Archive for the Mentor Category

Kalin Sarasin

Posted on October 9, 2009 by viriyaNo Comments

คุณกลินท์ สารสิน

Managing Director, SCT. Co., Ltd.

สามารถอ่านเป็น file pdf ได้ที่นี่

Samret-Kalin_Page_1Samret-Kalin_Page_2Samret-Kalin_Page_3Samret-Kalin_Page_4Samret-Kalin_Page_5

การที่เราจะได้เรียนรู้จากผู้ที่ประสบความสำเร็จนั้น จะเป็นแนวทางที่จะให้เราพัฒนาตนเองต่อไป วันนี้ ทีมงาน “สำเร็จ” ได้รับเกียรติอย่างสูงที่จะมาสัมภาษณ์ คุณกลินท์ สารสิน กรรมการผู้จัดการบริษัท ค้าสากลซิเมนต์ไทย หรือ SCT บริษัทที่นับได้ว่าเป็นบริษัทแนวหน้าของเครือ SCG ในการบุกเข้าไปเปิดตลาดในประเทศต่างๆทั่วโลก คุณกลินท์ จะมาเล่าให้พวกเราฟังว่า เด็กสมัยใหม่ต้องมีความสามารถอะไร และควรดำเนินชีวิตตัวเองอย่างไรถึงจะเรียกได้ว่าเป็นการใช้ชีวิตอย่างมีอุดมการณ์ นอกจากนี้ คุณกลินท์ยังได้กรุณาเล่าประสบการณ์ชีวิตของตนเอง ทีมงาน “สำเร็จ” หวังว่าหลังจากที่ได้อ่านแล้ว ทุกท่านคงมีแนวทางชีวิตที่ทำให้สังคมไทยดียิ่งขึ้นไป

Kalin1“สำเร็จ”:
คำถามแรกผมอยากถามว่า เด็กรุ่นใหม่ควรจะมีการพัฒนา skill อะไรบ้างเพื่อที่จะพร้อมในการทำงาน

คุณกลินท์:
Skill แรกๆ ที่สำคัญคือ ภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ สำคัญมากๆ รวมทั้ง Skill ด้านคอมพิวเตอร์ การใช้อินเตอร์เน็ต โปรแกรม Microsoft Office หรือว่าการใช้ Spreadsheet รวมทั้งต้องรู้วิธีการค้นหาข้อมูล การSearch google ต้องทำให้เป็น แต่ที่สำคัญที่สุดคือต้องสื่อสารกับคนอื่นรู้เรื่อง ไม่ใช่ทำอะไรเป็นหมด แต่พูดกับคนไม่รู้เรื่อง ที่กล่าวมาทั้งหมด นี่คือ Basic Requirement

“สำเร็จ”:
ผมอยากทราบว่าในอดีตพี่เปา (คุณกลินท์) พัฒนา Skill เหล่านี้ได้อย่างไร

คุณกลินท์:
ที่สำคัญคือ ต้องเรียนรู้ ไม่ว่าจะไปอยู่จุดไหน พอพี่เข้าไปในองค์กรแต่ละแห่ง พี่ก็จะต้องเรียนรู้ว่า เค้าทำอะไร เค้าสอนอะไร เราต้องเรียนรู้อะไรบ้าง เรามี skill เท่านี้ ทำอะไรได้บ้าง ตำแหน่งงานแรกของพี่คือ ตำแหน่งนักการตลาดฝึกหัดหรือ marketing trainee แรกๆ พี่พิมพ์ภาษาไทยไม่เป็น พอมีเลขาก็บอกเค้าพิมพ์ให้หน่อย พิมพ์ไม่เป็น แต่ตอนหลังมา พี่ก็หัดเรียนรู้วิธีการพิมพ์ภาษาไทย แล้วก็เริ่มพิมพ์ภาษาไทย ตอนนั้น PowerPoint ก็ไม่มี พี่ใช้วิธีตัดแปะ แล้ว ซีร็อก ตอนนั้นมีโปรแกรมอะไรไม่รู้ใช้ยากมาก กว่าจะทำภาพออกมาได้ ต้อง Print ภาพออกมาแล้วตัดแปะ ตัดแปะคือตัดแปะจริงๆนะ ตัดภาพภาพลงในกระดาษ A4 เนี่ย แล้วก็เอาเทปใสแปะ เสร็จแล้วก็ซีร็อกเป็นแผ่นธรรมดาก่อน แล้วถ่ายลงแผ่นใสอีกที เราต้องเรียนรู้ skill พวกนี้และก็ต้องพยายามพัฒนา skill ของตัวเองด้วย ต้องเรียนรู้ว่าตอนนี้ เค้ามีอะไรบ้าง ยกตัวอย่างเมื่อก่อนเนี่ย PowerPoint ไม่มี พอตอนนี้มี PowerPoint พี่ก็ต้องเรียนรู้ว่า PowerPoint ใช้อย่างไร เราต้องเรียนรู้ให้รับกับ สถานการณ์ เมื่อก่อน google ก็ไม่มี พี่ก็เรียนรู้เหมือนกัน
การเรียนรู้นี่ ไม่ใช่เรียนรู้จากผู้ใหญ่เท่านั้น พี่เรียนรู้ได้จากคนรอบข้าง กับน้องๆ แม้แต่กับลูก พี่เรียนรู้จากลูกพี่หลายอย่างเลยนะ พี่ให้เค้าสอนเป็นไง เพราะฉะนั้น เราต้อง continue learning ตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าเรียนจบจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยปั๊บ แล้วจบ ไม่ใช่ Basic Skill มีเท่านี้ก็จบ Basic Skill ณ วันนี้กับอีกสิบปีข้างหน้า คนละเรื่องกันแล้ว เพราะฉะนั้นคือ เราต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ให้เร็วที่สุด

“สำเร็จ”:
การเรียนรู้เป็นสิ่งที่สำคัญนะครับ ต่อมา ผมขอถามพี่เปาเรื่องทัศนคตินะครับว่า เด็กสมัยมีควรมีทัศนคติอย่างไรเพื่อให้พร้อมทำงานในองค์กรและเดินไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน

คุณกลินท์:
อันแรกคือเรื่อง willing to learn นะครับ พี่จะสอนน้องๆ ทุกคนว่า ให้ทำตัวเหมือนเป็น น้ำครึ่งแก้ว น้ำครึ่งแก้วก็คือ ไม่ว่าจะเติมเข้าไปเท่าไหร่ก็สามารถซึมซับได้ รับได้ตลอดเวลา ไม่ใช่บางคนที่มี attitude แบบน้ำเต็มแก้ว เติมเข้าไปเท่าไหร่ก็ไม่รับ เพราะว่าตัวเองรู้แล้ว ล้นแล้ว ไม่รับซักอย่าง อันที่สองคือ Can do ทำได้ทุกอย่าง Yes and รับได้ ทำได้ น่าจะเพิ่มนู่นนะ น่าจะเพิ่มนี้นะ ไม่ใช่ Yes But บางคนปั๊บ บอกว่าทำได้ แต่โน่น แต่นี่ มันก็ไม่ได้
ต่อมาก็คือ อย่ายอมแพ้ พี่เป็นนักกีฬาพี่จะถือคตินี้มาตลอดคือ Don’t give up จะยอมแพ้ก็ต่อเมื่อไม่ไหวแล้ว สุดๆ แล้ว ทดลองทุกอย่างแล้ว ถึงยอมแพ้ได้ โอเคไม่เป็นไร เพราะฉะนั้นทัศนคติ 3 อย่าง ที่พี่อยากให้ให้น้องใหม่ๆ ทำคือ can do, willing to learn, และ Don’t give up
การปรับทัศนคติของพี่เองนะ นอกจาก Attitude ที่พี่พูดไปเมื่อสักครู่นี้แล้ว อีกเรื่องคือถ้า
พี่ไม่รู้อะไร พี่ก็จะถามตลอด ก็ไม่รู้นี่ พี่ก็ถาม ไม่ใช่ถามไปถามเพราะอยากลองความรู้คนอื่น พี่ไม่รู้จริงๆ พี่ก็ถาม ไม่กลัวเสียหน้า บางคนไม่กล้าถามเพราะกลัวเสียหน้า พี่ไม่รู้ก็ถามนั่นถามนี่ มันเป็น Life Time Learning แล้วที่สำคัญ เราต้องหัด give and take สำคัญ บางอย่างก็ให้ บางอย่างก็รับ ไม่ใช่ คบกับใครเรารับอย่างเดียว การคบกันต้องมี 2 ทาง พี่เป็นคนที่จะชอบให้มากกว่ารับ

“สำเร็จ”:
ในอดีตพี่เปาเคยเจอจุด Low Point ในการทำงานบ้างไหมครับ แล้ว ณ จุดนั้น พี่เปามีวิธีรับมือกับมันอย่างไร และปรับทัศนคติยังไง

คุณกลินท์:
เรื่อง Bad Time ของพี่ Concept ของพี่ก็คือว่า Dawn After Dark มีหนังเรื่องหนึ่งที่ใช้ชื่อนี้ เคยดูไหม Dawn นี่เป็นตอนเช้า พระอาทิตย์ขึ้น ก่อนที่จะสว่างมันก็มืดก่อนใช่ไหม มืดก่อนแล้วพระอาทิตย์ก็ขึ้น มันเป็นธรรมชาติ มีมืดก็ต้องมีสว่าง ไม่ใช่มืดตลอดเวลา ดังนั้นมันมี light at the end of the tunnel ตลอดเวลา เราก็นำมาคิดได้ว่าทุกอย่างสามารถ Recover ได้หมด เพราะฉะนั้น never give up เวลาทำอะไรแล้วมีปัญหา เราก็ต้องมาดูว่ามันผิดเพราะอะไร เกิดขึ้นเพราะอะไร เราสามารถแก้ไขได้ไหม ถ้าไม่อยากให้มันเกิดขึ้นอีก เราสามารถจะป้องกันอย่างไร บอกคนอื่นต่อได้ไหมเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์นี้เกิดขึ้นอีก มันเป็นการเรียนรู้ที่พี่อยากให้ Share กับทุกคนไว้
เอ่อ….อีกเรื่องก็คือ การทำผิดไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ยิ่งคนทำแยะยิ่งผิดแยะ สำคัญที่ต้องรู้วิธีการแก้ไข ถ้าให้เปรียบก็เหมือนกับทีมฟุตบอล เมื่อก่อน พี่เป็นนักฟุตบอล ตำแหน่ง Striker ซึ่งก็คือ ศูนย์หน้า มีหน้าที่ยิงอย่างเดียว ถ้าเผื่อน้องเลี้ยงลูกมา น้องไม่ยิงเลย มันจะเข้าหรือเปล่า พี่ยิง 10 ลูก อย่างน้อย 1 ลูก 2 ลูก ก็ต้องเข้าใช่ไหม ก็เหมือนกัน คล้ายๆ ถ้าคุณไม่ make mistake เลย คุณก็ไม่ได้เรียนรู้ ไม่เรียนรู้ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เรื่องทำผิดเป็นเรื่องเล็กเลย ฉะนั้นพี่เลยอยากบอกให้ทุกคนเรียนรู้ว่า เราผิดก็ยอมรับ…จบ ไม่ใช่ทำผิด แล้วไปซ่อน กว่าจะ find out มันก็สายไปแล้ว ผิดก็บอกว่าผิด แล้วแก้ไข คิดว่าอย่างไรไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ นะครับ

“สำเร็จ”:
ต่อมา ผมขอถามพี่เปาเรื่องการหางานของเด็กสมัยนี้ เพราะว่าการแข่งขันสูงมาก ยิ่งตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดี หางานก็ยาก อยากให้พี่เปาช่วย Share Tip ว่าเด็กสมัยนี้ควรจะหางานอย่างไร และจะหางานอย่างไรให้เหมาะสมกับตัวเขา

คุณกลินท์:
เรื่องหนึ่งที่พี่อยากแนะนำคือ แต่ละคนต้องมี vision ของตัวเอง ในอนาคตเราจะเป็นอย่างไร อยากจะเป็น businessman business woman หรือเปล่า หรือว่าเป็นนักการเมือง เป็นอะไรก็ได้ แต่ต้องมีเป้าหมายสักอย่าง
จากนั้นเสร็จปั๊บ ต้องรู้ว่าจะทำอย่างไรให้สมหวัง อย่างน้อยต้องมีคร่าวๆว่า เราต้องทำยังไง ต้องเรียนรู้อะไรบ้าง ต้องอบรมอะไรบ้าง เราต้องทำตัวอย่างไรให้ Achieve จุดๆ นั้น และที่สำคัญคือ เราต้องเรียนรู้จากตัวเองไม่ใช่ให้คนอื่นบอก เฮ้ย!! คุณต้องเป็นนั่น คุณต้องเป็นนี่ พี่เคยเจอมาหลายคนแล้ว คนที่ต้องทำตามสิ่งที่คนอื่นบอก ตอนหลังก็บอกกับผมว่า เค้าไม่ Happy สำคัญเราต้องรู้ว่าตัวเองเป็นไง เราต้องค้นหาตัวเองให้เจอก่อน

“สำเร็จ”:
พี่เปาพอจะสามารถ Share Vision ให้ฟังได้ไหมครับ

คุณกลินท์:
ของพี่ก็คือ เมื่อก่อนต้อง Be yourself ซึ่งมีความสำคัญ เราต้องเป็นตัวของตัวเอง พี่ทำอย่างไร ก็คือ Look long term มองในระยะยาว มองภาพรวมใหญ่ๆ พี่ค่อนข้างมีอุดมการณ์พอสมควร พี่มองว่า เรามีโอกาสได้ไปเรียนเมืองนอก ถ้ากลับมาเมืองไทย แล้วพี่จะทำอะไรเพื่อตอบแทนประเทศ จะตอบแทนต่อบ้านเกิดเมืองนอนอย่างไร จะตอบแทนครอบครัวที่สร้างตัวเรามา ซึ่งเป็นจุดหลักของพี่ ที่จะตอบแทนสังคมได้
พี่ก็เลยมาอยู่บริษัทนี้ ซึ่งเป็นบริษัทที่น่าเชื่อถือ และก็คุณชวดพี่ก็เป็น founder ของบริษัทนี้คนที่ไม่รู้ก็มาบอกว่า คนนี้ (คุณกลินท์) จะเป็นคนออกคนแรกเลย แต่เขาไม่เคยศึกษาประวัติศาสตร์ของพี่มาก่อนว่า ครอบครัวพี่มีที่มาอย่างไร คุณชวดของพี่ มีมิชชั่นนารีหรือ คนสอนศาสนาส่งไปเรียนอเมริกา ท่านจบมาทางด้าน Western Medicine จาก Columbia ถือได้ว่าท่านเป็นหมอคนแรกที่จบจากอเมริกา พอท่านกลับมาเมืองไทยก็เข้าทำงานเป็นหมอทหาร ตอนนั้นคนก็นับหน้าถือตาแยะ เพราะท่านได้รักษาคนแยะ ท่านก็ได้เงินทองมากมาย ต่อมาได้รับใช้พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 พอคุณชวดพี่ ท่านมีเงินแยะ ท่านก็คิดว่าทำไงดี ท่านอยากตอบแทนสังคม แรกๆท่านก็ไปสร้างโบสถ์สัมพันธวงศ์ ไปซื้อที่ดินทำสุสานให้ฝรั่ง แถวสีลม มีหลายที่เลย ชวดพี่จะซื้อที่ดินแล้วก็บริจาคให้มิชชั่นนารีฝังศพชาวคริสเตียน และก็มีที่ดินแถวสีลมอีก 1ไร่อยู่ติดถนน ตอนนี้ท่านก็นอนที่นั่น
นอกจากนั้น ท่านก็ไปสร้าง ร.ร.กรุงเทพคริสเตียน ท่านซื้อที่ดินแล้วสร้างโรงเรียนนี้ให้ พูดง่ายๆ คือสมัยนั้น ท่านก็ได้ตอบแทนสังคม
วันหนึ่งพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ท่านก็ทรงมีพระราชดำรัสกับคุณชวดพี่ว่า อยากสร้างแบงค์ คุณชวดพี่ก็สร้างทีมขึ้น แล้วสนองพระราชดำรัสพระองค์ สร้างแบงค์เสร็จ คุณชวดท่านเป็นประธานคนแรกของธนาคารไทยพาณิชย์ พอทำธนาคารเสร็จ สามสี่เดือนต่อมา พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ท่านก็ทรงมีพระราชดำรัสมาอีกว่า “ฉันอยากจะทำโรงงานปูนซีเมนซ์” คุณชวดพี่ก็เลยทำโรงงานปูนซีเมนต์ขึ้นมา ก็คือที่นี่ แล้วพี่ก็มา Fulfill Dreamของคุณชวดพี่ต่อมา นี่ก็เป็น Background ของพี่ เป็นความผูกพันที่ ไม่มีใครรู้ บางคนไม่ได้ทำงานเพื่อเงินเท่านั้น บางคนทำเพื่อความมันส์ บางคนทำเพื่ออุดมการณ์ ซึ่ง Idea ของพี่ก็คือ พี่จะทำอะไรก็ตามที่สร้างประโยชน์ต่อสังคมให้ได้มากที่สุด ไม่ทำงาน ได้เงิน จบ แล้วกลับบ้านไม่ใช่ เรามีโอกาสตอบแทนสังคมได้ด้วย มันก็จะดีเข้าไปใหญ่ อย่างน้อยมันก็ทำให้สังคม ทำให้ประเทศไทย ประเทศที่เราอยู่ดีขึ้นไม่ว่ามากหรือน้อยก็ตาม บางคนถามพี่ว่า เฮ้ย!! จะเป็นนักการเมืองเหรอ พี่ก็บอกว่าไม่ใช่ ไม่ได้สนใจ พี่เป็นอะไรก็ได้ที่ทำให้สังคมดีขึ้น นี่คือ Idea ที่พี่จะสอนลูกๆ ของพี่ และน้องๆ ไม่ใช่ทำงานได้เงิน ประเทศ สังคม เป็นอย่างไร ไม่สน

“สำเร็จ”:
สมัยนี้ มีการแข่งขันเพื่อเข้ามาทำงานสูงมาก โดยเฉพาะบริษัทชั้นนำอย่างปูนซิเมนต์ไทย อยากให้พี่แนะนำว่าบริษัทอย่าง SCT (ค้าสากลซิเมนต์ไทย) นั้นต้องการคนแบบไหน

คุณกลินท์:
ในการสอบสัมภาษณ์นี่ ทุกบริษัทต่างต้องการคนที่ Trustworthy (ความน่าเชื่อถือ) Reliability (ความน่าไว้วางใจ) Mature (ความเป็นผู้ใหญ่) และ Dependable (พึ่งพาได้) พี่จะเลือกคนที่สามารถมาแทนพี่สักวันได้ ไม่ใช่เรารับมาส่งๆ ไม่ใช่ เรารับคนมาเราก็คิดว่า สักวันคนเหล่านั้นก็ต้องมาแทนเรา คนก็มีเวลาโตขึ้น แก่ และก็ตายไป

“สำเร็จ”:
นอกจากรับผิดชอบต่อสังคมอย่างที่พี่เปาพูดถึงแล้ว เด็กใหม่ควรมีความรับผิดชอบอะไร เมื่อบริษัทรับเข้ามาทำงานแล้ว ผมขอให้พี่เปาช่วยแนะนำว่าเค้าควรมี Work Ethic อะไรในการทำงาน

คุณกลินท์:
ที่พี่อยากจะบอกก็คือ ความรับผิดชอบสำคัญ ไอเดียของพี่คือว่า ชีวิตของคนเราค่อนข้างสั้น เราทุกคนมีเวลาจำกัด เวลาที่เราสามารถทำอะไรที่ดีต่อสังคมได้ ให้รีบทำ อย่าไปคอย มันแต่รอก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ทำได้ทำเลย
และก็….อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่อง Find out yourself, Don’t let other people find out yourself
ต้องรู้ตัวเองเป็นไง แล้วเราอยากทำอะไรบ้าง จากนั้นก็ลงมือทำเลย
อีกเรื่องนึงก็คือ การทำงานต่างๆ สิ่งสำคัญคือ เราชอบสิ่งที่ทำอยู่ไหม ไม่ใช่ไปตรากตรำทำงานที่ตัวเองไม่ชอบ ก็ทำให้ไม่มีความสุข แล้วมันจะเกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา ต้องทำสิ่งที่ตัวเองชอบ
Work Ethic ที่ควรยึดคือ work smart ไม่ใช่ work hard อย่างเดียว และก็ work as hard as you can และก็ทำไงให้ได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน จาก suppliersก็ดี จาก customers ก็ดี หรือว่าเจ้านายก็ดี นี่เป็นเรื่องสำคัญ และพี่ก็อยากจะฝากเรื่อง Work Life Balance สำคัญ ไม่ว่าจะครอบครัว การงาน และเรื่องส่วนตัว มันต้อง Balance กัน ไม่ใช่วันๆ ทำแต่งานอย่างเดียว ทางบ้านเป็นอย่างไรไม่สนใจ หรือไม่มีเวลาให้ตัวเอง เราต้องแบ่งเวลาให้ดีให้ Balance ทั้งเรื่องการงาน ครอบครัวและตัวเอง

“สำเร็จ”:

Kalin2

เรื่องต่อไปที่จะขอถามพี่เปาคือเรื่องการศึกษา พี่เปาคิดว่าตอนนี้สาขาการเรียนไหน ที่น่าจะมาแรง และน่าจะมีความสำคัญในอนาคต ไม่ว่าจะระดับปริญญาตรีและปริญญาโท

คุณกลินท์:

ตอนนี้พี่กำลังมามองว่า Degree ไม่ว่าจะตรี หรือโท ไม่แตกต่างกันมากนัก พี่ว่าอยู่ที่ตัวคน อยู่ที่การเรียนรู้ของคนๆ นั้นมากกว่า บางคนจบซะสูง จบด๊อกเตอร์มา พูดกับคนไม่รู้เรื่อง ไม่ยอมรับอะไร ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เทียบกับบางคนที่จบปริญญาตรีมา แต่เรียนรู้เป็น คบคนได้ สังสรรดี ก็โอเค ถ้าถามพี่ว่าปริญญาสำคัญไหม พี่ก็มองว่ามันสำคัญระดับหนึ่งนะ แต่มันไม่ได้เป็น Essential (ความจำเป็น) อะไรในการประกอบธุรกิจ
ส่วนเรื่อง Hot Field ในอนาคต พี่คิดว่าน่าจะเป็นสาขาทางด้าน Creativity อะไรก็ตามที่มันเป็นความสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในอนาคตนี่ คนเป็น Single Unit มากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าแต่ละคนสามาถ Create creativity ของตัวเองได้ก็จะสามารถเป็นประโยชน์ และสามารถ Create Value ของตัวเองได้

“สำเร็จ”:
สุดท้าย ผมอยากขอให้พี่เปาแนะนำ Tip หรือว่า Key สู่ความสำเร็จของพี่เปาได้ไหมครับ

คุณกลินท์:
ผมอยากบอกว่า Life is short. Whatever you think, you should do. Do it. Don’t have to wait ดูว่าอันไหนสำคัญต่อสังคม อย่าไปเอาประโยชน์เข้าตัวเองอย่างเดียว คิดว่าGive back to สังคมบ้าง ทำงานที่ตัวเองชอบ ทำงานที่ตัวเองรัก และก็ Enjoy life
Think positive, Be happy, และ Enjoy life สำคัญมากๆ
หากเริ่มต้น Think negative ทุกอย่างก็ไม่ๆๆ มันก็ไม่ได้ พี่ก็สอนน้องๆ ลูกๆ ว่า Think positive ไม่ใช่ว่า อะไรๆ ก็ไม่ได้ yes and, yes and ที่สำคัญอีกอันหนึ่งคือ Be Happy ทำสิ่งที่เพิ่มชีวิตชีวาให้ชีวิตเรามากขึ้นๆ หรือมองสิ่งนั้นๆ เป็นความท้าทาย เพราะฉะนั้นสำคัญ Think Positive, Be happy, Enjoy life

VN:F [1.6.9_936]
Rating: 8.4/10 (5 votes cast)
  • Share/Bookmark

Filed Under: Mentor

Adhiruth Thothaveesansuk

Posted on September 27, 2009 by viriyaNo Comments

คุณอติรุฒม์ โตทวีแสนสุข

Managing Director, Convergence, True Corporation

สามารถอ่านเป็น file pdf ได้ที่นี่

Samret-Adhiruth_Page_1Samret-Adhiruth_Page_2Samret-Adhiruth_Page_3Samret-Adhiruth_Page_4Samret-Adhiruth_Page_5Samret-Adhiruth_Page_6Samret-Adhiruth_Page_7

สำเร็จ Coach

วันนี้ทีมงาน “สำเร็จ” ได้รับเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาสัมภาษณ์คุณอติรุฒม์ โตทวีแสนสุข กรรมการผู้จัดการบริษัท True Convergence ซึ่งเป็นบริษัทที่มุ่งมั่นในการสร้างสรรสิ่งดีๆให้กับสังคมไทยผ่านนวัตกรรมหรือ Innovation ที่ไม่เป็นรองที่ใดในโลก
คุณอติรุตม์เป็นผู้บริหารผู้เล็งเห็นความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องมาหล่อหลอมกับวัฒนธรรมองค์กรเพื่อที่จะสร้างสรรสิ่งใหม่ๆไปด้วยกัน ทีมงาน “สำเร็จ” ได้รับเกียรติมาสัมภาษณ์ลงใน Column “สำเร็จ Coach” เพื่อที่จะเป็นโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาเรียนรู้ว่า เราควรจะเดินหน้าไปทางไหน และจะพัฒนาตัวเองได้อย่างไรจากผู้บริหารชั้นนำของเมืองไทย คุณอติรุฒม์ได้แนะนำพวกเราในหลายๆด้านเช่นสิ่งที่บริษัทจะมองในตัวเรา การสร้างความประทับใจให้แก่บริษัท ความมุ่งมั่นในการทำงานซึ่งมาจากประสบการณ์ของคุณอติรุฒม์โดยตรง ทัศนคติในการทำงาน การศึกษาในอนาคต รวมถึงกุญแจสู่ความ “สำเร็จ”

“สำเร็จ”:
อยากจะให้พี่แนะนำเด็กสมัยนี้ว่าควรที่จะพัฒนาทักษะ ความสามารถในด้านไหน บริษัทมองหาอะไรในตัวเด็ก

ATคุณอติรุฒม์:
ผมว่าโดยทั่วๆ ไปแล้ว เวลาเรามองหาคนที่จะมาร่วมงานกับทางบริษัท เราไม่มีโอกาสที่จะรู้จักคนที่เข้ามาสมัครงานกับเราอยู่แล้ว เราไม่มีโอกาสดูเขามาก่อน บางคนอาจจะมีเส้นสายในการแนะนำตัวเองเข้ามาทำให้เราได้มีโอกาสเรียนรู้เขา เพราะฉะนั้น โดยทั่วๆ ไป อันดับแรกในการพิจารณาคือ Competency ในเรื่องของการเรียนเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เพราะว่าการที่เราจะเรียนรู้คนๆ หนึ่งที่ไม่เคยรู้จักตัวตนเขามาก่อน ไม่เคยเห็นหน้าค่าตา เห็นแต่รูปภาพในResumeและเขียนมาว่าเรียนอะไร จบอะไร สิ่งที่บอกได้ดีที่สุดจาก Resume ก็คือ Competency ในเรื่องของการเรียน ในเรื่องของ Educational background ผลการเรียนจึงค่อนข้างจะมีความสำคัญเพราะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ ความมุ่งมั่น ความรับผิดชอบและความสม่ำเสมอ ที่คนๆ นั้นมี ต่อสิ่งที่เขารับผิดชอบ เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าอะไรเป็นอันดับแรกที่บริษัทมองหาจากตัวเด็กก็คือ เด็กต้องเก่งในเรื่องที่ตัวเองเรียนก่อน ซึ่งผลการเรียนเป็นตัวแรกที่บอกตรงนั้นได้

“สำเร็จ”:
แล้วมองอะไรในจากการเรียนของเด็ก มองที่เกรดหรือว่าเรื่องมหาวิทยาลัย?

คุณอติรุฒม์:
จริงๆ แล้วเรื่องนี้ก็มีหลากหลายมุมมองนะครับ มหาวิทยาลัยก็มีส่วนสำคัญเหมือนกัน
ในสมัยผม ซึ่งก็ต้องบอกว่าสมัยดึกดำบรรพ์ การคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยใช้วิธีสอบเอ็นทรานซ์ ทุกคนก็เข้าสู่สนามเดียวกัน เพราะฉะนั้นคนที่เป็นครีมเท่านั้นถึงจะมีโอกาสฝ่าฝันเข้าไปในมหาวิทยาลัยในระดับต้นๆ ได้ หรืออยู่ในคณะที่มีความสำคัญได้ แต่ถ้าเป็นพวกที่ไม่สามารถผ่านกระบวนการเหล่านี้ ผมเชื่อว่ามีผลแต่ว่าปัจจุบันนี้คงเปลี่ยนไปแล้ว ผมคิดว่าเนื่องจากว่าเรามีมหาวิทยาลัยมากมาย และก็มีหลักสูตรหลายหลักสูตร หลายสาขา เพราะฉะนั้น ความสำคัญของชื่อมหาวิทยาลัยเองก็ยังมีส่วนอยู่ แต่ไม่ได้จำเป็นมาก แต่ถามว่ามีผลไหม ก็คงมีผลนะครับ ผมเชื่อว่าคนเรามีอยู่ 2 ประเภท คือ พวกที่เก่งอยู่แล้วยังไงก็เก่ง เพราะฉะนั้น พวกที่มี credential จากการศึกษา อันนี้เก่งโดยธรรมชาติ กับอีกกลุ่มหนึ่งก็คือ ประเภทที่ คุณอาจจะไม่ได้อยู่ในมหาวิทยาลัยซึ่งถือว่าเป็นอันดับ 1 ในสาขาวิชานั้นๆ แต่คุณไปอยู่ในมหาวิทยาลัยที่ถือว่าเป็นอันดับที่ 2 ในสาขาวิชานั้น ถามว่าคนที่อยู่ในอันดับ 1 เขาเก่งอยู่แล้วล่ะ แต่คนที่อยู่ในอันดับ 2 ที่อยู่ในมหาวิทยาลัยที่มีสาขาวิชาที่อยู่ในอันดับ 2 กลุ่มคนเหล่านี้เขาจะเกิดคำถามกับตัวเขาเองอยู่ตลอดเวลา เอ้ย! จริงๆ แล้วตัวเขาเอง สู้พวกที่จบจากมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ไม่ได้หรือ กลุ่มคนเหล่านี้ เมื่อเข้ามาทำงาน เขาจะมีความมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ตัวเองไม่น้อยกว่ากลุ่มแรก ในบางครั้งเนี่ย ผมจะเลือกรับกลุ่มคนเหล่านี้มาผสมผสานกันเพราะว่าเวลาทำงาน มันต้องทำงานเป็นทีม การที่มีกลุ่มคนเหล่านี้ผสมกันในสัดส่วนที่ดี จะทำให้ Team Work เหมือนกับมีพลัง มีไฟอยู่ตลอดเวลา ทุกคนจะต้อง Compete ที่จะต้องพัฒนาตัวเขาเองอย่างต่อเนื่อง แต่จริงๆ แล้วผมอยากจะให้คำแนะว่า ผมไม่ได้ดูว่าเกรดเฉลี่ยจบที่เท่าไหร่ ผมจะดูผลการเรียนวิชาที่มีความสำคัญต่อหน้าที่การงาน สมมติว่าตำแหน่งนี้เราต้องการคนที่มี ความชำนาญในเรื่องที่อาจจะเฉพาะเจาะจง ในวิชานั้นๆ เขาทำคะแนนได้ดีหรือเปล่า ถ้าเกิดเขาทำคะแนนได้ดี โอกาสที่เขาจะมีความชำนาญก็ย่อมมีมากกว่าคนที่มีคะแนนเยอะเลย แต่ว่าบังเอิญมาได้เกรดดีจากวิชาอื่นซึ่งไม่ใช่วิชาที่สำคัญต่องาน อันนี้ก็จะเป็นอะไรที่เริ่มลงลึกไปแล้ว สำหรับผมเองผมจะดูเกรดในเรื่องของรายวิชานะครับแล้วก็ขึ้นมาเป็นสาขาแล้วก็ค่อยมาเป็นสถาบัน ซึ่งนั่นหมายถึงว่าเราก็ค่อยๆ ดูจากส่วนที่เราต้องการขึ้นมาก่อนที่จะดูองค์รวมของคนๆ นั้นที่เราจะพิจารณารับเขามา

“สำเร็จ”:
จากประเด็นที่กล่าวมา ฟังแล้วน่าสนใจ ผมอยากจะถามแทนคนที่อยู่อันดับ 2 ไม่ได้เป็นระดับ Top ว่า เขาจะมีวิธีPresent ตัวเองอย่างไร ให้เกิดความแตกต่าง เพื่อให้บริษัทเห็นคุณค่าของเขาบ้าง

คุณอติรุฒม์:
คำถามนี้เป็นคำถามที่ดีนะครับ จริงๆ เมื่อกี้ ผมเล่าจากมุมมองว่าเราเองว่ายังไม่ได้มีโอกาสเจอคนๆ นั้นเลย เพราะว่าเวลามาสมัครงานส่วนใหญ่ก็มีแค่ Resume มีรูปภาพ มีประวัติการศึกษา มี Transcript เราก็ดูได้แค่นั้นแหละ อันนี้ไม่ใช่เป็นเหตุผลที่ผมรับเด็กหรือรับคนที่เข้ามาสมัครงาน จริงๆ แล้วจังหวะที่ผมจะรับสมัครงาน คือ ตรงนั้นเป็นเพียงแค่ เขาสามารถบิดกุญแจ และผลักประตูเข้ามา มีโอกาสในการพูดคุย คนที่เขียน Resume เก่ง เขามีโอกาสที่จะเปิดประตูแล้วเข้ามาคุยกับเรา ตรงนี้ถามว่าดูอะไร คือเวลาที่พูดคุยกับคนๆ หนึ่งเราเห็นอะไรหลายๆ อย่าง เช่น เห็นทั้งสีหน้าท่าทาง เห็นวิธีการที่เขาจะ Respond เราเห็น Body Language ของเขาว่า เขามี Movement อย่างไรเวลาเขาเจอคำถามบางคำถามแล้วอาจจะเกิดความกดดัน จะรู้ว่าภายใต้ความกดดันอย่างนี้เขาหาทางออกอย่างไร ปฏิภาณไหวพริบเป็นอย่างไร หรือบางครั้งเราทำตัว Relax ดูซิว่าเด็กคนนี้พอเห็นเรา Relax จะทำตัวอย่างไรหรือว่าตัวเขา Control ตัวเขาเองได้หรือเปล่า วิธีการพูดจาวิธีการคิด เด็กคนนี้ก่อนมาหาเราเขาทำการบ้านมามากน้อยแค่ไหน อย่างผมก็จะดูซิว่าเขามีการเตรียมตัวอย่างไร เตรียมตัวคือ เขามีการวางแผนของเขาไหม ส่วนใหญ่ก็คือ เวลาคนจะมาสัมภาษณ์ก็ต้องรู้อยู่แล้วว่า งานตำแหน่งนี้ ลักษณะงานน่าจะเป็นอย่างนี้ อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่าควรจะต้องพูดอะไร ซึ่งทำให้”สำเร็จ”สนใจเขา และน่าจะมีส่วนสำคัญโดยตรงต่องานในหน้าที่นั้น นี่เป็นเรื่องของที่เด็กคนนั้นสามารถ Plan มาก่อนได้ แต่ว่าจังหวะที่เขา Interact กับเราก็คือจังหวะที่เราสามารถที่จะสร้างสถานการณ์ หรือจังหวะที่เราสามารถที่ดูไหวพริบปฏิภาณของเด็กคนนั้น ซึ่งถ้าโดยทั่วๆ ไป ปฏิภาณไหวพริบของเด็กในสภาวะแวดล้อม ซึ่งมีบรรยากาศแตกต่างกันเนี่ยมันจะ Deliver ปฏิภาณหรือคำตอบเหล่านั้นในลักษณะที่ไม่เท่ากัน ซึ่งเราจะเห็นว่าเด็กคนไหนมี Potential มากน้อยแค่ไหน คนไหนมีความมุ่งมั่น จริงๆ เราต้องการคนมุ่งมั่น คนที่เชื่อมั่นและคนอยากทำ ถ้าเกิดมีคน 2 คนเดินเข้ามาแล้วแบบบังเอิญคนหนึ่งเป็นเด็กเก่ง เก่งมากเลย ประวัติการเรียนดี แต่อีกคนหนึ่ง อาจจะประวัติการเรียนอาจจะด้อยกว่านิดหน่อยหรืออะไรอาจจะแบบยังสู้คนแรกไม่ได้ แต่พอมานั่งคุยกับคนแรก เนื่องจากเป็นคนเก่ง เขาอาจจะมั่นใจในตัวเขาเองว่าไปสมัครที่ไหนก็อาจจะมีแต่คนรับเพราะดูจากประวัติการศึกษา มหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นเวลาเขามา Interact เขาจะมั่นใจมากว่าเขาจะได้งาน แต่คนที่ตัวเองรู้สึกด้อยกว่า คุณได้คุยกับเขาปุ๊บแล้วคุณจะรู้ว่าคนนี้เขามุ่งมั่น เขาอยากจะได้ เขาอยากจะ Proof ตรงนี้ เขาอยากจะมาร่วมงาน ซึ่งอันหลังนี้ Valuable มากเลย ผมเชื่อว่า”สำเร็จ”หลายๆ คนให้น้ำหนักตรงนี้ค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่จบมาจากมหาวิทยาลัยดีๆ สาขาดีๆ ถ้าเกิดคุณมาสัมภาษณ์แล้ว แล้วมีปฏิกิริยาอาจจะเฉื่อยชาเล็กน้อยหรือก็ตอบไปเรื่อยๆ เมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นซึ่งเขากระตือรือร้น เข้ามาเขาจะทำเต็มที่ ผมว่าคนหลังได้เปรียบคนแรก เพราะฉะนั้นถ้าเกิดคุณมี Condition สมบูรณ์อย่างคนแรกอยู่แล้ว อย่าลืมต้องทำให้ได้เหมือนกับกรณีที่สอง

“สำเร็จ”:
งั้นผมขอถามต่อนะครับว่า การพิจารณาที่ดูความมุ่งมั่นแล้ว มีคำถามหนึ่งที่ถามกันเยอะว่า เราต้องวางตัวอย่างไรเวลาไปสัมภาษณ์งาน จะแสดงทัศนคติ แสดงความเป็นตัวเองได้อย่างไร ควรต้องวางตัวให้ดูสุขุม กระตือรือร้น ร่าเริงสดใส หรือเรียบร้อยสงบเงียบ พี่มีข้อแนะนำตรงนี้บ้างไหม

คุณอติรุฒม์:
ผมก็ไม่ค่อยชอบการพนันนะ แต่จริงๆ ถ้าเกิดพูดทั่วๆ ไปก็เหมือนซื้อล็อตเตอร์รี่ นั่นแหล่ะ ผมว่านี่เป็นเรื่องที่พูดยากมันเป็นเหมือนทั้งศาสตร์และเป็นทั้งศิลป์ เมื่อกี้นี้ผมใช้คำว่า Body Language นี้ทั้ง”สำเร็จ”และผู้ให้สัมภาษณ์เหมือนกัน ต้องอ่านกันให้ดีว่า คนที่มาสัมภาษณ์เราเขาน่าจะชอบ Personality หรือว่า Respond ของเราในมุมมองไหน ซึ่ง ณ ตอนนั้นมันจะแสดงให้เห็นเลยว่า อ๋อ คนนั้นเขามี Attitude อย่างไร เขามองอะไรบ้าง เหมือนเป็นการซื้อล็อตเตอร์รี่ คำแนะนำส่วนใหญ่ที่ผู้ใหญ่มักจะให้ คือต้องพยายาม Re-act ในลักษณะซึ่งอาจจะ Energetic นิดหน่อย ถ้า calm เกินไปเนี่ย มันหมายถึงว่า คุณอาจจะเป็นคน Nerd เล็กน้อย หรือว่าเป็นคนที่เชื่องช้า อาจจะต้อง Lively เล็กน้อยในการตอบให้มันกระฉับกระเฉงคล่องแคล่วว่องไว การตอบต้องมีหลักการและมีเหตุผล มีวิธีอธิบายว่าทำไมถึงคิดแบบนี้ และก็ต้องมีความกระตือรือร้น แต่ว่าถ้านิ่งๆ เกินไป ก็อย่างเช่นบอกว่า (เสียงเอื่อย) ครับผมชื่อสมชาย นามสกุล ก ค ง จ อายุ 22 ปี เรื่องนี้ผมคิดอย่างนี้…ไปแล้วรับรอง ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่ อันนี้มันไม่ใช่ Calm ผมว่าอันนี้มันอาจจะดูเฉื่อยชาไปเล็กน้อย แต่ถ้าเกิดเราไปพูดแล้วกระโชกกระชากหรือ Aggressive มากเกินไป อันนี้ก็จะไม่ดี Energetic ก็คือว่าเรารู้สึกกระตือรือร้นที่อยากจะตอบ อยากจะแสดงความคิดเห็น อยากจะเล่าในสิ่งที่เราอยากจะเล่า อยากจะตอบในสิ่งที่เขาถาม อยากจะสร้างให้เกิดความเข้าใจ ผมว่าตรงนี้น่าจะเป็นจุดที่สมดุล บางทีเราไปสัมภาษณ์ก็แล้วแต่ตำแหน่ง แล้วแต่ลักษณะงานและแล้วแต่”สำเร็จ” เช่นถ้าเกิดเราเพิ่งเรียนจบมาส่วนใหญ่เขาก็จะรู้ว่าเราเป็นเด็ก เป็นวัยรุ่น เขาก็อาจจะบอกว่า ก็เป็นเรื่องธรรมชาติของเด็กๆ เหล่านี้แต่เมื่อเราโตขึ้นพออายุมากขึ้นหน่อยพอเราไปสัมภาษณ์ เราจะกระตือรือร้นหรือ Active เป็นเด็กๆ เขาจะบอกว่า คนนี้มันยังไม่พร้อมสำหรับตำแหน่ง Management แน่ ก็คือต้องมีหลายๆ อย่างผสมผสาน แต่ผมให้ภาพรวมว่าจริงๆ แล้วความกระตือรือร้นที่อยากจะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน ผมว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ดีและเหมาะสมมากกว่าการที่เราอาจจะพูดน้อยไปนิดหนึ่งหรือพูดมากเกินไปหน่อย

“สำเร็จ”:
คำถามถัดมาครับ เมื่อรับเด็กคนหนึ่งเข้ามาทำงานแล้ว เขาจะมีความรับผิดชอบแบบไหน และเขาควรมี Work Ethic ในการทำงานอย่างไร

คุณอติรุฒม์:
อันนี้ก็เป็นคำถามที่ดีนะครับ เดี๋ยวนี้สิ่งที่หลายๆ องค์กรทำก็มีหลายรูปแบบ หลักๆ นี้ก็คือวัฒนธรรมองค์กรหรือเรียกว่า Culture ของแต่ละองค์กร เขามีวิธีการ Groom พนักงานที่จะเข้ามาเอาไว้ บางองค์กรมีแผนงานในการ Groom พนักงานตั้งแต่วันแรกจนกระทั่งเขาเกษียณเรียบร้อยเลย เพราะฉะนั้น คนที่เข้ามาใหม่จะรู้ได้เลยว่า Step Up เข้ามาวันแรกอยู่แถวๆ นี้ เมื่อเขาเกษียณไปน่าจะอยู่แถวๆ นี้เป็นอย่างน้อย หรือเริ่มเข้ามาในตำแหน่งนี้ ตำแหน่งสูงขึ้นมานิดหนึ่ง ตอนจบคงจะไปถึง Top ของพีระมิด อันนี้แล้วแต่ว่าองค์กรวางแผนในเรื่องของ Human Resource Development ชัดเจนมากน้อยแค่ไหน ผมว่านี่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องในเรื่องการดูแลน้องคนนั้นหรือว่าการพัฒนาคนๆ นั้น ผมว่านี่เป็นสิ่งสำคัญเลยสำหรับองค์กร โดยเฉพาะองค์กรแบบไทยๆ อย่างเช่น องค์กรที่ผมอยู่ซึ่งเป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมใหม่ๆ มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องเยอะ เราจะดูแลเด็กของเราในหลากหลายมุมมองและในภาพรวม แต่ Core Value ที่เราต้องการคือ เด็กที่มี Courage คือกล้าแสดงออก กล้าแสดงความข้อคิดเห็น กล้านำเสนอ และต้องมี Creative Idea คุณต้องมีความคิดสร้างสรรค์ คุณต้องสร้างผลงานในเชิงบวกที่เราเรียกว่า Constructive คุณต้องห่วงใยความรู้สึกของคนอื่น เพราะฉะนั้น ในกลุ่มคนและในแต่ละสายงานต้องมีวิธีการในสร้างเด็กเหล่านี้ให้สอดคล้องกับ Value ขององค์กร เราต้องการเด็กที่กล้าแสดงออกโดยเฉพาะในยุคที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ เราคาดหวังว่าเด็กเหล่านี้ต้องพร้อมที่จะเดินมาบอกเรา ไม่ใช่เราเดินไปบอกน้อง เพราะฉะนั้นเด็กที่มีมุมมอง มีความเห็นและกล้าแสดง เราจะมอบหมายงานที่มีความสำคัญให้กับเขาได้เข้าไปเรียนรู้ ได้เข้าไป Participate ตั้งแต่เริ่มต้น แม้ว่าเขาจะเป็นพนักงานที่เพิ่งเข้ามาใหม่ เขาก็จะมีโอกาสร่วมโครงการสำคัญๆ กับเราเยอะเลย แต่ถ้าเด็กเข้ามาแล้วเฉยๆ ซึมๆ นั่งรอว่าเมื่อไรพี่จะเอางานมาให้ เมื่อไรพี่จะมาบอกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ไปทำโน่น เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปทำนี่ แล้วพอถามว่ามีความเห็นไหม ก็เงียบ ไม่ Participate ไม่พยายามแสดงความสามารถว่ามีความถนัดอะไร มีความเข้าใจอะไร คนเหล่านี้จะไม่มีโอกาสได้ทำงานที่ตื่นเต้นท้าทาย เพราะฉะนั้น เด็กใหม่ในองค์กรจะต้อง interactive ต้องพร้อมที่จะเปิดตัวตนว่าคุณมีความสามารถอยู่ในกระเป๋ามากน้อยแค่ไหน คุณมีความคิดเห็นอย่างไร ตัวคุณเองสามารถทำงานร่วมทีมกับคนอื่นได้ไหม ทำงานร่วมกับคนอื่นเป็นยังไงซึ่งเป็นส่วนที่มีความสำคัญ

“สำเร็จ”:
จากที่เมื่อครู่ได้ฟัง พี่อ๊ะเล่าว่าเด็กใหม่เมื่อเข้ามาในองค์กรต้องเป็นยังไง ผมเชื่อว่าในอดีตพี่อ๊ะก็ได้ใช้วิธีนั้นพัฒนาตัวเอง และก้าวมาถึงจุดนี้ใช่ไหมครับ

คุณอติรุฒม์:
อาจจะไม่ใช่เลยก็ได้ (หัวเราะ)

“สำเร็จ”:
อย่างนั้นผมขอถามพี่อ๊ะหน่อยครับว่าพี่อ๊ะมีช่วงที่เป็น Low Point ไหม การเดินมาถึงจุดปลายหรือเกือบยอดของพีระมิดได้ พี่มีจุดที่สะดุดหรือล้มลุกคลุกคลานบ้างไหม แล้วพี่อ๊ะทำอย่างไร

AT2คุณอติรุฒม์:
วันนี้ผมยังอยู่ที่ก้นเหวของมหาสมุทรอยู่เลยนะครับ (หัวเราะ) ยังไปไหนไม่ได้เลย หลังจากวันนั้นจนวันนี้ก็ยังอยู่ที่เดิม เพียงแต่ว่าขอบเขตความรับผิดชอบอาจจะมากขึ้นตามอายุงานและประสบการณ์ ตอนเริ่มต้น ผมได้มีโอกาสเริ่มต้นกับองค์กรที่ดีซึ่งบ่มเพาะผมให้มีมุมมองหลากหลายและมีแนวคิดที่เป็นประโยชน์ ซึ่งผมได้นำมาใช้จนถึงอายุปูนนี้นะครับ ผมว่าการได้ทำงานกับองค์กรที่สร้างสรรค์คนจำนวนมากหรือว่ามีศิษย์เก่าในองค์กรนี้ในประเทศไทยเยอะ เลยเป็นที่มาของความสำเร็จ เพราะความรู้ที่เราได้วันแรกเหมือนเป็นความประทับใจ มันฝังอยู่ในตัวเราและจะหล่อเลี้ยงเราไป จากวันนั้นจนวันนี้ เวลาที่ Down ก็มีบ้าง เพราะว่าทุกคนคงไม่มีใครเดินอยู่บนกลีบกุหลาบตลอดเวลา ต้องมีช่วงที่ท้อใจ หมดกำลังใจและไม่รู้ว่าจะเดินไป เหมือนตอนที่ผมทำงานหนักตั้งแต่วันแรก เวลาทำงานก็เหมือนกับพวกประเภทบ้าเลือด คิดถึงเรื่องงานอยู่ตลอด เมื่อได้รับ Assignment เหมือนกับมันเป็น Baby เรา เป็นบริษัทของเรา ทำแล้วก็อยากจะเห็นมันสำเร็จ เลยทุ่มทั้งกายทั้งใจ ให้เวลากับงานเต็มที่ ไม่มีเวลาให้คุณพ่อคุณแม่ ตอนที่ยังไม่ได้มีครอบครัวหรือแม้กระทั่งตอนที่มีครอบครัวแล้ว ทั้งหมดเป็น Priority หลัง งานมาก่อน บางทีก็ทำงานวันเสาร์-อาทิตย์ ผมว่าการที่เราทุ่มเทกับงานที่เรารับผิดชอบเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนให้งานนั้นๆ ประสบความสำเร็จ แต่ว่าถ้าเราทำงานไม่หยุดพักไปเรื่อยๆ ก็เป็นเหมือนกับเครื่องยนต์หากเรา Run เครื่องยนต์ 24 ชั่วโมงต่อวัน ทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์ ไม่ได้หยุดพัก มันก็จะค่อยๆ เผาไหม้ตัวเอง ผมว่าจริงๆ แล้ว ถ้างานที่ทำมีปัญหาหรืออุปสรรค คนโดยทั่วไปส่วนจะเกิดอาการท้อใจหรือว่ารู้สึกว่า เอ๊ะ ช่วงนี้มัน Down จริงๆ นะ ผมคิดว่าความนี้ มันมาจากการสะสมความเหนื่อยหรือความล้าซึ่งทำให้รู้สึก Down เราทำแล้วรู้สึกมันสะสมมามาก เครื่องยนต์ Overheat แล้ว และก็ Over-burnt เผาไหม้ตัวเองแล้ว ลูกสูบละลายเพราะบางทีทำงานแล้วมัน Fail ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน ถ้าทำงานแล้ว Fail อันนี้อธิบายได้ง่าย เพราะว่ามันเป็นศาสตร์ ผมคิดว่ามันเป็นวิทยาศาสตร์ อธิบายได้จริงๆ ถ้าใครเรียนทางด้านบริหารมาต้องบอกว่า มันเหมือนกับเวลา เราจะทำอะไรซักอย่างหนึ่ง ต้องมองภาพองค์รวมให้ได้ก่อน จากนั้นเราก็จะวางแผนงานต่อไป โดยทั่วไปเวลาทำงานใหญ่เราต้องมี Planning ต้องมองว่าแต่ละช่วงจะต้องมี Milestone อะไร มี Benchmark อะไรให้เรามา Check Point เมื่อ Check แล้วมันเป็นไปตามที่เรา Plan หรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ เรามีทางเลือกอะไรได้บ้าง ควรจะตัดสินใจอย่างไร และ Monitor มัน ถ้าไม่ใช่เราก็ Corrective เพราะฉะนั้น เวลาที่พบว่าสิ่งที่เราทำไปแล้วมัน Fail ผมว่าเราสามารถกลับมา Recheck ได้ มันก็เหมือนกับเป็น Post Project Evaluation ซึ่งธรรมดาพอเรามี Evaluation ปุ๊บ เราก็จะได้ Learning คนทั่วไปเวลาทำอะไรผิดพลาด ก็จะพูดว่าไม่เป็นไร ลืมมันซะ เดี๋ยวก็เริ่มต้นใหม่ คนอื่นอาจจะลืมได้ แต่ผมไม่เคยลืมสิ่งที่ผมผิดพลาด ผมคิดว่าการลืมความผิดพลาดทำให้เราไม่ได้เรียนรู้จากมัน ทุกครั้งที่ผมทำอะไรผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นพี่ หัวหน้าหรือเพื่อน มักบอกให้ผมลืมไปเถอะ ผมก็ โอเค ลืมๆ พยักหน้า แต่ในใจไม่ลืมหรอก จะจำอยู่ตลอดว่า อ้อ งานที่แล้วผมผิด 1, 2,3, 4, 5 เพื่อที่จะได้เตือนตัวเองว่า ต่อไปนะไอ้ 1, 2, 3, 4, 5 ผมผิดไม่ได้ ถ้าผมจะผิดผมควรจะไปผิดที่ 6,7, 8, 9,10 ผมถือว่าสิ่งนี้เป็นวิธีการที่ผมเอาชนะความล้มเหลว เวลาเรา Down จากการทำงานผิดพลาด ให้ Attitudeว่าความผิดพลาดนี้คือการเรียนรู้ ทุกคนในโลกนี้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา แต่จะเรียนรู้ได้มากได้น้อย ขึ้นอยู่กับแต่ละคน ต้องลงมือทำ ต้องล้มเหลว ถึงมีโอกาสรู้ เพราะว่าการที่จะรู้ได้ คุณจะต้องรู้สึกเจ็บปวดกับมัน รู้สึกผิดหวังกับมัน คุณถึงจะรู้และเข้าใจ ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยพูดเอาไว้ซึ่งผมก็จำมาตลอด เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่ผมล้มเหลวในเรื่องงาน ผมได้มีโอกาสทำให้ตัวเองได้เรียนและรู้ไปพร้อมๆ กัน
แต่เวลา Down ในเรื่องจิตใจ เกิดขึ้นกับผมบ่อยมากครับ เพราะว่างานที่ทำค่อนข้างโหดเหมือนกัน ก็จริงๆ แล้วต้องนับตามช่วงวัย ตอนเราเป็นเด็กจบใหม่ เพื่อนฝูงเยอะ เวลาเราเหนื่อยก็ไปเฮฮาปาร์ตี้กับเพื่อนวันเสาร์-อาทิตย์ก็หายแล้ว ไปนั่งดื่มกับเพื่อน คุยกันเรื่องนู้นเรื่องนี้แป๊บเดียวมันก็ลืมเรื่องงานแล้ว วันรุ่งขึ้นก็หาย พอโตขึ้นมาหน่อย พอเราเริ่มมีแฟน เราก็รู้สึกแข็งแรงมากกว่าการที่เราไปอยู่กับเพื่อนอีก แฟนเขาก็ดีกับเรา หลังจากที่มีครอบครัว ผมคิดว่าครอบครัว Apply ได้หลายช่วงชีวิตเลย ตั้งแต่เด็กจนโต ก่อนที่เราจะมีครอบครัวของเรา เรามักอยู่กับเพื่อน เรามีพ่อแม่ ปรึกษาพ่อแม่ได้ แต่จริงๆ พ่อแม่เราไม่เข้าใจหรอกเพราะมี Generation Gap โดยธรรมชาติ ลักษณะงานที่เขาเจอ กับงานที่เราเจอมันไม่เหมือนกัน แต่เราจะพึ่งพาพ่อแม่ในแง่ที่ว่า ไม่ว่าคุณจะเจอแบบไหน เขาจะปลอบใจว่า ไม่เป็นไรหรอกน่า สบาย แค่นี้ เมื่อเราโตขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว ถ้าเรามีครอบครัวที่อบอุ่น ที่มีภรรยาหรือว่ามีสามี มีลูก สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราให้ความสำคัญ พอกลับบ้านมาเจอครอบครัว ความเหนื่อยล้าและความท้อแท้ทั้งหมดของเราก็หายไป แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เราลืม เราต้องเรียนรู้ที่จะ Manage เมื่อคุณเสร็จงานใหญ่สัก 1 งาน คุณควรจะต้องมีการ Break และเมื่อคุณจะ Away คุณต้องไปกับคนที่คุณรัก ไอ้คำว่าคนที่คุณรัก ถ้าเป็นเด็กๆ ก็อาจจะหมายถึงเพื่อน โตมาหน่อยก็อาจจะหมายถึงแฟนหรือต่อมาก็หมายถึงครอบครัว เมื่อเสร็จงานใหญ่คนเหล่านี้จะทำให้คุณ Heal ตัวคุณเองและกลับเข้ามาสู่ในสภาพเดิม

“สำเร็จ”:
คนทั่วไปมักพูดกันว่า ทำงานหนักแทบตาย นายก็ไม่เห็นตัวเรา ทำงานหนักแทบตายทำไมคนอื่นได้ดีกว่าเรา ทำงานหนักแทบตาย ผลตอบแทนได้แค่นี้เอง ผมจึงอยากให้พี่อ๊ะช่วยให้ข้อคิดสำหรับคนที่คิดอย่างนี้ ซึ่งผมคิดว่ามีคนจำนวนมากคิดว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมในการทำงาน

คุณอติรุฒม์:
จริงๆ แล้ว ผมก็เป็นคนหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้นเหมือนกันนะครับ ทีนี้มันขึ้นอยู่กับว่า ตอนที่เราคิด เราอยู่ในช่วงไหนของชีวิต ว่าในตอนนั้นเรารู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ เรามีความเป็นผู้ใหญ่แค่ไหน ซึ่งทั้ง 3 สิ่งนี้คือสิ่งที่มาผสมผสาน ความรู้สึกตรงนั้นว่ามันหนักเบามากน้อยแค่ไหน ความรู้สึกนี้เป็นเรื่องปกติ มีส่วนน้อยที่ไม่รู้สึก อาจจะต้องไปบวชแล้ว ถึงปล่อยวางได้ สำหรับคำแนะนำของผม รวมทั้งสิ่งที่เตือนใจผมมาตลอดว่า เราต้องรู้จักตัวเราเองก่อน ถ้าเรา Being Fair กับตัวเราเอง ต้องดูก่อนว่าเราคาดหวังอะไรในการทำงานนั้น ถ้าบอกว่าเราไม่คาดหวังอะไร เพราะฉะนั้น ไม่ว่า Outcome ออกมาจะเป็นอย่างไร ในเมื่อเราไม่คาดหวัง เราก็ไม่ต้องเสียใจ ถูกไหม การที่เราบอกว่าเจ้านายไม่ชมเราเลย ผลตอบแทนเราก็ไม่ได้ ตำแหน่งก็ไม่เลื่อน นี่แสดงว่าเวลาเรามีความคาดหวัง ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องทั่วไป ทุกคนต้องมีความคาดหวังซึ่งเป็นจะเหมือนกับ Motive ให้เราทำงาน เพียงแต่ให้ Being Fair กับตัวเองคือ เราต้องไม่คาดหวังมากหรือน้อยจนเกินไป ถ้าเราทุ่มเทมาก เราก็ต้องคาดหวังมาก เราจะไปกดดันตัวเอง อันนี้เรียกว่าไม่ Fair กับตัวเอง ขณะเดียวกัน เราต้องรู้ว่าองค์กรมีความเป็นไปได้ในการที่จะ compensate เมื่อเราตั้งใจและทุ่มเทอย่างไร เราก็ต้อง Evaluate ทุกอย่างอย่างยุติธรรม Expectation ของแต่ละคนตั้งอยู่บนความสมดุลหรือเปล่า บางคนทำนิดเดียวก็จะคิดว่าเรื่องที่เราทำนี้มันใหญ่เมื่อเทียบกับคนอื่น แต่ความจริง คนอื่นอาจจะมองว่าเรื่องที่คุณทำนิดเดียว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้าง Subjective นะครับ ตอนเด็กๆ อันดับแรกก็คือคิดว่า ทำเสร็จแล้วสิ้นปีจะได้เงินเดือนเท่านี้มั้ง เลื่อนตำแหน่งหรือเปล่า ได้โบนัสหรือไม่ ถ้าเกิดว่าไม่ใช่ก็คงจะ Hurt พอสมควร แต่ต้องบอกว่าผมโชคดีตรงที่ที่ผ่านมาผมได้ทำงานในองค์กรที่ดี มีผู้บังคับบัญชาที่ดี และมีการดูแลผลตอบแทนอย่างเหมาะสม ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย ผมก็โชคดีอีกเหมือนกันที่มีหัวหน้าที่ดีซึ่งเขาสามารถคุยกับเราได้ เล่าให้เราฟังได้ ซึ่งผมคิดว่าถ้าเราสามารถเข้าใจและได้รับความห่วงใยจากเขา ความรู้สึกไม่เป็นธรรมก็คงจะหายไป แต่ผมอยากให้มองอย่างนี้มากกว่า คือ บางคนทำงานไป ก็นึกว่าการได้ผลตอบแทน ได้คำชม ได้เลื่อนตำแหน่งคือหัวใจ คือสิ่งที่ Measure ว่านี่น่าจะเป็น Return Benefit ที่บริษัทหรือองค์กรควรจะให้ แต่จริงๆ แล้วมันมีมากกว่าตรงนั้นอีก อย่างตัวผมเอง ในชีวิตทำงานมาหลายที่เหมือนกัน แต่ละที่สำหรับผม ผมได้ประสบการณ์จากการทำงานในบริษัทหนึ่ง มันเป็นฐานที่ทำให้เราได้มีโอกาสเจริญก้าวหน้าซึ่งนำไปสู่การงานที่มีความสำคัญมากขึ้น ตำแหน่งสูงขึ้นและได้อยู่กับองค์กรที่มีขนาดใหญ่ขึ้น มันเกิดขึ้นไม่ได้หรอก ถ้าเราไม่ได้ผ่านงานในอดีตมาก่อน เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมคิดว่ามันมี Return ที่มันไม่ได้เป็นตัวเงิน Benefit เหล่านี้เราเรียกกันว่า Experience ผมว่ามันเหมือนกับการลงทุน ผมคิดว่าเราได้บางส่วน Return กลับมาแล้วจากการทำงานของเรา ผมว่าประสบการณ์ที่เราได้รับจากการที่เราทำงานแต่ละอย่าง ต่างมีค่าของมันอยู่แล้ว บางครั้งคุณค่าของมันอาจจะมากกว่าการขึ้นเงินเดือนหรือคำชมซะด้วยซ้ำ โดยทั่วไป กว่าเราจะได้ทำงาน เราต้องเรียนหนังสือมา 20 กว่าปี ถึงจะจบปริญญาตรี ปริญญาโท และก็มาเริ่มงาน ทีนี้เราไปทำงานบริษัทหนึ่ง 2-3 ปี เราก็ได้ประสบการณ์ ถ้าไม่อยากอยู่บริษัทนี้แล้ว เราลาออก ไปทำที่ใหม่ซึ่งโดย Nature ก็น่าจะได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว และตำแหน่งงานก็อาจจะเพิ่มมากขึ้นในเวลาเราเปลี่ยนงานใหม่ อันนี้ไม่ได้แนะนำนะว่าเราจะต้องเปลี่ยนกันทุกปี บางครั้งการได้รับคำชม ได้ขึ้นเงินเดือน ได้เลื่อนชั้นตำแหน่ง ก็เป็นกำลังใจหนึ่ง การที่องค์กรจ้างพนักงานคนหนึ่ง ตัวพนักงานเองได้ Benefit ทั้ง 2 ส่วน คือผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงินซึ่งก็คือ ประสบการณ์ ถ้าคิดง่ายๆ ก็คือบริษัทจ่ายเงินให้คุณมาทำงานและแถมยังให้ความรู้คุณอีก สมัยก่อนเราเรียนหนังสือ เราต้องจ่ายเงินไปเพื่อที่จะซื้อความรู้ใช่ไหม แต่นี่บริษัทให้เงินเราด้วยนะ ได้ทั้งเงินและประสบการณ์ แต่บางครั้งผมเชื่อว่าบางคนอาจจะเจอเจ้านายหรือบริษัทโหดๆ เหมือนกัน เราควรมีการประเมินทั้งจากมุมมองของเราและจากมุมมองรอบข้าง ถ้าคิดว่าบริษัทหรือเจ้านายไม่ Fair กับเรา ผมว่าตอนนั้นก็คือจุดที่เราสามารถพิจารณาว่าเราควรที่จะอยู่องค์กรอย่างนั้นไหม ในเมื่อองค์กรไม่ Fair เราก็ยิ่งอยู่ก็ยิ่งบั่นทอน คราวนี้มันจะไม่ได้เป็นอย่างที่ 2 กรณีอย่างที่เมื่อครู่ได้คุยว่าเรา Failed จากการทำงานหรือว่าเราเหมือนกับเครื่องยนต์ Over- Burn ไปเรียบร้อย เลยกลายเป็นบอกว่ายิ่งอยู่มันยิ่งเผาไหม้จิตใจเรา ถ้ามันเป็นอย่างนี้ก็อาจจะต้องพิจารณาตัวเองที่ไหนที่เหมาะสมกับเราหรือเปล่า คือเรื่องนี้มัน Subjective บางคนก็แย่จริงๆ มีบางทีคนที่มาสมัครงานกับผมก็เล่าประสบการณ์ที่ตัวเองเคยเจอมา ฟังดูบางครั้งก็คิดว่าถ้ารับเขาไว้ วันหน้าถ้าเขาออกจากบริษัทเราไปคงไปพูดอย่างนี้เหมือนกัน เราก็คงไม่ Happy แต่บางครั้งฟังเสร็จแล้วก็เข้าใจและเห็นใจในบางกรณี

“สำเร็จ”:
เมื่อสักครู่ที่พี่อ๊ะพูดถึงเรื่องประสบการณ์และการเรียนรู้ ผมเลยอยากถามพี่อ๊ะถึงประเด็นด้านการศึกษาถึงด้านที่ว่าองค์ความรู้ในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมาก มีความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา แล้วพี่อ๊ะคิดว่า Trend การศึกษาจะเป็นไปอย่างไร และ Filed ไหนที่น่าสนใจ ทั้งปริญญาตรีและปริญญาเอก

คุณอติรุฒม์:
ถ้าใครได้ตามข่าวสาร ด้านนวัตกรรมอย่างสม่ำเสมอ ก็จะรู้ว่ามี VDO ใน YouTube วิดิโอหนึ่งชื่อว่า Did you know คนที่ได้เปิดดูก็จะคิดว่า อุ๊ย!! แม้กระทั่งประเทศสหรัฐอเมริกายังบอกเลยว่าความรู้ที่เรียนตอนปี 1 แต่พอถึงปี 3 ความรู้มันก็ Out of date ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าความรู้ที่เราได้เรียนรู้จากมหาวิทยาลัยจะไม่เกิดประโยชน์ หรือแต่ละวิชาชีพไม่สำคัญ ถ้าจะถามผมว่าสนใจไปที่ตรงไหน ผมว่าอันดับแรกคือ เราเองต้องสนใจที่จะเรียนรู้ข้อมูลในวงกว้างให้มากก่อนเพราะไม่มีอะไรที่เฉพาะเจาะจง ถ้าเราตื่นขึ้นมาเปิดโทรทัศน์ เปิดเว็บไซต์ใน Internet หรือฟังวิทยุ เราก็จะได้เนื้อข่าวที่ครอบคลุมเนื้อหาสาระเกือบทุกวิชา มีความรู้รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเมือง สังคม วิทยาศาสตร์ ประดิษฐกรรม เทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่ง ไม่มีอะไรที่มีความสำคัญเพียงแต่ด้านเดียว ทุกอย่างมีความสัมพันธ์กันหมดนะครับซึ่งเป็นเหมือนลูกโซ่หลายๆ ห่วงร้อยกันอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าถามผมว่าจะ Focus อะไร อันแรกคือ คุณต้องติดตามข่าวสารให้ทันสถานการณ์อย่างรอบด้าน ไม่ใช่วันนี้ฉันจะไม่ฟังข่าวการเมือง เบื่อ!! ไม่ฟังไม่ได้หรอกครับเพราะการเมืองเกี่ยวข้องกับทุกคน ถ้าเป็นวิชาเรียนก็คือวิชารัฐศาสตร์ เราไม่สนใจการเมืองไม่ได้ หากมีการออกกฎหมายใหม่ มีข้อบังคับใหม่ ไอ้วิชาชีพที่คุณคิดว่าจะเป็นวิชาชีพที่เกิดประโยชน์กับคุณ มันอาจจะทำไม่ได้แล้วก็ได้ และทุกวันนี้ เด็กรุ่นใหม่ตั้งแต่ชั้นประถมจนจึงระดับมหาวิทยาลัยมีการเรียนการสอนด้วยหลักสูตรภาษาไทยและหลักสูตรภาษาอังกฤษ เริ่มมีการเรียนรู้โดยผสมผสานกัน ใช้ Internet มาใช้ในการค้นคว้าหาข้อมูล การทำรายงานประกอบการเรียนการสอน และถ้าเกิดคุณผ่านยุคสมัยที่ต้องใช้ Internet ตั้งแต่ประถมต้น ตอนนี้อันดับแรกที่คุณต้องทำคือ ต้องเริ่มเรียนรู้ที่จะค้นหาข้อมูลและข่าวสารจากโลก Internet ให้ทัน ไม่เช่นนั้น คุณอาจตกโลกไปแน่นอนนะครับ ตามเด็กรุ่นใหม่ไม่ทัน แต่ถ้าถามว่าวิชาไหนที่ควร Focus เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดเหมือนกัน ผมก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ใหญ่หลายท่าน และได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน หลายท่านบอกว่าตอนนี้ประเทศไทยเริ่มพัฒนาทัดเทียมกับประเทศตะวันตก สาขาที่ควรเรียนในความคิดของผมคงเหมือนกับในประเทศสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป คือ กฎหมาย เพราะถ้าคุณไม่รู้กฎหมายสักอย่าง คุณมีโอกาสที่จะทำผิดพลาด คุณมีโอกาสเสียเปรียบชาวบ้านได้เยอะ คุณไม่มีโอกาสป้องกันตัวเอง จะเห็นว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาเรื่องของกฎหมายมีความสำคัญมาก วิชาชีพทนายเป็นวิชาชีพที่มีรายได้มหาศาลมากกว่าอาชีพแพทย์ ในประเทศของเรา อาชีพที่ได้รายได้สูงสุดนี้อาจจะไม่ใช่ทนายหรือหมอด้วยซ้ำ อาชีพหมอนี้ได้รับความยกย่องชมเชยมากในอดีต แต่ว่ารายได้น้อยกว่านักบริหาร หรือว่าดี ไม่ดี ก็อาจจะมีรายได้น้อยกว่าเป็นพวกBroker หรืออาจจะน้อยกว่าพวกเป็นวิศวกร หรือสถาปนิก ซึ่งไม่จริงเลยในวันนี้ ถ้าไปดูในสังคมชาวตะวันตก คุณต้องเลือกเป็นนักกฎหมายแน่นอน เพราะไม่ว่าจะชนะหรือแพ้คดีความก็ได้เงิน และได้มหาศาล ทุกเรื่องฟ้องกันได้หมด ยิ่งถ้าทนายคนไหนมีความคิดสร้างสรรค์ในการสร้าง Case ให้เป็นคดีความ รายได้ก็จะยิ่งเยอะ
อาชีพที่ 2 ที่น่าจับตามองคือ อาชีพสายนวัตกรรม เนื่องจากโลกมีวิทยาการใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ถ้าใครตามไม่ทันวิทยาการเหล่านี้ก็คงจะตกกระแส ในต่างประเทศวิชาชีพด้านนวัตกรรมสามารถสร้างเงินเยอะเลยนะ ผมว่าอาชีพอะไรก็ตามที่มี Contribution สูงในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ประดิษกรรมใหม่ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมีความสำคัญมากในปัจจุบัน สำหรับเมืองไทย ถ้าเฉพาะเจาะอาชีพลงไปก็คือ วิศวกร แต่ในต่างประเทศ จริงๆ แล้ว อาชีพเกี่ยวกับด้าน Computer, Computer science หรืออาชีพที่เกี่ยวข้องกับนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้น่าจะเป็นอาชีพที่น่าสนใจ เพราะว่าคุณกำลังจะเป็นผู้ชี้นำโลก และถ้าเกิดใครสามารถพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ก็กลายเป็นมหาเศรษฐีในโลก มหาเศรษฐีในโลกหรือบริษัท Top 100 Top 500 ผู้ก่อตั้งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่อยู่ในแวดวงเหล่านี้ทั้งนั้นเลย นี่คืออาชีพที่ทำให้รวย แต่ว่าคนที่เรียนด้านนี้แล้วจนก็มีอยู่เยอะนะครับ ไม่ใช่ว่าเรื่องๆ เดียวมันจะ Apply ได้ตรงนั้น แต่ถ้าเกิดตอบตามหลักวิชาการนะครับ หลายท่านบอกว่า อาชีพที่น่าจะดีคือ วิชาชีพนักศึกษาศาสตร์ อย่างพวกเราก็คือครูหรือเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย หากเราอยากรู้ว่าประเทศไหนเจริญก็ดูวิชาชีพนี้ว่า รายได้ดีหรือเปล่า ประเทศที่ถือว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว วิชาชีพนี้ถือว่ามีรายได้ดี ถ้าประเทศไหนที่ครูหรืออาจารย์มหาวิทยาลัยมีรายได้ดีมีรายได้สูง ก็แสดงว่าประเทศนั้นมีความเจริญและมีโอกาสเจริญต่อไป ถ้าใครที่เรียนทางธุรกิจจะเห็นว่า Professor ของTop ten University มีรายได้มหาศาล อันนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งว่าจริงๆ แล้วศาสตราจารย์ ด๊อกเตอร์ หรือว่าอาชีพ ครู น่าจะเป็นอาชีพที่ดี ขณะนี้ ก็ยังเป็น Trend ในต่างประเทศ คนที่มีความเชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่งมากๆ และมีชื่อเสียงจะมีรายได้ดีและผู้ชี้นำสังคม ซึ่งบางครั้งเป็น Influence ให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น

อาชีพต่อมาคือ อาชีพทางด้านวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น Scientistหรืออาชีพด้าน Computer หรือ Engineering หรืออะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับ Science น่าจะเป็นวิชาชีพที่สร้างรายได้ได้ดีในประเทศที่เจริญแล้ว แต่ประเทศไทยก็ตอบลำบากนะครับ นักวิทยาศาสตร์บ้านเราก็ยังไม่มีอะไรที่เปรียบเทียบกับเขาได้ ถ้าเป็นอย่างวิศวกรหรือนักคอมพิวเตอร์ก็เริ่มมีบทบาทที่สำคัญด้านเทคโนโลยี คนไทยเริ่มเก่งด้านนี้มากขึ้น แต่เราจะเห็นได้ว่าบางสถาบันซึ่งสร้างวิศวกรที่ถือว่าเป็น Top Tree, Top five ของประเทศไทย แต่เด็กที่จบมาจาก Engineering School เหล่านี้พอเรียนจบก็มักไปเรียนต่อ MBA ทั้งนั้นเลยเกือบจะไม่มีใครได้มาประกอบวิชาชีพทางด้าน Engineering กลับมาเป็นนักบริหาร แต่เมื่อนำทั้ง 2 วิชาชีพนี้มาประกอบกันก็ปรากฏว่าคนเหล่านี้มีรายได้ดีนะ นี่ก็เป็นอีกมุมมองซึ่งหลายคนต่างนำมาวิเคราะห์ ถ้าจะให้ตอบฟันธงก็คงลำบาก คงบอกได้คร่าวๆ ซึ่งก็แล้วแต่ว่าเมื่อเราเรียนมาจบ แล้วมาทำงาน เราตั้งใจทุ่มเทแล้วประสบความสำเร็จในสิ่งที่เราสร้างขึ้นมามากน้อยแค่ไหนมากกว่า การเรียนได้ใบปริญญาเป็นแค่จุดเริ่มต้นที่ที่ผมคิดว่ามันเป็นแค่ใบเบิกทาง เป็นกุญแจที่คุณใส่เข้าไปในลูกบิดประตูเพื่อที่จะเปิดเข้าไปสู่โอกาสของสำเร็จนะครับ

“สำเร็จ”:
สุดท้ายนะครับ รบกวนเวลาพี่อ๊ะมามากแล้ว อยากให้พี่อ๊ะแนะนำ Tip ว่าอะไรคือ Key หลักที่จะเปิดประตูไปสู่ความสำเร็จ

คุณอติรุฒม์:
สำหรับผมเอง ผมเอาตัวเองเป็นหลักก็แล้วกัน ผมคิดว่าผมเป็นคนที่มีเป้าหมายในชีวิต ถ้าคุณมีเป้าหมาย คุณก็จะรู้ว่า ควรจะทำอะไรและจะเดินไปไปอย่างไร ถ้าคุณไม่มีเป้าหมายตอนนี้ คุณก็จะไม่รู้ว่าวันนี้ พรุ่งนี้ เดือนหน้าต้องทำอะไร การมีเป้าหมายทำให้เรากำหนดชะตาชีวิตได้ การกำหนดเป้าหมายก็แล้วแต่แต่ละคนว่ามีเป้าหมายไกลแค่ไหน ต้องมีการกำหนดเป้าหมายทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ผมมีความฝันของตัวเองตั้งแต่เด็กแล้ว มีอาจารย์หลายท่านปลูกฝังและให้มุมมองว่าการเกิดมาเป็นคน สิ่งสำคัญคือต้องมีเป้าหมายในชีวิต การตั้งเป้าหมายชีวิตที่ดีก็เหมือนเรามีเข็มทิศให้เดินตาม และมีนาฬิกาบอกเวลา สิ่งนี้ทำให้ผมมีความฝันของตัวเอง และเป็นแรงผลักดันว่าในแต่ละจังหวะชีวิตต้องทำอะไร จนกระทั่งมาถึงปัจจุบัน ทุกวันนี้ก็คิดว่าก็พอใจในสิ่งที่ทำ เพราะสิ่งเหล่านั้นทำให้เรามองเห็นโลกของเราได้อย่างชัดเจนและสบายใจขึ้น Key สำคัญคือ ขอให้มีเป้าหมายเพื่อให้เป็นเข็มทิศของชีวิตและอย่าลืมเอานาฬิกาไปด้วย เพื่อบอกว่าในแต่ละช่วงเวลา เราไปถึงเป้าหมายตรงนั้นหรือยัง ถ้ายังไม่ถึงจะทำอย่างไรให้ไปถึงเป้าหมายนั้น จะปรับเปลี่ยนแผนอย่างไร การมีเป้าหมาย เราก็จะเข้า Process ว่าเราต้อง Planning จากนั้นเราก็จะต้อง execute และต้องมี implementation plan แล้วก็ต้องมานั่ง Monitor ถ้ามันไม่ใช่ เราก็ต้องกำหนดวิธีการแก้ไข เพราะฉะนั้น สำคัญจริงๆ ก็คือ มีเป้าหมายและมีนาฬิกาบอกเวลาไปด้วยว่าเป้าหมายอยู่ที่ตรงไหน

IMG_8912 (Large)

VN:F [1.6.9_936]
Rating: 10.0/10 (1 vote cast)
  • Share/Bookmark

Filed Under: Mentor