็นร้อย และยังมีนักวิชาการข้างนอกอีก ซึ่งก็มีมุมมองต่างกันไป คนก็จะควบคุมตลาดได้ยากขึ้น ตลาดหุ้นเมืองไทยก็มีการพัฒนาไปพอสมควร ณ ปัจจุบัน นักลงทุนและตลาด มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะก่อนเกิดต้มยำกุ้งเนี่ย ตลาดตอนนั้นไป 1,700 จุด หุ้นบริษัทอะไรไม่รู้สามารถดันราคาได้ (หยุดคิด) จนมากเกินไป

ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี?

“ในระยะสั้นก็ดีครับ เพราะทุกคนได้ตังกันหมด! แต่ในระยะยาวจริงๆแล้วเนี่ย นักลงทุนเนี่ย ถือว่ายังมีความรู้น้อยเกินไป ถูกหลอกได้ง่ายเกินไป”

แล้วหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจ สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?

“ความสามารถของนักลงทุนเพื่มขึ้น เพราะถือว่าเป็นบทเรียน และนักลงทุนก็จำ ไม่ว่าตลาดจะดูดียังไง ก็ไม่ควรลืมถึงมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทที่เราลงทุนอยู่ด้วย”

แล้วปัจจุบันปัญหาของนักลงทุนคืออะไร?

“อย่างแรกคือนักลงทุนไม่รู้ว่าวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ มันใหญ่ขนาดไหน เพราะนักลงทุนคิดว่าต้มยำกุ้งใหญ่มากที่สุดแล้ว ซึ่งจริงๆไม่ใช่ ที่เห็นว่าเจ๊งเยอะนี่เพราะว่าก่อนเกิดต้มยำกุ้งนี้ หุ้นมันขึ้นเกินไปเยอะ เวลาตกเลยตกแรง แต่รอบนี้ต่างกัน เพราะนักลงทุนรู้ว่ามูลค่าของแต่ละบริษัทควรอยู่แค่ไหน และมันก็ขึ้นไปพอดี ครั้งนี้เวลาตกเลยตกไม่แรง ทั้งๆที่ วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์นี่ก็พอๆกับต้มยำกุ้ง แต่ดูเบากว่า ปัญหาอีกอย่างก็คือ ตอนนี้นักลงทุนเหมือนกับเคว้งอยู่ในตลาดนี่แหละ เพราะไม่รู้ว่าจะขึ้นหรือลง หรือว่าจะซื้อถือหรือจะซื้อเล่นสั้นหรือจะขายดี อย่างนี้คือถ้านักลงทุนไม่มีวินัย แล้วเล่นตามอารมณ์ ก็น่าจะเสียหายหนัก ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นประมาณ 80% ของนักลงทุนทั้งหมด

หมายความว่าถึงแม้ว่าความรู้มากขึ้น มีบทเรียนแล้ว อารมณ์ก็เข้ามามีส่วนเยอะ?

“ใช่ คือเดี๋ยวนี้มันก็มีโปรแกรมช่วยซื้อขายเยอะแยะเลย แต่ถ้าไม่ควบคุมอารมณ์ ก็จบอยู่ดีครับ”

นักลงทุนใช้อารมณ์ลงทุนกันมาก?

“ใช่ ควรจะมีอะไรบางอย่างที่จับต้องได้ เป็นรูปธรรม ที่มาช่วยนักลงทุนว่าจะทำอย่างไร ไม่ใช่คำพูดของนักวิเคราะห์อย่างเดียว ความจริงอันนั้นก็มีประโยชน์ แต่นักลงทุนส่วนมาก พอวันนี้ฟังเสร็จ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ลืมแล้ว”

Answer: คำตอบของปัญหา

แล้วโมเดลในโปรเจ็คต์ของคุณอธิศนี่จะมาแก้ปัญหาอย่างไร?

“อย่างน้อยๆก็อาจจะทำให้นักลงทุนมีวินัยในการลงทุนมากขึ้น คือลดการใช้อารมณ์น้อยลง คือไม่ได้บอกว่าอารมณ์จะหมดไปนะ แต่อย่างน้อยก็มีสิ่งยึดเหนี่ยวมากขึ้น แล้วโปรเจ็คต์ที่ทำเนี่ย เวลาผลออกมา เป็นตัวเลขเห็นได้จริงๆ อย่างน้อยๆมีความมั่นใจมากขึ้นแน่นอน ว่าสามารถทำตามได้ และไม่ใช่ซื้อขายด้วยอารมณ์

ขอทราบรายละเอียดหน่อยที่คุณอธิศเกริ่นมาว่ามีสามตัวแปร (MACD, RSI, และอัตราดอกเบี้ย) ทำไมต้องเป็นสามตัวแปรนี้?

“ปกติแล้วคนที่ทำโมเดลพวกนี้มักจะใช้ตัวแปรทางด้านเศรษฐศาสตร์ พวก GDP, money supply อะไรพวกนั้น แต่ว่าที่ผมมองคือตลาดประเทศไทย ไม่ใช่ตลาดที่มีประสิทธิภาพมาก เช่นหุ้นไม่กี่ตัวก็สามารถกำหนดทิศทางตลาดได้เลย เช่นหุ้น ปตท มีคนเคยพูดว่าถ้าหุ้นกลุ่มแบงค์ขึ้นทั้งหมด แต่ ปตท ลงตัวเดียว ก็จะ cancel ออกไปเลย”

แล้วสามตัวนี้จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?

“ใช่ครับ คือปกติตัวแปรทางเศรษฐศาสตร์นี่ ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจจะดีอย่างไร แต่ถ้ามีแรงขายมา ยังไงตลาดก็ลงครับ เราเลยใช้ technical indicator แทน ซึ่งจะเป็นการติดตาม (track) การเคลื่อนไหวของราคามากกว่าการดูสภาพเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจไม่ได้แย่จริงๆเนี่ย หุ้นจะเคลื่อนไหวเป็น cycle มากกว่า คือจะไม่มีอาการช๊อค”

โมเดลนี้ทำงานอย่างไร?

“ก็นำตัวแปรที่ผมบอก มาหาความสัมพันธ์กับตลาด ซึ่งโมเดลนี้จะเป็นตัวบอกว่าในอนาคต ตลาดจะบวกหรือจะลบ ตัวโมเดลนี้ใช้ข้อมูลเป็นรายสัปดาห์ สิ่งที่มันจะบอกได้คือ ความเคลื่อนไหวของตลาดว่าจะขึ้นหรือลง ในสัปดาห์ต่อไป โดยการใช้ตัวแปรง่ายๆพวกนี้ ซึ่งตัวแปรพวกนี้หาได้ตาม website ทั่วไปอยู่แล้ว”

ใครก็สามารถหาได้?

“ใช่ครับ ใครก็สามารถหาได้ ในหุ้นทุกตัวเลย หรือว่าตัวตลาดเลยก็ได้ เพราะมันมาจาก return หน่ะครับ ตลาดก็มี return หุ้นก็มี return เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่มี return ก็หาได้หมด”

Artith2

Market & Marketing: ผู้ใช้

ใครเป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะสามารถนำโมเดลนี้ไปใช้ประโยชน์ได้?

“ตอนที่เริ่มทำนี่คือ อยากจะให้เป็นโมเดลที่ใครๆก็ใช้ได้ เพราะว่าจุดประสงค์ที่เลือกตัวแปรง่ายๆนี้เพื่อให้ใครมาใช้ก็ได้ แต่คิดว่าคนที่น่าจะนำมาใช้ได้ง่ายและได้ประโยชน์ที่สุดก็น่าจะเป็นคนในวงการหลักทรัพย์ เช่นโบรคเกอร์หรือนักวิเคราะห์ก็ได้”

เพราะอะไร?

“เพราะว่าคนที่อยู่ใน field พวกนี้ จะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายมาก แต่ถ้านักลงทุนรายย่อยที่สามารถเข้าถึงข้อมูลก็สามารถใช้ได้เหมือนกัน ต้องบอกไว้ก่อนว่าโมเดลนี้ไม่ใช่โมเดลที่ยากหรือว่าเลิศหรูอะไรเลย เบสิคมาก แต่ก็ใช้ได้จริง!

ตอนนี้สถานการณ์ของโบรคเกอร์ในเมืองไทยเป็นอย่างไรบ้าง?

“ถ้าจำนวนโบรคเกอร์นี่ถือว่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โบรคเกอร์ในประเทศไทยมีมาประมาณ 20-30 ปีแล้ว แล้วโบรคเกอร์ที่เข้ามาตอนแรกๆ ต้องถือว่ารายได้ดี แล้วตอนนี้ก็ยังอยู่”

แล้วตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไร?

“ถ้าเทียบกับตอนนั้น ตอนนี้ถือว่าโบรคเกอร์อยู่ยากขึ้นเยอะ เพราะไม่ใช่วงการที่หอมหวานอีกแล้วนะ เพราะแข่งขันกันสูง รายได้จาก commission fee ก็ลดลงจากการแข่งขัน ไม่เหมือนแต่ก่อนที่ค่อนข้างเป็นโอกาสของหลายๆคนที่มีความรู้ด้านการเงิน”

แล้วโมเดลนี้จะช่วยโบรคเกอร์ได้อย่างไร?

“คือถ้าเกิดการแข่งขันมากขึ้นแล้ว คนที่มีอาวุธที่ดีอยู่กับตัว ก็สามารถใช้เป็นสิ่งดึงดูดนักลงทุนก็ได้ อันนี้คือในมุมมองของโบรคเกอร์นะครับ แต่ก็เป็นดาบสองคมเพราะว่าถ้านักลงทุนเอาไปใช้ก็อาจจะแปลว่าเค้าไม่จำเป็นต้องมีโบรคเกอร์แล้วก็ได้ คือเค้าก็ไปทำของเค้าเอง”

แล้วโบรคเกอร์ควรทำอย่างไรกับโมเดลนี้?

“ก็ต้องนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แล้วนำไปใช้แนะนำนักลงทุน ไม่ใช่แค่ไปบอกว่า อิงจากโมเดลนี้ พรุ่งนี้จะบวก! คือมันก็ไม่ใช่ทั้งหมด ต้องดูหลายๆอย่างด้วย เพราะอันนี้เป็น pure technical ซึ่งไม่สนใจภาวะเศรษฐกิจเลย คือถ้าเป็นนักลงทุนที่ลงทุนมาก่อนก็น่าจะทราบว่ามีการวิเคราะห์อยู่สองแบบคือ technical และ fundamental technicalคือการดูกราฟราคาอย่างเดียว ไม่ดูข่าวเลย ดูกราฟอย่างเดียวล้วนๆ เพราะเค้าจะคิดว่าดูข่าวแล้วจะมีการ bias ขึ้น แต่ว่าโบรคเกอร์ที่ดีควรรับข่าวสารเพื่อมาประกอบการตัดสินใจ คือถ้าถึงตัว technical จะสวยอย่างไร ถ้าเกิดมีข่าวปฏิวัติขึ้นมา ทุกอย่างก็จบครับ”

เพราะฉะนั้นปฏิวัติไม่ดี?

(หัวเราะ) ใช่ ปฏิวัติไม่ดี”

Rivalry & Risk: คู้แข่งและความเสี่ยง

หลังจากได้ภาพของผู้ที่จะใช้โมเดลนี้ไปแล้ว อยากทราบถึงคู่แข่งของโมเดลนี้ อยากทราบว่าเค้ามีอาวุธอะไรที่ถือกันอยู่แล้ว?

“ความจริง โมเดลจำพวกนี้มีเยอะมาก อย่างโมเดลผมเป็นการทำนายเฉยๆว่าเป็นบวกหรือ ลบ แต่จะมีโมเดลที่เอาไว้ทำนายตัวเลขมูลค่าของ return จริงๆเลย อย่างเช่น period หน้าจะมี return 4.2% อะไรอย่างนี้”

แต่โมเดลนี้ไม่ได้พูดถึงตัวเลขนี้?

“ใช่ แต่ว่าโมเดลที่ทำนายตัวเลข return แบบชัดเจนเลย คือถ้าความแม่นยำถึง 50% เนี่ยถือว่าประสบความสำเร็จมาก (ลากเสียง) ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยแม่นยำเท่าไหร่ คือมันต้องถูกเป๊ะๆจริงๆ แล้วจะให้มันถูกเป๊ะๆโดยใช้ข้อมูลที่ผ่านมาแล้วเนี่ย มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ คือถ้าโมเดลที่มาทำนายเนี่ยถูกซัก 10% ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว”

แล้วถ้าเทียบกับโมเดลที่ใช้ตัวแปรทางเศรษฐศาสตร์ต่างๆหล่ะ?

“โมเดลที่ใช้ตัวแปรทางเศรษฐศาสตร์มาคิดจะดีกว่าในระยะยาว เพราะในระยะสั้นและระยะกลาง ถึงแม้ตลาดจะเป็นอย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้ว ตลาดจะวิ่งเข้าสู่สิ่งที่เศรษฐกิจเป็นจริงๆ แต่โมเดลพวกนั้นจะเหมาะสำหรับนักลงทุนระยะยาวเท่านั้น แต่โมเดลของผมจะเน้นระยะสั้น กับ กลาง เพราะปกติคือนักลงทุนระยะยาวมีไม่น่าจะถึง 10% ของนักลงทุนทั้งหมด แล้วคือถึงแม้จะมีจริงๆก็ตาม นักลงทุนส่วนนั้นก็มักจะเล่นระยะสั้นและ กลางด้วย คือกันส่วนหนึ่งไว้ลงทุนระยะยาว”

โมเดลนี้มีความเสี่ยงอย่างไรบ้าง?

“ที่เห็นชัดๆคือความเสี่ยงด้าน fundamental คือถ้าเกิดมีอะไรมาเปลี่ยน fundamental ของตลาดหรือของประเทศ เช่นอยู่ดีๆถ้า อย่างตอนนั้นที่แบงค์ชาติประกาศมาตรการ 30% คืออันนี้ยังไม่ได้ลองทดสอบดูด้วยโมเดลนี้นะ แต่ถ้าไปทดสอบดูนับจากวันที่ประกาศมาตรการนี่ อาจจะทำให้โมเดลนี้ช๊อคไปช่วงเวลานึง คืออาจจะเป๋ไปเลย คือโมเดลนี้จะไม่ครอบคลุมตัวแปรที่ไม่สามารถควบคุมได้ ถ้าต้องถือว่าพวกสิ่งที่ไม่คาดฝันนี่เป็น error ไป เพราะฉะนั้น นักลงทุนก็ยังต้องติดตามข่าวอยู่ แต่ก็เป็นเฉพาะบางข่าวที่สำคัญมากๆ

Expectation

ตอนนี้ทุกคนคงอย่างรู้ว่า โมเดลนี้ มีความแม่นยำขนาดไหน?

“ถ้าเอาเฉพาะว่าถ้าถูกหรือผิดไปเลยจริงๆเนี่ย โดยเฉลี่ยจะถูกประมาณ 60 กว่าเปอร์เซนต์ แต่ถ้าเรามาดูรายละเอียดที่ผิดเนี่ย ครึ่งหนึ่งจะผิดไปแค่นิดเดียว อย่างเช่นถ้าเราทำนายว่าจะบวก แต่ของจริงมันลบ 0.1% อะไรอย่างนี้ คือตลาดแทบจะอยู่นิ่ง คือถ้าเกิดอย่างนี้จริงๆก็แทบจะไม่เสียหายอะไร”

คาดหวังอะไรอย่างอื่นจากโมเดลนี้มั้ย?

“คือโมเดลนี้เป้าหมายเอาไว้ซื้อขายตัว future (ซื้อขายล่วงหน้า) ด้วย ซึ่งตัวนี้ high risk high return แต่สิ่งที่ต้องดูในตัว future มีเพียงอย่างเดียวคือทิศทางของตลาด คือถ้าเราอ่านถูก เราจะได้ตังชัวร์ๆ ไม่ว่าจะขึ้นหรือจะลง! คือถ้าเป็นการถือหุ้นเนี่ย ถ้าจังหวะหุ้นขึ้น คุณก็จะได้กำไรจากการถือหุ้นไป แต่ถ้าหุ้นที่คุณถือลง คุณก็ไม่มีโอกาสได้กำไรเลย เป็นศูนย์ แต่ตัว index future นี่ไม่ใช่”

ช่วยเล่าให้เราฟังถึง index future กับโมเดลนี้หน่อย

“เพราะอย่างที่บอกไปว่า index future เนี่ย ที่สำคัญคือการอ่านทิศทางตลาด index future หรือการซื้อขายล่วงหน้าต่างกับการถือหุ้นธรรมดาตรงที่ขาลง ตือถ้าหุ้นขึ้นคงไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่ตอนขาลงเนี่ย ตัว index future จะได้เปรียบ เพราะถ้าคุณถือหุ้นและหุ้นลงเนี่ย คุณมีแต่เสียกับเสีย หรือเท่าทุนคือถ้าคุณไม่ได้ซื้อหุ้น อยู่เฉยๆ แต่ index future ยังทำเงินจากขาลงได้ด้วยคือคุณทำสัญญาซื้อขายเช่นมีสินทรัพย์ราคา 100 บาท แล้วคุณทำสัญญาว่าคุณจะขายสินทรัพย์ตัวนี้เดือนหน้า ในราคาร้อยบาท แล้วถ้าสินทรัพย์ตัวนี้ พอเดือนหน้า ราคาตกลงไปอยู่ 90 บาท แปลว่าในเดือนหน้าเนี่ย คุณสามารถขายของมูลค่า 90 บาท ได้ในราคา 100 บาท ซึ่งก็คือกำไร 10 บาท คูณกับจำนวนสัญญาที่ซื้อ แต่ถ้าถือสินทรัพย์ตัวนี้ ยังไงก็คือลงกับลง”

แล้วโมเดลของคุณอธิศจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าทิศทางตลาดจะบวกหรือจะลบ?

“ใช่”

แล้วมันเหมาะกับ index future มาก?

“ใช่ คือเหมาะมาก”

แล้วได้ลองไปทำได้รึยัง?

“ก็มีได้ลองแล้วนะครับ ปกติ index future นี่ระยะเวลาของมันจะอยู่ที่ 1 ไตรมาส แล้วก็ได้ลองเอาโมเดลนี้มาลองใช้กับซีรี่ย์ของไตรมาสแรกปี 2009 นี่แหละ ก็ได้ผลค่อนข้างหน้าพอใจ กำไรประมาณ 20,000 ถึง 30,000 บาทต่อสัญญา โดยมูลค่าของสัญญาจริงๆ ประมาณ 300,000 ถึง 400,000 บาท แต่เวลาลงทุนจริงๆเราไม่ต้องไปซื้อสัญญามูลค่า สามสี่แสน เราแค่ลงเหมือนกันเป็นค่ามัดจำไว้ 50,000 บาท ซึ่งดุว่าถ้าเราลงไป 50,000 บาท แล้วได้กำไรมา สองสามหมื่นบาท ภายในสามเดือน นี่เท่ากับว่าเราได้กำไรมา 40-60% ภายในสามเดือนเลยนะ

คือสินค้าชนิดนี้เป็นพวก high risk high return แต่ถ้าเราสามารถอ่านถูกด้วยโมเดลนี้ นี่คือ risk (ความเสี่ยง) น้อยลง แต่ return เท่าเดิม

คือ low risk high return?!

“ใช่ (ลากเสียง) ก็พยายามจะให้เป็นอย่างนั้น (ยิ้ม)”

มีอะไรที่ดีกว่านี้อีกมั้ย?

(หัวเราะ) ไม่มีแล้ว แต่ตอนนี้โมเดลยังมีจุดบกพร่องอยู่คือ data เพราะมีข้อมูลน้อยไป”

ถ้าในอนาคตจะเก็บ data มากขึ้น?

“ใช่ ถ้าในอนาคต อาจจะผ่านไปซักปีสองปี ก็จะมี data มากขึ้น โมเดลพวกนี้ยิ่งมี data เท่าไหร่ก็ยิ่งแม่นยำเท่านั้น”

Team and Timeline

ตอนนี้ตัวโมเดลนี้ยังไม่อยากเอาไปใช้จริง? ยังไม่อยากเอาไปเป็นอาวุธให้คนอื่น?

“ใช่ เพราะว่าอย่างที่บอกคือ ข้อมูลยังน้อยไป คือยังไม่เสถียร อันนี้คืออย่างที่หนึ่ง อย่างที่สองคือโมเดลนี้ หรือโมเดลจำพวกนี้ยังสามารถพัฒนาต่อไปได้ คืออาจจะเปลี่ยนตัวแปรโน้นตัวแปรนี้ หรือเพิ่มตัวแปรอื่นเข้าไป แล้วโมเดลที่ผมคิดยังเป็นแค่ prototype (ตัวต้นแบบ) เพราะยังไม่เคยเห็นมีใครที่ทะลึ่งเอาตัว technical indicator มาใช้อย่างนี้”

แล้วต้องใช้เวลาอีกเท่าไหร่ในการที่จะศึกษาและพัฒนามัน

“ถ้าศึกษาเนี่ย คิดว่าปีนึงก็น่าจะโอเค แต่ถ้าจะเอามาใช้จริงๆอยากให้ซักสองปี คืออยากให้ตัวข้อมูลมันแน่นก่อน”

โปรเจ็คต์ทั้งหมดนี่คิดเองคนเดียว?

“คิดเองคนเดียวครับ คือตอนเรียนก็จะมีอาจารย์มาแนะนำให้ไปหางานวิจัย paper จากนักวิชาการต่างประเทศในอินเตอร์เนต ว่าเค้าได้ศึกษาอะไรมาบ้าง คือเค้าจะพูดเหมือนกับว่าให้ไปหา paper มา แล้วเราก็เอามาดัดแปลง แต่ผมจะแปลกออกไป (ยิ้ม) คือผมมีเรื่องที่อยากทำอยู่แล้ว คืออยากทำเรื่องเนี๊ยะ! แล้วก็ไปหา paper มาสนับสนุน คือก็ยากกว่า (หัวเราะ) แต่ก็โชคดีเหมือนกันที่มีพอมีคนศึกษาเรื่องนี้อยู่บ้าง จะมีอยู่ journal นึงที่ใช้บ่อยมากชื่อ Journal of International Forecasting”

………….

อยากได้ฟังคำแนะนำสำหรับคนที่อยากเรียนต่อด้านการเงินว่าควรต้องเตรียมตัวยังไง

“คือถ้าเตรียมตัวนี้ สำหรับคนที่ตอนปริญญาตรีเคยเรียน finance มาบ้าง คือเรียนด้าน finance เศรษฐศาสตร์ หรือบัญชีเนี่ย มาเรียนต่อโทสาย finance ก็โอเค มีพื้นอยู่แล้ว ไม่เป็นไร แต่อย่างถ้ามาจากสายอื่นเช่น วิศวะ เนี่ย เพราะวิศวะจบแล้วมาต่อ finance เยอะ อาจจะต้องเตรียมตัวมาก่อนอาจจะต้องไปหาอ่านหนังสือทฤษฎี finance คือเท่าที่เจอมาคือพวกที่จบวิศวะมา ในช่วงเดือนสองเดือนแรก เค้าจะมีปัญหามาก เพราะเค้าจะไม่เข้าใจหลักเศรษฐศาสตร์และ finance เลยซักนิด! แต่พวกนี้จะได้เปรียบในเรื่องเลข คือถ้าพวกนี้มีพื้นมาก่อนเนี่ย เค้าจะเร็วมาก เค้าจะแซงพวกที่จบเศรษฐศาสตร์และ finance ในพริบตาเดียว ก็ส่วนใหญ่จะไม่มีมาเข้าคณะนี้ถ้าไม่ได้เรียนสายนี้มา แต่คณะอื่นๆก็พอมีบ้าง อย่างจบ Art English มาแล้วก็เข้ามา ก็อยากขะบอกว่า คุณหนักแน่! (หัวเราะ) คุณไม่ควรทำงาน คุณควรเรียน full-time ไปเลย”

ช่วยแนะนำคนที่จะทำโปรเจ็คต์หน่อย

“คือโปรเจ็คต์ finance นี่ นับวันจะยิ่งมีน้อย คือ ผมเชื่อว่า ในอีกสิบปีข้างหน้า paper ของพวก finance เนี่ย ถึงแม้ว่าจะเป็นนักศึกษาทำก็ตาม จะมีความเป็นมืออาชีพสูงมาก แล้วเรื่องที่ทำ จะยากมาก เพราะจากประสบการณ์ คิดว่า topic ในด้าน finance จวนจะตันอยู่แล้ว คือถ้าไม่มีทฤษฎีใหม่ๆหรือเรื่องใหม่ๆมาเนี่ย ตันแน่ๆ”

เพราะฉะนั้นคงต้องมีความคิดสร้างสรรค์กันมากขึ้น?

“ใช่ แล้วต่อไปก็ต้องขยันทำการบ้านมากขึ้นด้วย ดูง่ายๆคือ อุตสาหกรรมเชิงการเงินทั้งหมด ถ้าเทียบกับ 20 ปีที่แล้ว ต่างกันคนละเรื่อง คือตอนนี้มีการบริหารความเสี่ยงอย่างนู้นอย่างนี้ คือเมื่อ 20 ปีที่แล้วนี่ไม่มีอะไรอย่างนี้ แล้วต่อไปจะยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ มีมาตรการต่างๆเต็มไปหมด คือต้องทำการบ้านเยอะๆ แล้วก็ต้องติดตามข่าว และถ้าอยากเป็น the best ในด้านนี้ก็ต้องใฝ่หาความรู้เองด้วย แล้วอีกอย่างคือแล้วโชคของแต่ละคนด้วย คือถ้าได้พูดคุยกับพวกซีเนียร์บ่อยๆ จะดีมาก เพราะมุมมองเค้าจะดีมาก จะอยู่คนละโลกกับเรา คือถ้าได้คุยบ่อยๆ ก็จะเป็นเหมือนการเพิ่มอาวุธประจำตัวให้เราได้มาก”

สุดท้ายนี้สำหรับคุณแล้วการเงินและการลงทุนคืออะไร!

การวางแผนชีวิตทั้งหมด!

Artith3

…………….

SAMRET COMMENTS

หลังจากที่ทุกท่านอ่านกันมาคงมีความคิดคล้ายๆกับผม ท่านใดที่ไม่เคยลงทุนก็คงจะเริ่มคันไม้คันมืออยากลองลงทุนดูบ้าง ส่วนท่านที่เคยลงทุนแล้วคงอยากเห็นโมเดลของคุณอธิศกันแล้วหล่ะสิ! ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่นะครับ เพราะบ้านเรามีนักลงทุนมากมาย ทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพ และเราคงเห็นคนรอบข้างหรือตนเองพบกับการเสียหุ้น ซึ่งการลงทุนนั้นมีความเสี่ยง มีได้เกินคาดหวังและน้อยกว่าที่หวังกันทั้งนั้น แต่ถ้าเราได้เครื่องไม้เครื่องมือหรือคำแนะนำที่เหมาะสม คงลดสิ่งที่คุณอธิศเรียกคือ การลงทุนด้วยอารมณ์ ไปได้ และโมเดลการทำนายทิศทางหุ้นของคุณอธิศก็น่าจะเป็นสิ่งที่มาตอบโจทย์ของเพื่อนๆนักลงทุนทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพ ได้ไม่มากก็น้อย

ในส่วนของโมเดลนั้น ต้องขอชมเชยที่คุณอธิศเลือกใช้ตัวแปรต่างๆที่หาได้ง่ายและเข้าถึงได้ น่าจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ที่ต้องระวังและติดตามกันไป คือ validity และความน่าเชื่อถือของโมเดลนี้ ซึ่งคุณอธิศก็บอกไว้ว่าถ้าจะใช้ได้จริงคงต้องรออีกซัก 2 ปี และผมก็ได้สอบถามถึงความเป็นไปได้ของตลาดหุ้นในช่วงเวลาต่างๆซึ่งคุณอธิศก็บอกว่า โมเดลนี้ใช้ได้ทั้งในตลาดขาขึ้น (bullish) หรือขาลง (bearish) และ ไม่ขึ้นไม่ลง (sideway) โดยใช้ตัวแปรมาคำนวนต่างกัน

ในขณะนี้โบรคเกอร์และมืออาชีพในสายการเงินนั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ คุณอธิศก็เป็นตัวอย่างนึงที่ให้เห็นว่า การเงินเป็นสิ่งใกล้ตัวทุกๆคน และทุกๆคนมีสิทธิ์ในการลงทุนเพื่อชีวิตที่ดีกว่าของตนเอง นอกจากนี้คุณอธิศยังมีความคิดแหวกแนว เพราะธุรกิจการเงินการลงทุนก็ต้องการสิ่งใหม่ๆอยู่อย่างต่อเนื่อง

ขอให้โชคดี และ ประสบความ “สำเร็จ” ครับ

ทีมงาน “สำเร็จ”

VN:F [1.6.9_936]
Rating: 0.0/10 (0 votes cast)
  • Share/Bookmark

Tags:

Filed Under: Talent