Posts Tagged Business Plan
Posted on September 8, 2009 by viriya
By Manoje Prutthisathaporn
Thanachat Tangsriwong
Preekamol Chantaranijakorn
Pacharapun Tohsanguanpun
Pensiri Kangvonkit
*** download ไฟล์ pdf (เพื่อการอ่านและการศึกษาเนื้อหาที่ดีกว่า)
.jpg)
ถ้าหากแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่ของประเทศไทยที่คอยหล่อเลี้ยงประชาชนคนไทยเรานั้น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็คงเป็นส่วนหนึ่งในสมองและหัวใจของประเทศไทยที่ผลิตบุคลากรชั้นนำให้มาเชิดชูประเทศเราอย่างต่อเนื่อง วันนี้ ทีมงานสำเร็จพกความคาดหวังเต็มเปี่ยมที่จะได้เจอกลุ่มนักศึกษาไฟแรงจากรั้วมหาวิทยาธรรมศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ หลังจากฝ่ามรสุมการหาที่จอดรถซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์มาได้ซักพักใหญ่ๆแล้ว ผมก็ได้พบกลุ่มนักศึกษาเหล่านั้นคือ คุณมาโนช หรือ ไมค์ คุณธนฉัตร หรือ ฉัตร คุณปรีห์กมล หรือ กิฟท์ และคุณพชรพรรณ หรือ ฝน (ในกลุ่มนี้ยังมีคุณ เพ็ญศิริหรือ เพนท์ ซึ่งวันนี้ติดธุระไม่สามารถมาสัมภาษณ์กับเราได้) หลังจากนั้นพวกเราก็หาโต๊ะริมแม่น้ำตัวนึงเพื่อที่จะได้เริ่มสัมภาษณ์กัน ในบรรยากาศใต้คณะเศรษฐศาสตร์ที่ขวักไขว่ถึงแม้จะเป็นวันเสาร์ นักศึกษาคุยบ้าง เล่นปิงปองบ้าง เตรียมเรียนบ้าง บรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนาน แต่ผมต้องบอกว่าในระยะเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงที่ผมได้สัมภาษณ์พวกเค้านั้น ผมลืมบรรยากาศรอบๆตัวไปหมด เพราะผลงานและความสามารถของนักศึกษากลุ่มนี้ทำให้ผมทึ่งอย่างแรง เพราะอะไร? เพราะพวกเค้าชนะเลิศการแข่ง business plan ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในขณะที่เพิ่งเรียนอยู่ปีหนึ่ง! หลายๆคนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนคงเคยได้ยินการแข่ง case ของมหาวิทยาลัยมาบ้างแล้ว ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นการแข่งที่เข้มข้นมาก แต่พวกเค้าเหล่านี้ชนะกลุ่มอื่นทุกกลุ่มในมหาวิทยาลัยที่ส่วนใหญ่จะเป็นชั้นปีสามและปีสี่! โดย business plan ของกลุ่มนี้เป็นการทำแผนธุรกิจร้านโยเกิร์ตที่จะตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต และ ABAC บางนา สัมภาษณ์ไปผมก็เริ่มอยากกินโยเกิร์ตไป ยังไงไปลองฟังพวกเค้าเหล่านี้ดูละกัน โดยในขณะนี้ คุณไมค์ คุณฉัตร คุณกิฟท์ คุณฝน และคุณเพนท์ กำลังเรียนอยู่ปีสี่ เราเลยอยากรู้ว่าขนาดปีหนึ่งยังเก่งขนาดนั้น ตอนอยู่ปีสี่จะขนาดไหนกันนะ
ก่อนอื่นขอให้แนะนำตัวและคณะที่เรียนกันก่อนนะครับ
ไมค์: “ชื่อ มาโนช พฤติสถาพร ชื่อเล่นชื่อไมค์นะครับ ตอนนี้เป็นนักศึกษาปี 4 ที่คณะ BE เศรษฐศาสตร์อินเตอร์ ธรรมศาสตร์ครับ”
ฉัตร: “ครับ ผมชื่อ ธนฉัตร ตั้งศรีวงศ์ นะครับชื่อเล่นชื่อฉัตร อยู่คณะเดียวกับมาโนชครับผม”
ฝน: “ค่ะ ชื่อ พชรพรรณ โต๊ะสงวนพันธ์ อยู่คณะเดียวกับสองคนก่อนหน้านี้นะคะ”
กิฟท์: “ค่ะ ชื่อ ปรีห์กมล จันทรนิจกร ชื่อเล่นชื่อกิฟท์ค่ะ ก็คณะเดียวกันหมดค่ะ (เป็นความผิดของผู้สัมภาษณ์เองที่ถามไม่คิด!)”
โปรเจ็คต์นี้เป็นมาได้ไงครับ ทำไมถึงเริ่มทำโปรเจ็คต์นี้ครับ?
ไมค์: “เนื่องจากว่าเราไปเห็นโปสเตอร์ที่ติดตามมหาลัยนะครับ เขียนว่า รับสมัครนักศึกษาเขียนแผนธุรกิจ และเค้าจะมีการอบรมให้ด้วย ก็เนื่องจากปีหนึ่งยังว่างๆอยู่ วันนั้นก็เลยชวนเพื่อนๆที่สนใจมาร่วมกลุ่มกันทำ เพราะเห็นว่า เค้าก็ไม่ได้ให้เราแข่งอย่างเดียว เค้ามีการสอนด้วย แล้วก็คิดว่าการทำแผนธุรกิจเป็นอะไรที่แบบ ค่อนข้างจะน่าสนใจครับ แล้วพวกเราก็พอมีหัวด้านนี้อยู่นิดนึง ก็เลยอยากลองดูอ่ะครับ”
ตอนที่แข่งนี่คือตอนไหน?
ฉัตร: “ตอนปีหนึ่งเทอมสองครับ”
แล้วแข่งกับชั้นปีอื่นด้วยรึเปล่า?
ฝน: “ส่วนใหญ่จะเป็นปีสาม ปีสี่”
ฉัตร: “ใช่ครับ ทุกคณะในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”
ผลออกมาเป็นยังไงบ้างครับ?
ฉัตร: “(หัวเราะ) พวกเราโชคดีมั้งครับ พวกเราชนะเลิศ” (?! ปีหนึ่งแข่งชนะปีสามปีสี่ทั้งมหาลัย ธรรมดาซะที่ไหน)
ได้รางวัลอะไร?
ไมค์: “ก็ได้โล่ และได้ทุนการศึกษา”
เห็นบอกมาว่ามีการสอนด้วย รบกวนเล่าให้ฟังหน่อยว่าการสอน business plan ของที่นี่เป็นอย่างไร
ไมค์: “ก็เนื่องจากว่าตอนนั้นพวกผมไม่เคยเรียนมาก่อน ไม่เคยเรียนอะไรที่เป็น finance marketing หรือ accounting เลย (แต่ชนะปีอื่นๆทั้งมหาลัย ผู้สัมภาษณ์ยังอึ้งไม่หาย) ผมมองว่าการอบรมแค่สองวันค่อนข้างน้อยไปสำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานมาเลย ก็พอได้ไอเดียคร่าวๆ พอได้ inspiration ได้ guideline คร่าวๆ สุดท้ายก็ต้องไปดูตัวอย่าง ต้องไปหาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเองอ่ะครับ”
การเรียนเศรษฐศาสตร์แล้วมาทำ business plan ทำธุรกิจเนี่ยมีอะไรที่ยากหรือเป็นส่วนช่วยเราบ้างมั้ย?
ฉัตร: “ก็ด้วยความที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์นะครับ ถ้าจะมองข้อดีของมันก็คือว่ามันจะทำให้เราเห็นภาพในมุมที่กว้างขึ้น เห็นตลาดในมุมที่กว้างขึ้น มองไปถึงในระดับเศรษฐกิจ ปัญหามันจะไม่ใช่เพียงในแง่ธุรกิจ แต่เป็นในแง่เศรษฐกิจภาพรวมว่าปัญหามันจะมาจากไหน จุดแข็งจุดอ่อนในเศรษฐกิจของเราเป็นยังไง แต่ถ้าเป็นข้อเสียก็อาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่ได้มีโอกาสที่จะไป deal กับการทำธุรกิจตรงๆ ไม่ได้เรียนเกี่ยวกับการทำธุรกิจมาโดยตรง การทำการตลาดโดยตรง หรือการทำการเงินโดยตรง อย่างที่คณะบริหารธุรกิจเค้าเรียนมา”
ประสบการณ์การทำ business plan เป็นยังไงบ้างครับ?
ฝน: “ด้วยความที่ตอนนั้นยังเป็นต้นเทอมสอง ทำให้ประสบการณ์ทั้งการเรียนและการศึกษา case study ของพวกเรายังมีน้อย ทำให้ยังมีปัญหากันบ้าง ยังงงๆการทำ business plan เพราะว่ามันจะมีรูปแบบของมันที่เฉพาะเจาะจง แต่นอกนั้นมันก็ พอพวกเรามี chemistry เข้ากันแล้ว งานมันก็ลื่นไหลไปด้วยดี”
ช่วยเล่าโปรเจ็คต์นี้คร่าวๆให้ฟังหน่อย
ไมค์: “เริ่มจาก พอเราไปอบรมแล้วเนี่ย ขั้นแรกเราก็ต้องมาดูก่อนว่าเราอยากทำ product อะไร เพราะอะไร ก็เริ่มจากการ brainstorm และการเดิน survey รอบๆมหาลัยครับ ดูโอกาสว่าอันไหนน่าจะเป็นไปได้บ้าง และเราก็มา scope ให้มันแคบลงโดยคิดว่า เนื่องจากเราเป็นนักศึกษา โลกเรายังไม่กว้างพอ โลกที่เรามีความพิเศษกับมัน มีความเชี่ยวชาญ รู้จักมันอย่างดีที่สุดก็คือโลกในรั้วมหาวิทยาลัย หรือในรั้วโรงเรียน เราก็เลยมองว่าจะทำอะไรที่มันเป็นไปได้จริง ก็ต้องเกิดในมหาลัย เราก็เลยมองหาโอกาสในมหาลัย ว่าอะไรที่ยังขาดอยู่ และก็มี product อะไรที่สนองตอบต่อเค้าได้บ้าง แล้วก็เกิดขึ้นด้วยว่าพวกเราชอบกินโยเกิร์ต”
ฉัตร: “เป็นสิ่งที่เราอยากทำอยู่แล้ว เริ่มต้นจากความชอบ เพราะการที่ได้ทำอะไรที่เราชอบเนี่ย มันจะทำให้เราทำออกมาได้ดี”
กิฟท์: “แล้วคือช่วง 2-3 ปีที่แล้วค่ะ trend สุขภาพมันก็ยังมาแรงด้วย”
ฉัตร: “ตอนนี้ก็ยังแรงอยู่ด้วย”
กิฟท์: “ตอนนี้ก็ยังอยู่ แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่กำลังมาใหม่ๆ”
…
.jpg)
SAMRET factors
Situation
อยากทราบปัญหาในตลาดว่า ทำไมถึงเริ่มคิดจะทำ Yoghurt House ขึ้น นักศึกษาขาดอะไร?
ไมค์: “ก็เนื่องจากว่าเรามองว่าในมหาลัยเรานะครับ ยังไม่มีสถานที่ที่จะให้นักศึกษาสามารถไป chill out นั่งคุย นั่งทำงานไปได้นานๆโดยที่มีบรรยากาศดีๆและก็เสิร์ฟอาหารหรือของว่างที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอ่ะครับ เราเลยมาคิดว่าเราน่าจะสร้างร้านอาหารแนวนี้ขึ้นมา และก็น่าจะทำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองด้านสุขภาพ กินแล้วมีประโยชน์ ทำให้เค้าสามารถเข้าได้บ่อยๆ”
หลักๆคือนักศึกษาขาดสถานที่?
ทุกคน: “ใช่ (ที่เค้าว่าธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์นี่เนื้อที่น้อยมากนี่ท่าจะจริง ฮา)”
ฝน: “คือเหมือนร้านที่เป็น Third Place (ระหว่างบ้านกับสถานศึกษา) ส่วนใหญ่จะเป็นแนวกาแฟ เบเกอร์รี่”
ฉัตร: “และโดยมากมันก็จะอยู่นอกมหาลัยด้วย”
ก็คือนอกจากขาดสถานที่แล้วยังขาดการเดินทางที่สะดวกด้วย?
ฉัตร: “อย่างสมมติว่าถ้านักศึกษา มีการทำโปรเจ็คต์ ต้องคุยกัน สมมติว่าเราจะประชุมงานกันอย่างนี้ ถ้าถามเรา การคุยกันในมหาลัยกับคุยข้างนอก อันไหนมันเสียเวลามากน้อยกว่ากัน เราเลิกเรียนมาปุ๊บ สมมติไอเดียเรายังสดยังใหม่ที่ได้ออกมาจากห้องเรียน เราจะเสียเวลาเดินทางออกไปข้างนอกให้ความคิดมันค่อยๆหาย ค่อยๆหาย จนเราไปถึง ร้านซักร้านนึงก็ลืมหมด ทำให้การมีสถานที่คุยกันตรงนี้ ทำให้นักศึกษาได้แลกเปลี่ยนไอเดียที่ยังสดใหม่อยู่ แล้วก็ได้กินอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพไปพร้อมๆกันด้วย”
แล้วเรื่องตัวผลิตภัณฑ์?
กิฟท์: “ก็ปกติจะมีแต่กาแฟ และเบเกอร์รี่ ซึ่งเราคิดว่ามันไม่ได้ดีต่อสุขภาพขนาดนั้น”
แล้วคิดว่านักศึกษาห่วงเรื่องสุขภาพกันรึเปล่า?
กิฟท์: “ห่วงนะ”
ฉัตร: “ยิ่งถ้าถามผู้หญิงแล้ว ใครๆก็รักสวยรักงาม”
กิฟท์: “ใช่”
Answer
แล้ว Yoghurt House นี่ business model จะเป็นยังไง จะทำยังไง
ไมค์: “เนื่องจากว่าสมัยนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีร้านขายโยเกิร์ตนะครับ มันก็มีแต่เป็นโยเกิร์ตที่ไปซื้อตามซูเปอร์มาร์เก็ต ซื้อตามเซเว่น ก็จะเป็นโยเกิร์ตถ้วย ซึ่งเรามองว่าโยเกิร์ตมันควรเป็นอาหารที่ทำออกมาให้ดูดีกว่านั้นได้ เราก็เลยไปคิดค้นสูตรในอินเตอร์เน็ตแล้วไปคิดดู ก็ออกมาได้ว่า จริงๆแล้วโยเกิร์ตมันสามารถนำมากินเป็นของว่างที่ทำให้มันแตกต่างจากการกินในถ้วยได้ ก็เป็นการทำให้โยเกิร์ตมีลักษณะคล้ายกับพุดดิ้ง”
ฉัตร: “คือจุดเด่นของโปรเจ็คต์นี้อีกอันนึงซึ่งเด่นมากๆก็คือตัวผลิตภัณฑ์ของเรามีความโดดเด่นสูงมาก ซึ่งเราตอนประกวดแผนเนี่ย เราได้ทำโยเกิร์ตตัวนี้ไปให้กรรมการชิม แล้วกรรมการทุกคนก็ค่อนข้างจะติดใจ (หัวเราะ) แล้วก็ค่อนข้างจะทึ่งในความมีเอกลักษณ์ของ product เรา”
คือชนะเพราะไปให้กรรมการ?!
ฉัตร: “(หัวเราะ) ก็จะเรียกอย่างนั้นก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะกรรมการออกปากเองตอนตัดสินว่าที่ชนะนี่ไม่ใช่เพราะเค้ายกมาเสิร์ฟหรอกนะ แต่เป็นเพราะแผนธุรกิจเค้าดี (ยิ้ม)”
มันแตกต่างจากโยเกิร์ตอื่นยังไง?
ฝน: “คือเหมือนเราไป add value เข้าไป พวก topping มันก็จะหลากหลาย คือถ้าเป็นโยเกิร์ตที่ขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตหรือตามร้านสะดวกซื้อมันก็จะเป็นผลไม้แบบที่มันเชื่อมหรือทำสำเร็จรูปมาแล้วซึ่งรสชาติมันก็จะไม่คงไว้ของความเป็นธรรมชาติ ตัวเลือกมันจะน้อย แต่ว่าของเราจะสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามฤดูกาล ปรับเปลี่ยนได้ตามวัตถุดิบ ตัวโยเกิร์ตอาจจะคงเดิม แต่ความหลากหลายทางด้าน topping เราจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ”
อยากทราบเรื่องเนื้อโยเกิร์ตที่เป็นเหมือนพุดดิ้งนี่ ฟังแล้วอยากกินเลย
ไมค์: “เนื่องจาก ที่สำคัญคือโยเกิร์ตเรามีความเข้มข้นสูง เข้มขันมาก ตักแล้วเป็นก้อนเนื้ออยู่ ทำให้ดูน่าทานกว่า”
แล้วมันดีต่อสุขภาพด้วยรึเปล่า?
ฉัตร: “มีไขมันแค่ 1% เองครับ อาจจะไม่ได้ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรมที่ทำให้ไขมันหายไปศูนย์เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นกระบวนการธรรมชาติ เป็นผลิตภัณฑ์ hand made ซึ่งสูตรตัวนี้สามารถกดไขมันไปได้เหลือ 1%”
เอาสูตรการทำมาจากไหนครับ?
ไมค์: “ก็เอามาจากอินเตอร์เน็ตครับ”
แล้วที่เมืองไทยยังไม่มีคนทำ?
ไมค์: “ไม่มีครับ ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน”
ทำไมหล่ะ?
ทุกคน: “ไม่ทราบครับ/ค่ะ (หัวเราะ)”
เรื่องผลิตภัณฑ์ผ่านไปแล้ว อยากทราบเรื่องสถานที่บ้างว่า Yoghurt House จะตั้งที่ไหน
ไมค์: “ได้แรงบันดาลใจมาจากร้าน True Coffee หรือ Starbucks ผู้บุกเบิกแนวคิด Third Place ในประเทศไทย เดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่ต้องการที่อื่นที่ไม่ใช่ที่บ้านและที่ทำงาน ในการใช้ชีวิต เราก็เลยคิดว่าไอเดียนี้ก็น่าจะตอบโจทย์กับนักศึกษาด้วย ส่วนสถานที่ที่เราเลือกก็คือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต กับ ABAC บางนา ก็เนื่องจากเป็นสถานที่ที่นักศึกษาอยู่ประจำ ต้องใช้ชีวิตทั้งวันอยู่ในมหาลัย”
ฉัตร: “เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูง ซึ่งเราคิดภายใต้กรอบ breakeven analysis แล้ว เราคิดว่าลูกค้าเป็นกลุ่มที่น่าจะเข้าได้บ่อยๆและมีกำลังซื้อค่อนข้างสูง จะทำให้สร้างรายได้ให้กับเราอย่างต่อเนื่องทำให้เราคืนกำไรได้เร็ว”
แพงมั้ย?
ฉัตร: “ถ้าจะถามว่าแพงมั้ย ในมุมมองของผู้ผลิตแล้ว ผมว่าก็ไม่แพงนะ ถ้วยนึงก็จะอยู่ราคาแค่ประมาณ 35-59 บาท แล้วแต่ topping ที่เค้าเลือก ซึ่งถ้วยนี่ถ้วยใหญ่ๆนะ topping เราก็จะเน้นสุขภาพหลักๆก็จะมี คอร์นเฟลค มีผลไม้ ซึ่งผลไม้เราจะเลือกเปลี่ยนตามฤดูกาล เพราะเหมาะทั้งในแง่รสชาติและต้นทุนในการผลิต แล้วเราก็จะเอามา mix กันในแง่ของการเป็นเบเกอร์รี่ เราอาจจะใส่แยมผลไม้ลงไปบ้าง น้ำเชื่อมผลไม้ลงไปบ้าง เกิดการ mix สูตรให้มันดูรู้สึกน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น”
ทางรูปลักษณ์ของร้าน Yoghurt House จะหน้าตาเป็นยังไง?
ไมค์: “การตกแต่งภายในร้านจะเน้นให้เป็นแบบ modern ทันสมัย เน้นการจัดวางเก้าอี้ที่มีระยะเพื่อให้ความเป็นส่วนตัว และก็ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน ในขณะที่เป็นที่เดียวกับการพักผ่อน นั่งได้นานๆโดยไม่ต้องกังวลว่าจะรบกวนผู้อื่นและก็จะมีการจัดวางนิตยสารและหนังสือพิมพ์สามารถเลือกอ่านได้”
ฉัตร: “รู้สึกหลักๆคือเราอยากให้เค้าสบาย เหมือนอยู่บ้าน”
ไมค์: “และเป็นส่วนตัว”
ฉัตร: “ใช่ครับ มันจะทำให้เค้ารู้สึกว่า เออ มันเจ๋งดีเนอะ นั่งได้เรื่อยๆ ทำให้เค้ารู้สึกว่าเค้าอยากมาอีก”
Market & Marketing
ช่วยวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าให้ฟังหน่อย
ไมค์: “เนื่องจากว่าเป็นมหาลัยเอกชนสำหรับเอแบค บางนา จะมีกำลังซื้อสูง นักศึกษามีฐานะ แล้วก็อยู่หอด้วย ทางธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิตก็อยู่หอเหมือนกัน จากการสำรวจก็เห็นว่ามีรายได้สูงกว่าเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่น”
คิดว่าจะมีจำนวนลูกค้าพอที่จะคุ้มทุนมั้ย?
ฉัตร: “ครับ เพราะเราทำ survey แล้ว survey ก็จะบอกว่าลูกค้ากลุ่มนักศึกษาค่อนข้างจะสนใจในเรื่องสุขภาพสูง และอีกอย่างเราก็ทำบทสำรวจการที่ให้เค้าลอง test ตัวอย่างโยเกิร์ตของเราเทียบกับรสชาติโยเกิร์ตตามตลาดทั่วไป 60 กว่าเปอร์เซ็นต์ก็บอกว่าโยเกิร์ตของเราอร่อยกว่าโยเกิร์ตตามตลาด”
การตลาดที่เราจะดึงดูดกลุ่มลูกค้านั้นหล่ะ จะทำอย่างไร?
ไมค์: “เนื่องจากเรามองว่า จุดเด่นเราคือโยเกิร์ต และโยเกิร์ตปัจจุบันขายได้ มีการเติบโตเราก็สร้าง slogan ออกมาว่า “More than yoghurt” คือได้ทั้ง environment ได้ทั้งความเป็นส่วนตัว”
ฝน: “ค่ะ ส่วนการขยายตลาด คือเราจะเน้น word of mouth ด้วยเพราะว่าในกลุ่มนักศึกษาเนี่ย ร้านไหนจะขยายได้ จะดังได้เนี่ย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเพื่อนๆชวนกันไป เพื่อนๆมีงานอะไรก็ชวนไปร้านนั้นหรืออะไรอย่างนี้”
คือ model จะคล้ายๆ Starbucks ตอนที่เค้าเปิดที่ Seattle เลย?
ฝน: “(หัวเราะ) ใช่”
ฉัตร: “ต้องบอกว่า model ที่เราใช้ หลักๆจะเป็น Starbucks กับ True Coffee ซึ่งผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าประสบความสำเร็จจริง”
ไมค์: “เนื่องจากเราเน้นว่าเราจะใช้ความเป็น Third Place ของเราในการดึงดูดด้วยเราก็โชว์เลยว่าเราเป็น Third Place เค้ามาแล้วเค้ารู้สึกได้ว่านี่คือสถานที่ตอบสนองความต้องการของเค้าได้อย่างแท้จริง และก็เราจะเน้นทำ CRM ครับเพื่อสร้างความภักดีมีการสะสมแต้มเพื่อให้เกิดการมาเข้าร้านบ่อยๆ แล้วก็มี CSR เพราะเราตั้งอยู่ในมหาลัย มีนักศึกษามาขอให้สนับสนุนกิจกรรมเล็กๆน้อยๆ เราก็จะทำเท่าที่ทำได้ครับ”
Rivalry & Risk
Yoghurt House มีคู่แข่งเป็นใครบ้าง
ไมค์: “นี่เป็นข้อมูลเมื่อสามปีแล้วนะครับ ก็อย่างร้านใน ABAC บางนาก็มีร้าน Daily House, Wiffy Woffle, และ Log Home ที่เราคิดว่า พอจะใกล้เคียงกับ concept ของร้านเราที่สุด แต่ร้านส่วนใหญ่ราคาค่อนข้างจะแพง และก็บรรยากาศไม่ค่อยน่านั่งนานเท่าร้านของเรา เค้าขายอาหารจานหลักทั่วไป”
ฝน: “แต่บรรยากาศร้านคล้ายๆกัน คือ direct competitor (ที่ขายโยเกิร์ต) นี่จะไม่ค่อยมีอ่ะค่ะ คือมันจะไม่ใช่ร้านขายโยเกิร์ต (หัวเราะ)”
ฉัตร: “อย่างร้านแนว Third Place ในมหาลัยนี่แทบจะไม่มีเลยนะครับ”
ไมค์: “ส่วนที่ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิตก็จะมีร้าน People ร้าน Meet Dome Express แล้วก็ร้าน Inner Park ซึ่งร้านส่วนใหญ่ก็บรรยากาศดี แต่ขายอาหารจานหลัก และก็ราคาค่อนข้างแพงครับ”
คิดว่าเราเหนือกว่าคู่แข่งด้านไหนบ้าง?
ไมค์: “ก็เนื่องจากการที่เรานำเสนออะไรที่ตอบโจทย์เค้ามากกว่าว่าเราเป็น Third Place เค้านั่งได้นานกว่า ความเป็นส่วนตัวมากกว่า บรรยากาศดีกว่า จากคนที่นั่งร้านอื่นก็จะมานั่งร้านเรา จากคนที่ไปซื้อโยเกิร์ตในเซเว่นก็จะเปลี่ยนมาซื้อโยเกิร์ตที่ร้านเรา”
ฝน: “คือนอกจากนั้นเราก็คิดว่า เราจะควบคุมการบริการ คือจะต้อง train ควบคุม behaviour พนักงานร้านให้ได้เหมือน model ของ Starbucks เราจะเห็นว่าพนักงาน Starbucks นี่จะ take care ลูกค้าแล้วก็จะติดตามลูกค้ามาก คือเค้าจะจำ menu ที่ลูกค้าชอบแบบหลักๆได้ว่าถ้าคนนี้มาทานบ่อยๆ พอเค้ามาอีกทีก็จะถามว่าอยากรับ menu นี้อยู่มั้ยอะไรอย่างนี้ คือให้เค้ารู้สึกประทับใจและมีความเป็นกันเอง”
ความเสี่ยงของโปรเจ็คต์นี้?
ไมค์: “ก็มีนะครับ เพราะใน case ที่ทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามเป้าเลย ร้านเราก็จะมีกำไรแค่ 1% ในช่วง 2-3 ปีแรก ถ้าเป็น best case ทุกอย่างเป็นไปได้ตามต้องการ ลูกค้าเข้าร้านเยอะเราก็จะกำไรถึงประมาณ 40% (ของเงินลงทุน)”
ฉัตร: “มันก็มีปัญหานึงที่เกิดขึ้นได้ถ้าบางที บางช่วงฤดูกาลหรืออะไรก็แล้วแต่ ที่จำนวนลูกค้าเข้าร้านน้อยเกินไป ด้วยธรรมชาติของผลิตภัณฑ์ dairy product จะมีอายุในการเก็บรักษาค่อนข้างน้อย ในการที่เรามีกำลังการผลิตที่ค่อนข้าง fix อยู่แล้วเนี่ย ถ้าลูกค้าเข้าร้านน้อยเนี่ย ผลิตภัณฑ์เก็บไม่ได้ ผลิตภัณฑ์เราก็จะเสีย และตรงนั้นก็จะเป็น sunk cost ที่เราต้องขาดทุน รับไปเต็มๆซึ่งตรงนั้นอาจจะเกิดได้ในแง่ที่ว่า ถ้าปิดเทอมแล้วเราเลือกที่จะเปิดร้านอยู่ในตอนช่วงที่เราเห็นว่า ‘อาจ’ จะเปิดได้ แต่มันสรุปออกมาว่าลูกค้าขาด ตลาดไม่มี ไม่มีคนเข้าร้าน อย่างนั้นเราก็จะเสียผลประโยชน์ไป”
Expectation
คาดหวังอะไรกับโปรเจ็คต์ Yoghurt House บ้าง?
ไมค์: “อย่างแรกก็คือได้ประสบการณ์การเขียนแผนธุรกิจ พวกเราอาจจะต้องเป็นผู้ประกิบการในอนาคตก็คิดว่าพื้นฐานตรงนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญทำให้เราเข้าใจทุกอย่างทั้งการตลาดและการเงิน การบัญชี operation และการจัดการบริหารห่วงโซ่อุปทาน คิดว่าเป็นประโยชน์ที่หาไม่ได้ในห้องเรียนครับ”
แล้วความคาดหวังในเชิงธุรกิจหล่ะ?
ฉัตร: “ถ้าในเชิงธุรกิจเนี่ย ผมมองว่าในการที่กรรมการเค้าตัดสินเลือกให้โปรเจ็คต์ของเราชนะเลิศเนี่ย อย่างน้อยมันจะจุดให้เห็นถึงความตระหนักของ trend สินค้ารักษาสุขภาพและผลิตภัณฑ์ที่มีความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดในตลาดมากขึ้น และให้เกิด trend ที่เรียกว่า CSR ที่กำลังมาแรงในขณะนี้ ซึ่งผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตของเราตรงนี้เนี่ยนอกจากเราจะมองกำไรในแง่ธุรกิจแล้วเนี่ย หลักๆแล้วคือเราต้องการให้ลูกค้าของเรารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ”
Team & Timeline
ในร้านๆนึงของ Yoghurt House นี่ต้องมีทีมกี่คน?
ไมค์: “ในร้านหนึ่งร้านก็จะมีประกอบไปด้วย ผู้จัดการสาขาหนึ่งคน พนักงานขายสาขาละสองคนซึ่งตำแหน่งพนักงานขายนี่ก็ไม่จำเป้นต้องมีการศึกษาสูง ให้มีใจรักบริการและสู้งาน โดยจะมีพวกเราห้าคนคอยดูแลเป็นเหมือนคณะกรรมการบริษัทคอยวางแผน คอยคิด ผู้จัดการสาขากับพนักงานขายก็ทำหน้าที่ daily operation”
คิดว่าจะไปทำจริงมั้ยโปรเจ็คต์นี้ เพราะน่าสนใจมาก
ไมค์: “ก็เนื่องจากยังเรียนอยู่ครับ เพราะฉะนั้นก็ตัดสินใจว่ายังไม่ทำ ยังเรียนอยู่ ยังไม่น่ามีเวลาว่าง เพราะการเรียนคณะเราก็ค่อนข้างจะหนักพอสมควร ก็เลยอยากจะหาประสบการณ์ในรั้วมหาลัย อยากจะใช้ชีวิตนักศึกษาให้เต็มที่ก่อน แล้วจบแล้วถ้าใครสนใจก็ค่อยว่ากันครับ”
…
…
ช่วยเล่าประสบการณ์ของการเรียนที่คณะเศรษฐศาสตร์ภาคภาษาอังกฤษ (BE) ที่ธรรมศาสตร์หน่อยครับ
ไมค์: “ก็ lifestyle ของแต่ละคน ความสุขของแต่ละคนในการเรียน การใช้ชีวิตก็ไม่เหมือนกัน แต่สำหรับผมรู้สึกว่าชีวิตมหาลัยมันสั้น และมันเป็นช่วงเวลาสุดท้ายที่จะค้นหาตัวเองก่อนจะไปเจอโลกการทำงานจริง ที่นี่เราสามารถลองผิดลองถูกได้ โดยที่ถ้าเราล้มก็ไม่มีใครทับถมเรา ที่มหาลัยก็มีกิจกรรมหลากหลาย มีทุกอย่างที่ให้เราค้นหาตัวเองให้เจอ ว่าเราชอบอะไร อะไรคือจุดแข็งของเรา อะไรคือสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข อะไรคือสิ่งที่เราอยากทำในอนาคต ก็อยากให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ใช้ชีวิตในมหาลัยให้คุ้มค่า ค้นหาตัวเองให้เจอ ว่าเราชอบอะไร อะไรที่เราชอบจริงๆ อาจจะไม่จำเป็นว่าเราเรียนมาทางด้านเศรษฐศาสตร์แล้วเราต้องชอบเศรษฐศาสตร์ เราอาจจะค้นหาตัวเองเจอตอนที่เราทำกิจกรรมทางด้านอื่นก็เป็นไปได้ ก็อย่าปิดกั้นตัวเอง”
กิฟท์: “ชีวิตมหาลัยเหมือนเป็นขั้นสุดท้ายที่เรายังรักษาความเป็นเด็กแต่ว่าอยู่ในก้าวที่กำลังจะเป็นผู้ใหญ่ได้ เพราะฉะนั้นมันเป็นช่วงที่เราสร้าง connection ให้กับตัวเองแล้วก็เรียนรู้ประสบการณ์ทั้งทางด้านวิชาการและทางด้านกิจกรรมเพื่อที่จะมา apply ได้กับงานที่พวกเราจะทำในอนาคต”
SAMRET Comments
จริงๆแล้ว ผมอยากจะนำตัวรายงานของโปรเจ็คต์นี้มาเผยแพร่ซะด้วยซ้ำ เพราะผมไม่เคยคิดเลยว่านักศึกษาปีหนึ่งจะทำอะไรได้ขนาดนั้น ต้องถือว่าสุดยอดจริงๆ เพราะจากที่ได้ฟังบทสัมภาษณ์ซึ่งเป็นการอธิบายคร่าวๆเกี่ยวกับโปรเจ็คต์นี้ จริงๆแล้วข้างในแฝงด้วยการทำรายงานอย่างดีเลิศทั้งการทำ vision และ mission ของธุรกิจ (ซึ่งบริษัทใหญ่ๆหลายต่อหลายบริษัทยังไม่สามารถทำให้ชัดเจนได้) การทำแผนการตลาดซึ่งนำ tool หรือเครื่องมือการตลาดต่างๆนำมาใช้จากครบครันและการวางแผนการเงินการลงทุนที่ยอดเยี่ยม และอื่นๆอีกมากมายที่ business plan ที่ดีต้องมี
ในแง่ของธุรกิจนั้น การทำ Third Place ในรั้วมหาวิทยาลัยเป็นสิ่งที่เรายังไม่ค่อยเห็นเพราะส่วนใหญ่นิสิตนักศึกษาก็จะมีแต่ โรงอาหารหรือห้องสมุดที่จะได้อยู่ร่วมปรึกษาหารือกัน แต่ธุรกิจนี้มีความเป็นไปได้สูงทีเดียว เพราะถึงแม้มหาวิทยาลัยจะนับเป็น Second Place (ถ้าบ้านเป็น First Place) เราอาจจะคิดว่าแล้วการที่ Second กับ Third Place อยู่ที่เดียวกันจะได้หรอ แต่จุดเด่นของโปรเจ็คต์นี้คือการที่นักศึกษามักจะมีปัญหาเรื่องการเดินทางอย่างที่กล่าวไปในบทสัมภาษณ์ โดยเฉพาะกับสองมหาวิทยาลัยคือธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต และ ABAC บางนานั้น เป็นสถานศึกษาที่มีหออยู่ด้วยและอยู่ไกลจากตัวเมือง เพราะฉะนั้นการนำ Third Place ไปนำเสนอจะนับเป็นการเติมเต็มชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยเค้าเลยทีเดียว สิ่งที่ต้องเพิ่มเสริมอาจจะเป็นเรื่องการมอง Timeline ซึ่งนอกจากการวางแผนการตลาดเป็นขั้นเป็นตอนแล้ว ยังควรที่จะมองถึงการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์และผลิตภัณฑ์ให้ใหม่อยู่เสมอเพื่อสร้าง dynamism ให้กับธุรกิจเพื่อตรงตาม concept
แต่สิ่งที่ผมดีใจที่สุดคือได้พบเจอนักศึกษาชั้นยอดใน คุณไมค์ มาโนช คุณฉัตร ธนฉัตร คุณกิฟท์ ปรีห์กมล คุณฝน พชรพรรณ และคุณเพนท์ เพ็ญศิริ ซึ่งผมคิดว่าในอีกหนึ่งปี พวกเค้าพร้อมที่จะออกจากรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อก้าวเข้าสู่โลกแห่งการทำงานอย่างมั่นใจ สุดยอดครับ ขอปรบมือให้
ขอให้โชคดีและประสบความ “สำเร็จ” ครับ
ทีมงาน “สำเร็จ”
VN:F [1.6.9_936]
Rating: 10.0/10 (1 vote cast)
Posted on August 27, 2009 by viriya
GrowShield: Better Fruit Bigger Yield
by Krit Traisawadwong
เรื่อง/ภาพ วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์
*** download (เพื่อการอ่านและการศึกษาเนื้อหาที่ดีกว่า)
“ถึงแม้คุณจะเก่งในด้านไหน แต่เค้าอาจจะเก่งกว่าในอีกหลายๆด้านซึ่งมันก็จะเป็นส่วนผสมกันให้เกิด synergy ในการเรียนรู้สูงสุด”

ในช่วงเวลาอันวุ่นวายในย่านธุรกิจของกรุงเทพเรานี้ ถ้าพูดถึงถนนสาทรแล้วเราคงอดไม่ได้ที่จะคิดถึงสภาพรถติดตั้งแต่เช้าจรดเย็น แต่ในขณะเดียวกัน ผู้คนมากมายนักธุรกิจน้อยใหญ่จากทั่วทุกมุมโลกก็กำลังสร้างสรรค์สินค้าบริการต่างๆอย่างไม่หยุดยั้งบนถนนเส้นนี้นี่เอง ในช่วงบ่ายๆเย็นๆวันพุธ ทีมงาน “สำเร็จ” ก็ได้นัดเจอคุณ กริช Management Trainee หนุ่มไฟแรงของบริษัท Standard Charter ที่สำนักงานบริษัท Standard Charter บนถนนสาทร เพื่อที่จะได้สัมภาษณ์ถึงโปรเจ็คต์ปริญญาโทที่กลุ่มคุณกริชได้ทำในช่วงเวลาที่ศึกษา MIM หรือปริญญาโททางด้านการตลาดภาคภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากที่ได้รู้ background ว่าคุณกริชเรียนจบปริญญาตรีด้าน IT มาเราจึงอยากรู้มากเพราะโปรเจ็คต์ปริญญาโทนี้เกี่ยวกับการเกษตร! กลุ่มคุณกริชได้ติดต่อกับ MTEC (ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ) เพื่อนำการวิจัยชิ้นนึงไปศึกษาต่อยอด ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้ก็คือ GrowShield หรือถุงห่อผลไม้ในขณะที่ผลไม้ยังเจริญเติบโตบนต้นไม้ โดยผลิตภัณฑ์นี้ในช่วงแรกจะเน้นการใช้กับมะม่วง โดยนำถุง GrowShield ไปห่อผลมะม่วงตอนที่อยู่บนต้นเพื่อที่เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้ว ผลมะม่วงที่ได้จะมีขนาดใหญ่ ผิวเหลืองนวล เรียบสวย ไม่มีตำหนิด่างดำ ทำให้มะม่วงพร้อมและผ่านเกณฑ์ที่จะส่งออกในตลาดโลก และอาจจะทำให้ราคาที่เกษตรกรชาวสวนจะขายได้เพิ่มขึ้นถึง 400% เลยทีเดียว! ไม่น่าเชื่อนะครับที่ประเทศไทยเราจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ innovative ขนาดนี้ได้และยังไม่มีใครนำมาใช้อีกด้วย ในฐานะที่ประเทศเราทำเกษตรกรรมเป็นหลัก และมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของเราเป็นสิ่งสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยเราโดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกอย่างนี้ เกษตรกรรมจึงไม่ใช่สิ่งไกลตัวทุกคนเลย เราไปลองฟังคุณกริชเล่าถึงผลิตภัณฑ์ GrowShield หรือถุงห่อผลไม้และการนำไปต่อยอดที่อาจจะเปลี่ยนโฉมชาวสวนผลไม้ไทยในตลาดโลกได้เลยนะครับ
ช่วยแนะนำตัวเองหน่อยครับ
“ชื่อ กริช ไตรสวัสดิ์วงศ์ ปัจจุบันทำงานตำแหน่ง Management Trainee ของบริษัท Standard Charter ผมเรียนจบมาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในสาขาบัญชี เชิงเทคโนโลยี สารสนเทศ ในช่วงที่ได้ทำงานไปซักระยะนึง รู้สึกว่าต้องเรียนรู้เกี่ยวกับ Business มากขึ้น เลยรู้สึกว่าพอถึงจุดๆนึงแล้ว เรามีความจำเป็นต้องรู้แล้วว่าการหารายได้เข้าองค์กรมาจากไหน ซึ่งมันก็คือสาขาการตลาด หลังจากเลือกมหาวิทยาลัยหลายๆที่ทั้งในและต่างประเทศ สิ่งนึงที่ผมรู้สึกคือผมอายุยังน้อย ไม่เหมาะกับการไปเรียนต่างประเทศ ซึ่งในต่างประเทศ ในห้องเรียนจะมีการแบ่งปัน ประสบการณ์ซึ่งผมคิดว่าผมยังขาดอยู่ ผมเลยเลือกที่จะทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย และที่ผมเลือกก็คือ MIM ที่ธรรมศาสตร์ เป็นสาขาการตลาด ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งใน course ที่ดีที่สุดในเอเชีย”
แล้วประสบการณ์ในการเรียนที่ MIM เป็นอย่างไรบ้าง?
“คิดว่าเป็นประสบการณ์การเรียนที่มี diversity มากต้องบอกอย่างนี้ คือเราเจอความหลากหลายของผู้คน เจอความคิดที่หลากหลาย ซึ่งแต่ละคนก็จะมีความเคารพซึ่งกันและกัน เพราะไม่ว่า background คุณจะมาจากไหน เมื่อเพื่อนคุณให้ออกความเห็น คนที่รับฟังก็จะให้ความเคารพคุณในความคิดเห็น เพราะถึงแม้คุณจะเก่งในด้านไหน แต่เค้าอาจจะเก่งกว่าในอีกหลายๆด้านซึ่งมันก็จะเป็นส่วนผสมกันให้เกิด synergy ในการเรียนรู้สูงสุด”
เรียนที่ MIM ยากมั้ย?
“อย่างที่บอกว่า course นี้ก็ถือเป็นหนึ่งในเอเชียแล้ว คนที่เข้ามาก็ผ่านเกณฑ์มาในระดับนึงแล้ว เพราะฉะนั้นคนที่เข้ามาส่วนมากจะเป็นพวก high-potential”
ในการทำงานได้นำสิ่งที่เรียนมามาปรับใช้มั้ย?
“ในส่วนตัวของผม เนื่องจาก background ของผมมาจาก information technology การที่ได้ความรู้ทางด้านธุรกิจมาเสริมก็จะมาเติมเต็มช่องว่าง และเราต้องมีตัวกลางที่สามารถเชื่อมได้ ยกตัวอย่าง คนที่ทำ IT ประจำเนี่ย งานประจำก็จะบ้าระบบ งานของเค้าก็จะเขียนระบบ เขียนไปเขียนไป ส่วนคนทำ business นั้น เป้าหมายเค้าคือต้องหาเงินเข้าองค์กร ซึ่งงานบางงานเค้าสามารถนำระบบมาช่วยเค้าได้ แต่เค้าไม่รู้ว่าจะใช้มันยังไง ปัญหาของคน IT ก็คือ เออ ทำระบบไป แต่ไม่เข้าใจว่าจริงๆแล้ว ผู้ใช้เค้าต้องการใช้ไปทำอะไร เพราะฉะนั้นการที่ไปเรียน MIM ก็ทำให้เรามองสองภาพออก มันทำให้เรารู้ว่า กระบวนการ นี้ควรจะตัดหรือควรพัฒนาเพื่อแทนที่คนที่ต้องทำมือ และ ระบบนี้ควรที่จะสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับในจุดๆนี้ และคนที่ทำ IT มักจะมองไม่เห็น จะไม่ค่อยมองเห็นมุมมองที่เป็นธุรกิจ”
ที่ตอนนี้ทำอยู่ที่ Standard Charter นี่เกี่ยวกับด้าน IT ด้วย?
“ใช่ เน้นหลักจะเป็นทาง IT แต่ในขณะเดียวกัน มองเป็นเชิง business analyst มากกว่า เชื่อมยังไง ผลักดันยังไงให้ ผู้ใช้เห็นว่าระบบคุณสามารถไปช่วยงานเค้าได้จริงๆ ไม่ใช่เพิ่มงานเค้า”
ช่วยเล่าถึงตัว business plan นี้หน่อย
“โดยส่วนมากแล้วมหาวิทยาลัยทั่วไปมักจะให้ทำ thesis แต่ของ MIM จะมองว่า เนื่องจากเป็น course ที่สร้าง entrepreneurship เลยมองว่า business plan เนี่ย เป็นส่วนสำคัญที่จะมาสามารถสร้างให้เราเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ได้ โดยที่จุดประสงค์ของเค้าต้องการให้เราหา innovative product ตัวใหม่ๆ โดยมีการทำการคัดกรอง ว่า ผลิตภัณฑ์ที่คุณไปหามามันผ่านเกณฑ์ข้อไหนบ้าง ไม่ว่าจะเป็น return ภายใน 3 ปีมั้ย? ต้องการการลงทุนเท่าไหร่?ขนาดตลาดและ ความต้องการมากแค่ไหน โปรเจ็คต์ที่หามาเนี่ย ตอนแรกมี 3 โปรเจ็คต์ ซึ่งถามว่าเป็นโปรเจ็คต์ที่ทำเงินมั้ย ใช่ แต่ที่เลือกตัวนี้เพราะมันเป็น innovative product ซึ่งทางธรรมศาสตร์ให้ความสำคัญ อย่างที่สอง ตลาดเมืองไทยนี่ คิดว่ามากกว่า 50% น่าจะเป็นการทำเกษตรกรรม เราจึงควรเน้นเรื่องการทำเกษตรกรรมซึ่งเราสามารถนำมาต่อยอดได้ กลุ่มผมก็เลยเลือกทำฟิล์มห่อผลมะม่วง”
SAMRET Factors
Situation
อยากทราบว่าในการพัฒนาการตลาดให้ฟิล์มห่อผลมะม่วงนั้น ปัญหาในตลาดมันคืออะไร?
“ก่อนอื่นเราต้องบอกให้ได้ก่อนว่าผู้ใช้คือใคร ผลิตภัณฑ์ของเราแบ่งผู้ใช้เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ exporter (ผู้ส่งออก) กลุ่มที่สองคือชาวสวน เราก็ได้ทำ survey ทั้ง qualitative และ quantitative เพื่อหาปัญหาต้นตอจริงๆว่าตอนนี้เค้ามีปัญหาอะไร ผลิตภัณฑ์ของเราจะไปช่วยเค้าได้มั้ย เพราะฉะนั้นปัญหาของเค้าตอนนี้คือผู้ส่งออกนั้น ตลาดใหญ่ๆของโลกก็มีญี่ปุ่นถือว่าเป็นตลาดหลัก ใหญ่มาก ต้องการมะม่วงไทยคุณภาพดี แต่ว่าเราไม่สามารถหาให้เค้าได้พอเพียง เนื่องจากคุณภาพของเรายังด้อยอยู่ กลุ่มที่สองเป็นผลกระทบตามกันเนื่องจากเกษตรกรเราไม่มีความรู้ในการผลิตผลผลิตที่มีคุณภาพเพื่อส่งให้ผู้ส่งออก มันก็เป็น supply chain ถ้าคนนึงทำไม่ได้ ต้นตอทำไม่ได้ ไม่ว่าตลาดมันจะใหญ่แค่ไหน ถ้าคุณไม่มีผลผลิตให้ได้ ก็ไม่มีประโยชน์ เราก็มองว่าปัญหาหลักๆก็จะมาจากเรื่องคุณภาพกับเรื่องของผลผลิตที่ไม่พอความต้องการตลาดต่างประเทศ รวมถึงเรื่อง know-how ของเกษตรกรไทยที่ไม่ได้ทำเป็นระบบเหมือนเมืองนอก เช่นการทำสวนมะม่วง ในปีๆนึงเค้าสามารถ harvest (เก็บผลผลิต) ได้ 2-3 รอบ แต่สวนที่เราได้ไปดูที่อ่างทอง คุณลุงคนนี้เก่งมาก ปีนึง harvest ได้ 5 รอบ แต่ในประเทศไทย เราไม่มีการทำ knowledge base อย่างเช่นที่ที่นึงที่ฉะเชิงเทรา ปลูกได้เยอะ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณภาพมันจะดีเสมอไป อย่างคนที่อ่างทองมี know-how ในการปลูกที่ดีมากแต่ดินอาจจะสู้ที่ฉะเชิงเทราไม่ได้ แต่ความรู้นี้ก็ไม่ได้มีการแบ่งปันกัน เพราะถ้าเอาวิธีที่อ่างทองไปใช้ที่ฉะเชิงเทรา มันจะได้มหาศาล”
ขอถามเรื่องคุณภาพของมะม่วงจากเมืองไทยที่ไม่ได้มาตรฐานนั้นเป็นอย่างไร?
“Underweight (น้ำหนักน้อยไป) บ้าง โดนแมลงเจาะบ้าง ผิวไม่สวยบ้าง ส่วนมากปัญหาหลักๆจะเป็นพวกนี้ สี เปลือก น้ำหนัก ขนาด อะไรประมาณนี้ ขนาดใหญ่เกินเค้าก็ไม่รับ มันต้องอยู่ในช่วงที่เค้ากำหนด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดเค้าจะดูที่เปลือก สีต้องเหลืองนวล สวย ผิวต้องเรียบ ยางต้องไม่เลอะ ซึ่งคนไทยยังทำคุณภาพได้ไม่เท่ากับความต้องการของต่างประเทศก็เลยส่งออกได้น้อย”
Answer
แล้วผลิตพันธ์ GrowShield นี้จะไปแก้ปัญหาให้เค้าได้อย่างไร?
“GrowShield นี่คือฟิล์มคัดกรองแสง ทำจากเนื้อพลาสติกแต่มีคุณสมบัติเหมือนกระดาษ นอกจากนั้นยังมี nanotechnology ช่วยป้องกันเชื้อโรค กันแมลงได้ โดยผลิตภัณฑ์นี้ทำให้สีเหลืองนวล สวย ลูกโต 28% เมื่อเทียบกับการใช้ผลิตภัณฑ์จากไต้หวัน (อธิบายมากเริ่มจะอยากกินมะม่วงขึ้นมาบ้างแล้ว) พร้อมทั้งยังมีคุณค่าทางสารอาหารมากกว่า อย่างเช่นทำให้มีวิตามินซี และน้ำตาลพวก sucrose มากกว่าที่จะใช้กระดาษคาร์บอนห่อลูกมะม่วง เนื่องจากกระดาษคาร์บอนเป็นกระดาษที่ทึบ ทำให้แสงไม่สามารถส่องผ่านได้ ทำให้สีซีด แต่ GrowShield เป็นฟิล์มคัดกรองแสง เวลาแสงส่องกระทบฟิล์มก็จะคัดกรองว่าแสงที่ความเข้มเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของผลไม้ แล้วก็นำถุง GrowShield มาห่อเป็นลูกๆ โดย GrowShield นั้นได้พัฒนามาจาก MTEC (ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ)”
แล้ว GrowShield แก้ปัญหาเรื่องคุณภาพเช่นขนาดของมะม่วงได้อย่างไร?
“เรื่องขนาด ถ้าเราใช้กระดาษคาร์บอน แสงก็จะไม่สังเคราะห์ แสงจะผ่านเข้าไปไม่ได้ ผลไม้มันต้องการแสงเพื่อการเจริญเติบโต ถ้าไม่มีแสง มันก็จะไม่ค่อยโตเหมือนการเลี้ยงตามธรรมชาติ การเลี้ยงตามธรรมชาติจะให้ผลมะม่วงที่โต แต่ผิวจะไม่สวย โดยขนาดของการเลี้ยงตามธรรมชาติจะเท่ากับการใช้ GrowShield แต่ผิวไม่สวย เพราะถ้าใช้ GrowShield นี่จะแก้ปัญหาหมดเลย ผิวไม่สวย ลูกไม่โต”
แก้เรื่องผิวไม่สวยได้อย่างไร?
“เพราะ GrowShield จะกันแมลงกันเชื้อรา ถ้าใช้กระดาษคาร์บอน แมลงยังมีสิทธิ์ที่จะเข้าไป แต่ GrowShield มันเป็นพลาสติก ไม่ใช่กระดาษ ทำให้มันไม่ชื้นมันก็จะไม่มีเชื้อราเกิด เวลาถูกน้ำ น้ำก็จะออกได้ มันเหมือนหายใจได้ ทำให้ไม่อบ ผิวก็ไม่ไหม้ แมลงก็ไม่เกาะ คือมันครอบคลุม และราคาก็ยังถูกกว่ากระดาษคาร์บอน”
แล้วเรื่องรสชาติเปรี้ยวหวาน?
“เรื่องนี้เราตอบไม่ได้เพราะมันขึ้นอยู่กับลิ้นของแต่ละคน คนญี่ปุ่นอาจจะชอบรสจืดก็ได้ เพราะอย่างคนญี่ปุ่นจะเลือกรูปร่างกับผิวเป็นหลัก รสไว้ทีหลังสุด ข้างนอกจะต้องสวยก่อน ต้องเนื้อแน่น ผิวสวย ผิวเหลืองนวล ไม่มีโรค ไม่มีจุดดำเลย และ GrowShield ก็เป็นตัวที่แก้ปัญหาได้ทั้งหมด”
Market & Marketing
อยากรู้ว่าผลิตภัณฑ์ GrowShield นี้ผู้ใช้จะเป็นใครบ้าง
“ผู้ใช้หลักๆจะเป็นเกษตรกรชาวสวนและ exporter ที่ให้เกษตรกรเช่าที่และเก็บผลิตผล ที่เราเลือกมะม่วงเพราะว่ามันเป็นผลไม้ส่งออกอันดับสามของประเทศไทย และที่เรามอง มันน่าจะเติบโตได้อีกมากในตลาดส่งออก เพราะความต้องการมันมากกว่าผลผลิตที่เราผลิตได้ ซึ่งแล้วเราต่างกับมะม่วงจากประเทศอื่นๆเช่นเม็กซิโก อินเดีย อย่างไร คือมะม่วงเราจะสวยและมีรสดีกว่า มะม่วงเม็กซิโกก็จะกลมๆใหญ่ๆ (ทำท่าให้ดู) มะม่วงจีนก็ลูกจะเท่ามะละกอ อะไรประมาณนี้ มะม่วงของไทยก็จะอร่อยกว่า”
เกษตรกรชาวสวนมะม่วงของไทยมีอยู่ที่ไหนบ้าง
“มีทุกภาคๆเพราะเราทำ surveyทุกภาคเพราะมันกระจาย อ่างทอง ฉะเชิงเทรา พิจิตร พิษณุโลก เชียงใหม่ เชียงราย ภาคใต้ก็มี แต่ที่เราไปสัมภาษณ์ เจาะหลักๆผู้ที่ผลิตมะม่วงส่งออกอยู่แล้ว อย่างเช่นที่นครราชสีมา เราก็ได้ติดต่อ CP Diamond ที่ส่งออกมะม่วงโดยตรงเลย ที่อ่างทองก็ส่งออกที่วิเศษชัยชาญ และก็ฉะเชิงเทรา นี่คือตัวหลักที่ผลิต ส่วนผู้ส่งออกก็มีอยู่ 3-4 ราย”
มีกลุ่ม sector อื่นมั้ยที่สามารถใช้ GrowShield ได้
“ได้พวกการเกษตรที่ต้องใช้แสงอาทิตย์ ผลไม้ที่ผิวบางใช้ GrowShield ได้ทุกอัน”
ทำไมต้องผิวบาง?
“เพราะถ้าผิวหนา อย่างทุเรียน แมลงมันเจาะไม่ได้ ต้องเป็นผลไม้ที่ถูกทำลายเสียหายง่าย อย่างเช่นลองกอง ลำไย สัมโอ สามารถปรับปรุงใช้ได้ทั้งนั้น”
แล้วสรุปว่าเกษตรกรชาวสวนผู้ปลูกมะม่วงนี้ต้องการอะไรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด?
“เรื่องน้ำหนักแค่ผ่านเกณฑ์ก็ใช้ได้ จริงๆสิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่อง peel (ผิว) กับรูปร่าง สำคัญที่สุด คำว่า peel (ผิว) นี่ก็คือต้องไม่มีโรค ต้องไม่มีตำหนิอะไรเลย แล้วก็รูปร่างที่เป็นรูปมะม่วงสวยๆ”
ถามถึงเรื่องการทำการตลาดบ้างว่าจะเข้าไปเสนอสินค้าให้เกษตรกรชาวสวนได้อย่างไร
“เราก็มี trial period ให้เค้าไปทดลองใช้ หนึ่ง harvest สอง harvest แล้วของเราก็จะเป็น product บวก service เมื่อเวลาที่คุณใช้ผลิตภัณฑ์เรา เราจะมี assurance ทีมเข้าไปเก็บตัวอย่าง แล้วมาทดสอบว่าของคุณผ่านเกณฑ์มั้ย มีการทดสอบดิน เพราะเราเห็นว่าแต่ละที่มีมาตรฐานในการปลูกไม่เหมือนกัน เราก็จะไปช่วยเรื่อง know-how ว่าคุณจะทำอย่างไรที่จะทำให้มะม่วงลูกละ 15 บาท คุณไปขายราคา 75 บาทได้ และเราก็จะการันตีว่าผลิตภัณฑ์ของเรานั้นมันใช้ได้จริง GrowShield จริงๆแล้วถามว่ามันมีข้อดีอีกเยอะมั้ย มี เช่นมันเป็น biodegradable ใช้เสร็จฝังดิน reusable ใช้ได้เป็นสิบครั้ง เทียบกับกระดาษคาร์บอนใช้ครั้งเดียวก็เปื่อยแล้ว คือ GrowShield มัน environmental-friendly มากๆ”
Service นอกจากมีการทดสอบแล้วมีอย่างอื่นมั้ย?
“ก็การ assurance นี่แหละ มีการทดสอบดิน ทดสอบสภาพอากาศว่าควรปลูกอะไร มี training ด้วย และตอนที่ harvest ก็จะมีไปเก็บตัวอย่างว่าของคุณผ่านเกณฑ์รึเปล่า มีโรคอะไรติดมั้ย”
Rivalry & Risk
คู่แข่งของ GrowShield คือ?
“คู่แข่งโดยตรงเลยก็คือ กระดาษคาร์บอน ชื่อซุนฟง แล้วก็ถุงพลาสติก อย่างที่สามก็คือกระดาษหนังสือพิมพ์ เราก็ได้ทำตารางเปรียบเทียบ เราสามารถบอกได้ว่า GrowShield เหนือกว่าคู่แข่งทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นถูกกว่า กันโรคได้ กันน้ำเข้าน้ำออก แสงแดดไม่ไหม้ ออกมาแล้วผลผลิตเยอะกว่า ผลผลิตมีคุณภาพมากกว่า”
ถูกกว่า?
“ถูกกว่า กระดาษคาร์บอน”
แต่คงไม่ถูกกว่าหนังสือพิมพ์?
“คงไม่ถูกกว่า แต่อย่าลืมว่าหนังสือพิมพ์มันเก็บความชื้น ถ้าฝนตกแล้วมันเก็บความชื้น ลูกนั้นเสียเลย อย่างถ้าใช้ถุงพลาสติกมันกันได้หมดกันแมลงได้แต่ลูกคุณจะ burn (ไหม้)
แล้วความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ GrowShield หล่ะ?
“การ fluctuation ในราคา raw material เพราะทำจากพลาสติก มันเกี่ยวเนื่องกับราคาน้ำมัน ถ้าราคาน้ำมันสูง ต้นทุนเราก็สูงขึ้น และก็อาจจะมีการลอกเลียนแบบผลิตภัณฑ์อย่างเช่นจากเมืองจีน แม้ว่าเราจะมี patent 20 ปีแต่บางครั้งเค้าก็ไม่สนใจ แต่เราก็จะมีกันอีกชั้นนึงด้วย service การ assurance และความเสี่ยงอีกอันก็ความผันผวนของความต้องการในตลาด แต่เราก็จะทำเรื่องการ forecast ต่างๆ”
Expectation
คาดหวังอะไรกับโปรเจ็คต์ GrowShield นี้
“เราคาดหวังจะให้ return ภายใน 3 ปีจากสิ่งที่ลงทุน ที่ venture capitalist ลงทุนให้เรา”
ค่าลงทุนสูงมั้ย?
“สูงนะ ประมาณ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ”
แล้วเกษตรกรหลังจากที่ได้ใช้ตัวนี้แล้วจะได้ผลผลิตมากขึ้นรึเปล่า?
“มากขึ้นแน่นอน ต้องบอกว่า yield มากขึ้นแน่นอน แล้วนอกจาก yield ที่มากขึ้น จำนวนเงินที่เค้าจะได้จากการ invest นั้นจะต่างกับการขายภายในประเทศมากๆ เราจะเจาะกลุ่มที่เมืองไทยก่อนนะใน 5 ปีแรก ซึ่งเราคาดหวังจะขยายไปสู่ต่างประเทศอยู่แล้ว”
Team & Timeline
ทีมที่ทำโปรเจ็คต์นี้มีใครอยู่ในทีมบ้าง?
“ในทีมมี 5 คน คนนึงทำด้านการตลาด อีกคนทำ sales ผมทำด้าน operation อีกคนนึงทำการเงิน และอีกคนทำ R&D แต่ละคน background ต่างกันมากๆเลย คนที่ทำ R&D เป็นนักดนตรี คนที่ทำการเงินอยู่ True ทำด้าน networking แต่จบโทเป็นใบที่สามแล้วก่อนหน้านี้จบ MIF ของธรรมศาสตร์มา แล้วก็จบเศรษฐศาสตร์ โดยพื้นฐานแล้วเค้าเป็นวิศวกร แล้วก็ผมจบ IT แล้วก็มาต่อการตลาด ส่วนอีกคนนึง จบรัฐศาสตร์แล้วมาทำทางด้าน sales ส่วนคนสุดท้ายจบ BAS (ศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) แล้วมาทำทางด้านการตลาด คือทุกคนไม่มีใครมี background ด้านการตลาดมาก่อนเลย”
การทำงานร่วมกันเป็นอย่างไรบ้าง?
“ทำงานร่วมกัน conflict มันเกิดอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่า how you manage มันมากกว่า แต่สุดท้ายแล้วโปรเจ็คต์มันก็ประสบความสำเร็จ”
โปรเจ็คต์ GrowShield สามารถนำมาออกตลาดได้เลยรึเปล่า?
“ตัวผลิตภัณฑ์เค้าพัฒนาเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ออกวางขาย แต่สามารถขายได้เลย พร้อมใช้ แต่ก่อนออกอาจจะต้องพัฒนาดีไซน์ของผลิตภัณฑ์อีกซักหน่อย อาจจะต้องศึกษาความต้องการของลูกค้าเพิ่มอีกซักหน่อยในเชิงการนำไปใช้”
…
อยากให้เล่าถึงสิ่งที่ได้จากการทำ business plan นี้
“สำคัญที่สุดในชีวิตคน นอกจากความรู้ก็คือการ networking เราได้รู้จักคนหลายๆแบบที่ไม่เหมือนกัน การทำงานกับคนหลายแบบทำให้เราเปิดมุมมองว่า คนเรามันไม่มี I ใน team แต่มี I ใน win เพราะฉะนั้น individual ก็สำคัญแต่ทีมสำคัญกว่าเพื่อนำไปสู่คำว่า win อันนี้คือสิ่งหลักๆที่ได้มา”
ขอคำแนะนำให้กับคนที่จะทำ business plan หน่อย
“สำคัญที่สุดคือการหาข้อมูล และก็ at the right place, at the right time, at the right job ต้องดูว่าตอนนั้นตลาดต้องการอะไร หรือถ้าตลาดไม่ต้องการก็ไปหา market stimuli มาว่าจะทำอย่างไรให้ตลาดต้องการ อีกอย่างคือต้องทำ structure ต้องวางแผน timeline ว่าช่วงเวลานี้จะทำอะไรเพราะทุกอย่างมี deadline หมด แต่ที่สำคัญคือต้องรู้ว่า customer is the king ต้องรู้ว่า end-user ต้องการอะไร แล้วเราก็ไปหาตรงนั้นมาแล้วเราก็มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ นี่คือฝั่งภายนอก ฝั่งภายในก็เหมือนกันการที่เราจะทำอะไรก็ต้องมีคนช่วยเราอย่างที่บอกว่า networking มันสำคัญ เราไม่สามารถทำทุกอย่างทั้งองค์กรได้ เพราะฉะนั้นคนที่เก่งด้านใดด้านนึงก็ทำไป การทำ business plan ก็เหมือนเป็นบริษัทบริษัทนึง ทุกอย่างต้อง synergy กันตั้งแต่ข้างล่างขึ้นข้างบนและข้างบนลงล่าง business plan ก็เหมือนธุรกิจจริง คุณสร้างขึ้นมาก็ต้องมี structure มี strategy ที่แน่นอน มี objective มี tactics ในการทำ มี function ต่างๆ function หลักๆเช่น sales จะทำยังไงให้ขายได้ การตลาดคุณจะทำยังไงให้โปรโมตช่วย sales มี operation ที่ต้อง lean ต้อง forecast ให้ดี ทางด้านการเงินต้องการเงินลงทุน ต้องดูสภาพคล่อง R&D ก็ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆเพื่อมาตอบสนองความต้องการของตลาด”
ขอความเห็นเรื่องการศึกษาและการทำงาน
“อยากจะบอกว่าการทำงานมันไม่ใช่ theory ที่เรียนในหนังสือ สิ่งสำคัญกว่าคือคุณหยิบอะไรในการศึกษามาใช้ในการทำงานได้ เอาอะไรมา apply ได้บ้าง สำคัญที่สุดคือเลือกสายงานให้เหมาะกับตัวเอง”
SAMRET Comments
ต้องบอกก่อนว่าน่ายินดีมากที่ทางภาครัฐได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆเพื่อยกระดับการเกษตรได้ และกลุ่มคุณกริชก็ได้ไปนำผลิตภัณฑ์ GrowShield นี้มาวางแผน business plan ต่อยอดได้อย่างยอดเยี่ยม ผมเชื่อว่าทุกๆคนควรหันมาให้ความสำคัญกับธุรกิจเกษตรกรรมในเมืองไทยให้มากขึ้นเพราะภาคการเกษตรมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคน โดยเกษตรกรรมสมัยใหม่นั้น มิใช่แค่การทำสวนให้ใหญ่ขึ้น ทำนามากขึ้น เราควรหันมาให้ความสำคัญในการพัฒนาผลผลิตให้เกษตรกรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในปัจจุบัน เทคโนโลยีใหม่ๆเช่นนาโนเทคโนโลยีกำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปโฉมการทำการเกษตรให้ดียิ่งขึ้น โดย GrowShield นั้น นอกจากจะทำให้ผลผลิตมากขึ้นในการทำสวนมะม่วงเท่าเดิม ยังทำให้คุณภาพของผลผลิตมีมาตรฐานสูง และที่สำคัญยังไม่เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมเพราะ GrowShield สามารถนำกลับมาใช้ได้หลายครั้งและสามารถทำลายได้ด้วยการฝังดิน
ใน business plan นั้นครอบคลุมทุกด้านตามมาตรฐาน MIM มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จริงๆ เราคงต้องติดตามดูว่ามะม่วงตามตลาดตาม supermarket บ้านเรานั้นจะได้อานิสงค์จาก GrowShield บ้างรึเปล่า เพราะคนไทยก็คงอยากลิ้มลองมะม่วงน้ำดอกไม้ลูกใหญ่ๆ ผิวสวยๆ หวานเปรี้ยวกลมกล่อมดูบ้าง! แต่จะเป็นการดีถ้า business plan นี้มุ่งเป้าไปยังการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อผลไม้ชนิดอื่นเพราะคงมีชาวสวนผลไม้อื่นๆอีกมากมายที่ประสบปัญหาคุณภาพของผลผลิตเหมือนชาวสวนมะม่วง
คุณกริชนั้น นอกจากเป็นนัก IT ไฟแรงและยังมีความรู้รอบด้านไม่เพียงแค่ในเรื่องระบบคอมพิวเตอร์ จากการที่เราได้รับฟังการสัมภาษณ์ดูคงเห็นว่าคุณกริชมีความคิดที่เกินวัยมาก และยังมีความมั่นใจในตัวเองซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานและทำธุรกิจอีกด้วย
ขอให้โชคดีและประสบความ “สำเร็จ” ครับ
ทีมงาน “สำเร็จ”
VN:F [1.6.9_936]
Rating: 10.0/10 (1 vote cast)
Posted on July 15, 2009 by viriya
Xanyouth: enable the impossible
by Promsit Mingsittichai
เรื่อง/ภาพ: วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์
download (เพื่อการอ่านและการศึกษาเนื้อหาที่ดีกว่า)
“ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงเศรษฐกิจขาลง อุตสาหกรรม Skincare นี่แทบจะไม่ลงเลย เพราะอะไร เพราะผู้หญิงแคร์เรื่องความสวยความงาม ไม่ว่ายากดีมีจนยังไงก็ต้องใช้”

วันนี้เราได้โอกาสไปสัมภาษณ์คุณพร้อมสิทธิ์ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มจัดทำ Business Plan เพื่อไปแข่งขันใน Asia Moot Corp ซึ่งเป็นการแข่งขัดนานาชาติเพื่อนำผู้ที่ได้ที่หนึ่งและที่สองไปแข่งรอบระดับโลก Global Moot Corp คุณพร้อมสิทธิ์กับทีม ได้จัดทำ Business Plan นี้ในขณะที่ศึกษาระดับปริญญาโทด้านการตลาดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
โปรเจ็คต์นี้เกี่ยวกับสารสกัดจากมังคุดหรือ XanYouth ซึ่งมีหน้าที่ดักจับอนุมูลอิสระในร่างกายเรา กลุ่มคุณพร้อมสิทธิ์ได้ทำโปรเจ็คต์เพื่อนำสารสกัดนี้ไปเป็นส่วนผสมในครีมบำรุงผิวเพื่อลดริ้วรอยและการเหี่ยวย่น เมื่อพูดถึงสารที่ดักจับอนุมูลอิสระนั้น เราจะนึกถึงวิตามินต่างๆ เช่นวิตามินซี หรือ อี แต่จากการวิจัยนั้น XanYouth มีประสิทธิภาพมากกว่าวิตามินซี ถึงเกือบ 3 เท่าและยังออกฤทธิ์นานถึง 12 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับวิตามินซีที่ออกฤทธิ์เพียงชั่วโมงเดียว! ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษที่อ่านอยู่คงเกิดความสนใจในผลิตภัณฑ์นี้ไม่น้อยทีเดียว คุณพร้อมสิทธิ์จะมาเล่าเบื้องลึกเบื้องหลังโปรเจ็คต์นี้ ผมเชื่อว่าสาวๆทุกคนคงจะอดใจรอไม่ไหวกับไอเดียยอดเยี่ยมขนาดนี้!
เบื้องหลัง Background
คุณพร้อมสิทธิ์บอกว่า “จะเล่าให้ฟังก่อนว่าเริ่มโปรเจ็คต์นี้มาได้จากตอนที่เรียน MIM (Masters in Marketing มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ซึ่งตอนปีที่สองจะมีการทำโปรเจ็คต์ โดยใช้เวลาประมาณ 8-9 เดือน ถ้าเป็นกลุ่มที่ไปแข่งจะต้องใช้เวลารวม 12 เดือน ในโปรเจ็คต์นี้เราต้องหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่ยังไม่มีในตลาด และสุดท้ายหลังจากการพรีเซนท์และสัมภาษณ์แล้วทางมหาวิทยาลัยก็จะเลือกทีมนึงขึ้นมา เพื่อให้เป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยไปแข่ง ใน Asia Moot Corp และ Global Moot Corp ซึ่งเป็นการแข่ง Business Plan ซึ่งมีขึ้นทุกปี”
เริ่มโปรเจ็คต์นี้ได้อย่างไร
“พอหลังจากการฟอร์มทีมขึ้นมา เราก็เริ่มหาผลิตภัณฑ์กัน ซึ่งตอนแรกก็ยังหาไม่ได้ ใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือนกว่าจะลงตัวจริงๆ ที่หาได้ก็เพราะตอนที่ไปหาอาจารย์ที่จุฬาซึ่งท่านก็ทำหน้ากากกัน TB (วัณโรค) ซึ่งใช้สาร Xanthone ผสมในผ้าทอ ซึ่งสารนี้สามารถฆ่าแบคทีเรียได้เลย แล้วเราก็นำมาคิดกัน แต่ตลาด Medical เราเห็นว่าเป็นตลาดที่เข้าไปได้ยาก ขนาดของตลาดจะใหญ่แค่สำหรับผู้เล่นหลักที่อยู่มานานแล้ว เราก็เลยกลับมาคิดกันว่าเราสามารถจะทำอย่างไรกับมันได้บ้างนะ ซึ่งเราก็มองหาตลาดที่ใหญ่และมีอัตราการเติบโตสูง และตลาดนั้นต้องมีเพน (ปัญหา) จริงๆซึ่งเราสามารถเป็นทางออกให้เค้าได้ เราก็เลยเริ่มศึกษาสาร Xanthone ที่มีอยู่ในเปลือกมังคุด เราเลยได้รู้ว่าจริงๆแล้ว สาร Xanthone ในเปลือกมังคุดเนี่ย มีการรีเซิร์ช (วิจัย) มาเยอะมาก เราก็เลยพบเจอว่าสาร Xanthone สามารถนำมาได้หลายอย่าง และใส่ในผลิตภัณฑ์ได้หลายตัว มันไม่ควรจะจบที่หน้ากากเพียงอย่างเดียวนะ แล้วเราก็พบเจอว่าสารสกัดจากเปลือกมังคุดอยู่ในเครื่องดื่มสุขภาพซึ่งสามารถขายได้ สามพันล้านเหรียญสหรัฐในปีแรก! พอดีเพื่อนในกลุ่มทำงานอยู่ในบริษัท Unilever และ P&G ก็เลยไปรีเซิร์ชกันจนพบตลาด Skincare และก็เลยทราบอีกว่า Xanthone ไม่ได้เป็นแค่เพียง anti-bacterial แต่มันเป็น anti-oxidant ด้วย คือมันดีนะ”
คุณพร้อมสิทธิ์กับกลุ่มจึงได้พบกับอาจารย์สุนิต สุขสำราญ จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรจน์ประสานมิตร ซึ่งเป็นดอกเตอร์ที่ศึกษาเรื่องสารสกัดจากเปลือกมังคุดมากว่า 20 ปีแล้ว
และในทีมมาสมาชิกที่มาจากบริษัทเช่น Unilever และ P&G ซึ่งมีความชำนาญมาก ทำให้ทราบว่า antioxidant มีความสำคัญกับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณมาก
อะไรคือ XanYouth
“XanYouth เป็น active ingredient ที่ใช้บำรุงผิว จะเล่าให้ฟังก่อนว่าในโลกนี้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ antioxidant นี้มีมูลค่ารวมถึง 143,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แล้วเค้าบอกว่าในครีม (บำรุงผิว) ที่สำคัญที่สุดคือ antioxidant หรือก็คือตัว active ingredient เนี่ยเพราะตัวนี้จะเป็นตัวที่ออกฤทธิ์ในการช่วยทุกๆอย่าง คือเป็นคีย์เลย คือไม่ว่าเค้าจะออกมาโฆษณาอะไร ทำอะไร จะใช้ได้จริงมั้ย มาบอกเบเนฟิต (คุณประโยชน์) ให้ลูกค้าก็คือตัว active ingredient นี่แหละ ตอนนี้ในตลาด ที่ดีที่สุดที่เป็น antioxidant นี่ชื่อ Idebenone ในเรื่องของ anti-aging (ลบริ้วรอย) นะ”
ผลการวิจัยและการทดลองแสดงให้เห็นว่า XanYouth มีความสามารถในการจับเกาะอนุมูลอิสระได้ถึง 95% ซึ่งมากกว่าสาร antioxidant ตัวอื่นๆ สามารถผสมกับสารละลายอะไรก็ได้ และยังสามารถลดค่าใช้จ่ายสาร antioxidant ให้ผู้ผลิตได้ถึง 80%!
…

SAMRET FACTORS
Situation: ปัญหาในตลาด
อุตสาหกรรม Skincare มีแบ๊คกราวนด์อย่างไร?
“คืออุตสาหกรรม Skincare มี growth ตลอดเวลาอยู่แล้ว โดยวิตามินซีเป็นตัวที่อยู่มานานอยู่แล้ว เป็นตัวที่ดังที่สุด แล้วปกติที่เค้าใช้วิตามินซี เพราะเค้ายังไม่สามารถหาสารตัวอื่นเข้ามาทดแทนได้ เราเลยเริ่มจากจุดนี้ว่า เนี่ย เราจะไปแก้ปัญหานี้ให้เค้า เค้าต้องการสิ่งใหม่ๆ แต่เค้าไม่มีทางเลือก”
ปัญหาในตลาดนี้คืออะไร?
“เค้าหา active ingredient อย่างนี้มาตลอดเวลา แต่มันไม่มีตัวไหนมาเสริมได้เท่ากับตัวนี้ มันมีตัวที่ใกล้เคียงกับตัวนี้ แต่ติดเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูง”
ปัญหานี้ใหญ่มั้ย?
“ใหญ่ เอางี้ ตอนนั้นที่ Oil of Olay ออกผลิตภัณฑ์ anti-aging (ป้องกันและลบริ้วรอย) ที่ต่างประเทศ แค่ไม่กี่ปีก็ถึงพันล้านเหรียญ แค่ใส่ active ingredient ตัวใหม่เข้าไปนะ นี่คือ market opportunity ไง ถ้าเรายึดถูกก็คือไปเลย คือมันบินเลย เพราะฉะนั้นปัญหาและโอกาสมันชัดมากอยู่แล้ว มีตัวอย่างให้เห็นในอดีตแล้ว”
Answer: คำตอบของปัญหานั้น
แล้ว XanYouth จะแก้ปัญหาให้ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ Skincare ได้อย่างไร?
“ธรรมชาติของอุตสาหกรรมนี้คือการเคลม ทุกคนพยายามทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองเคลมได้ว่าได้ผลดีกว่า สิ่งที่ทำให้เค้าเคลมได้ ก็คือตัว active ingredient เอง แล้วเค้าสามารถเคลมได้จริงๆว่ามีสารตัวนี้ (XanYouth) อยู่ที่ทำให้ end user ดีขึ้น แล้ว XanYouth ทำให้ผู้ผลิต ตัดค่าใช้จ่ายตัวเอง และเคลมได้ว่ามันดีจริง แล้วก็ผสมกับอะไรก็ได้ ทำให้ง่ายต่อการผลิต”
end users จะได้อะไร?
“เค้าก็จะได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น คือทุกวันนี้คนไม่รู้เลยว่าวิตามินซี ทาไปหนึ่งชัวโมงก็หายไปแล้ว”
การผลิต XanYouth ทำอย่างไร?
“Xanthones (สารสกัดจากมังคุดก่อนจะเป็น XanYouth) นี่จริงๆแล้วทั่วโลกสกัดได้มั้ย? สกัดได้อยู่แล้ว แต่ข้อที่หนึ่งคือเราสกัดได้ปริมาณมากกว่า มันทำให้เราสามารถขายในราคาที่ต่ำกว่าและเรามีแก๊ป (gap) มาก คือต่างกว่าถึง 4 เท่า คือค่าต้นทุนเท่ากัน เค้าสกัดได้ร้อยนึง เราสกัดได้สี่ร้อย แล้วข้อที่สอง เราก็เอาตัว Xanthone มาโมดิฟายด์โครงสร้างของมันให้เกิดเป็น XanYouth ขั้นตอนการโมดิฟายด์โครงสร้างของมันก็มาจากงานวิจัยของดอกเตอร์สุนิต ซึ่งก็จดสิทธิบัตรไปแล้ว”
Market & Marketing: ตลาดและการตลาด
ตลาดที่จะรุกเข้าไปแบ่งเป็นอย่างไรบ้าง?
“เราแบ่งตลาดออกเป็นได้ 4 แบบ มี skincare (ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว), medicated skincare (ยา), food and supplement (วิตามินและอาหารเสริม) และ industrial (ล้อรถ, ยาง, มือถือ)”
พฤติกรรมของลูกค้า B2B ประเภทที่บอกมาเป็นอย่างไรบ้าง?
“คือจริงๆยังไม่ได้เข้ากลุ่มอื่น เราโฟกัสกลุ่มแรกซึ่งก็คือ Skincare ซึ่งอุตสาหกรรมกำลังโต และ เอเซียเป็นศูนย์กลาง มีส่วนแบ่งตลาดมากกว่าครึ่งโลก แล้วสามประเทศคือจีน ญี่ปุ่น ไทย ก็กวาดไปแล้วหนึ่งในสามของโลก ตัวอย่างของลูกค้าก็เช่น P&G ซึ่งแต่ละบริษัทก็มีผลิตภัณฑ์เยอะ แต่เราไม่จำเป็นต้องเข้าทุกตัว ขึ้นอยู่กับผู้ผลิต”
แล้วเราจะเข้าถึงเค้าได้อย่างไร?
“จะเป็นแบบไดเรกต์ ซึ่ง contact point ในการขายมันน้อยมาก ถึงแม้ revenue มันสูงมากแต่ใช้คนขายไม่เยอะ กระบวนการก็ไม่ยาว เพราะอย่าง P&G บริษัทเดียวก็แตกไปหลายแบรนด์ เราหา contact point ได้หนึ่งคนก็จะไปต่อได้หลายแบรนด์ แล้วทุกอย่างก็สั้น รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยก็ 2-6เดือน”
คิดถึง Pull marketing เข้าหา end user บ้างมั้ย
“คือธรรมชาติของ Skincare นะ เท่าที่เห็นคนที่เป็นผู้ผลิตจะเป็นคนนำให้ลูกค้าเข้ามาซื้อ ลูกค้าของเรา (ผู้ผลิต) ก็จะ pull อยู่แล้ว”
Rivalry & Risk: คู่แข่งและความเสี่ยง
คู่แข่งของ XanYouth คือใคร?
“มี วิตามินซี วิตามินอี Idebenone คำว่า antioxidant เนี่ยต้องมีเงื่อนไขที่เราต้องวัดมัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เปอร์เซ็นต์ Inhibition rate ซึ่งก็คือความสามารถในการป้องกันอนุมูลอิสระ ในตลาดก็จะมีพวกวิตามินซี วิตามินอี คิวเท็น (Q10) ที่เป็นเจ้าตลาดในตอนนี้ก็คือวิตามินซี แต่คนจะไม่รู้ว่าจริงๆแล้ววิตามินซีมี Inhibition rate แค่ 35% ในขณะที่ XanYouth และ Xanthone (สารสกัดก่อนเป็น XanYouth) มี 95% ที่เราต้องวัดตัวที่สองคือ Potency ก็คือความเข้มข้นของการนำไปใช้ที่จะให้ถึง Inhibition rate อย่างวิตามินซีก็ต้องใช้จำนวนมากถึงจะได้ถึง Inhibition rate เท่า XanYouth ตัวอื่นที่ต้องวัดก็คือความสามารถในการละลาย ระยะเวลาออกฤทธิ์ และราคา อย่างวิตามินซีออกฤทธิ์แค่หนึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นก็จะหมดฤทธิ์เลย แต่ XanYouth ออกฤทธิ์นาน 12 ชั่วโมง ส่วน Idebenone (Q10) นี่ถึงแม้จะใช้ปริมาณน้อยกว่าวิตามินซีจริง และมี inhibition rate 95% แต่ละลายได้แค่ในน้ำมัน ทำให้ใช้ได้จำกัด ส่วน Xanthone ในตลาดเค้าอยากใช้แน่นอนเพราะมี inhibition rate (อัตราการป้องกันอนุมูลอิสระ) 95% แต่ติดเรื่องราคาต้นทุน แต่ด้วยกระบวนการที่เราทำ XanYouth เนี่ย เราลดค่าใช้จ่ายเค้าลงมาได้ ตอนนี้ XanYouth เป็นสารที่ดีที่สุดในตลาด“
โปรเจ็คต์นี้มีความเสี่ยงบ้างมั้ย?
“อุตสาหกรรมนี้มีความเปลี่ยนแปลงสูงมาก คือคนจะหา active ingredient ใหม่มาอยู่ตลอดเวลา ถามว่าวันนี้จะมีอะไรมาแทนตัวนี้มั้ย? คำตอบคือมีสิทธิ์อยู่แล้ว ที่เราจะป้องกันตัวเองได้คือดอกเตอร์สุนิตที่เราร่วมมือกันอยู่นี้ ทำวิจัยมานานมากแล้ว แล้ว XanYouth นี่ก็เป็นแค่ผลิตภัณฑ์ตัวนึงจากทั้งหมดที่ยังวิจัยอยู่ ซึ่งทั้งหมดมีเยอะมาก บางตัวจดสิทธิบัตรไปแล้ว บางตัวยัง”
มีความเสี่ยงด้านการเงินบ้างมั้ย?
“โปรเจ็คต์นี้ก็มี fixed cost สูง แต่ต้นทุนการผลิตต่ำมาก และเราตั้งเป้าหมาย margin ที่ไม่น้อยซึ่งไม่น่าจะเป็นปัญหา ถ้าจะมีความเสี่ยงก็คือเรื่องเครดิต เพราะบริษัทใหญ่ๆเครดิตหลายเดือน”
Expectation: ความคาดหวัง
ตั้งเป้าหมายไว้อย่างไรบ้าง?
“เรามีการตั้ง financial projection ไว้ประมาณ 170 กว่าล้านเหรียญในห้าปี นี่เป็นเคสที่เราสามารถดีลกับลูกค้าที่ตั้งไว้ทุกรายได้”
มีการตั้งเป้าหมายอื่นมั้ย? อย่างเช่นพฤติกรรมของ end user?
“ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตว่าจะนำเทรนด์ไปทางไหน แต่เราก็มีการทำเทสต์ทุกอย่างแล้วว่ามันดีจริง แต่ตอนนี้ end user ยังไม่รู้กัน”
Team & Timeline: ทีมงานและระยะเวลา
ในทีมมีใครบ้าง??
“ทีมที่ทำกันมี 5 คน มีคนนึงทำอยู่ P&G มานานมาก มีประสบการณ์ด้าน cosmetics โดยตรง มีอีกคนอยู่ Unilever ซึ่งก็รู้อุตสาหกรรมนี้มาก แล้ว connection ส่วนใหญ่ก็มาจากสมาชิกในกลุ่มนี้”
ถ้าเปิดโรงงานผลิตจริง ต้องใช้คนเยอะมั้ย?
“ไม่เยอะ จะมีนักวิทยาศาสตร์คุม และจะมีแรงงาน แต่ไม่เยอะเพราะปีนึงใช้แค่ 8-9 ตัน และกระบวนการผลิตรอบนึงก็แค่ 2-4 สัปดาห์”
มี Timeline อย่างไรบ้าง?
“เราจะคุยกับนักลงทุน ทุกอย่างเป็น Timeline เราต้องทำตาม Milestone เมื่อเราถึงจุดนึงก็จะขอเงินลงทุนเพิ่มจุดนั้น ตาม Timeline เนี่ยเราพร้อมที่จะทำแล้วเพราะเรามีตัวอย่างแล้ว โรงงานใช้เวลาประมาณครึ่งปีในการสร้าง”
…

SAMRET COMMENTS
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับ Business Plan ของคุณพร้อมสิทธิ์และกลุ่ม ไม่น่าแปลกใจเลยใช่มั้ยว่า Business Plan นี้จะได้เข้าแข่งขัน Asia Moot Corp และได้ที่สองมา
สำหรับ XanYouth นี้เป็นโปรเจ็คต์ที่มีเนื้อหาแน่นมาก และต้องยอมรับความลึกและกว้างของการทำ research จริงๆ ข้อมูลที่ได้มาสามารถตอบโจทย์ความต้องการในตลาดได้เป็นอย่างดี มีกระบวนการคิดที่ครอบคลุมทุกด้าน
ด้านสัมภาษณ์ตาม factors ของเรานั้น คุณพร้อมสิทธิ์อธิบายได้เป็นอย่างยอดเยี่ยม นอกจากนี้ยังมีการจดสิทธิบัตรโมเลกุล XanYouth อีก เพียบพร้อมจริงๆ
เราคงต้องรอดูต่อไปว่าโปรเจ็คต์นี้จะเริ่มการขายแก่ผู้ผลิตเมื่อไหร่ และผลิตภัณฑ์ที่ได้จะหน้าตาและประสิทธิภาพเป็นอย่างไร โดยส่วนตัวผมยังเห็นว่าโปรเจ็คต์นี้ยังสามารถต่อยอดต่อไปได้ถ้ามองข้ามช็อตไปเน้นกลุ่มผู้บริโภค end user เพราะกลุ่มนี้ถึงแม้ไม่มีผลได้ผลเสียโดยตรงต่อผู้ผลิตวัตถุดิบ แต่เป็นกลุ่มที่ดีที่สุดในการสื่อสารให้กับ end user คนอื่นๆ ถ้าจะมองตัวอย่าง classic ก็คงต้องยก “Intel Inside” มาเทียบเคียงได้ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า B2C และ B2B ไม่ไกลกันอย่างที่คิด โดยเฉพาะเมื่อเรามีเทคโนโลยีการสื่อสารและอินเตอร์เน็ตที่ก้าวหน้ามาจนถึงปัจจุบัน การติดต่อสื่อสารกับกลุ่มผู้บริโภคจำนวนมาก ไม่ใช่เรื่องยากอีกแล้ว
ส่วนคุณพร้อมสิทธิ์ เป็นคนที่มีไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ มีความคิดสร้างสรรค์แบบนักการตลาด และยังมีกระบวนการคิดที่เป็นระบบสมกับที่จบวิศวกรรมศาสตร์มา!
ขอให้โชคดี และ ประสบความ “สำเร็จ” ครับ
ทีมงาน “สำเร็จ”
VN:F [1.6.9_936]
Rating: 0.0/10 (0 votes cast)