Yuttapol Chalermkiatkul: The Informational Content in the Option Market
Posted on January 3, 2010 by viriya
The Informational Content in the Option Market
By Yuttapol Chalermkiatkul
เรื่อง/ภาพ แพม แพร
เมื่อเงินที่เรามีไม่ได้มีค่าแค่ที่เราเห็น…..ปัจจุบันนี้มีช่องทางการเพิ่มมูลค่าของเงินมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทางง่ายๆอย่างการออมเงินทั้งในส่วนของออมทรัพย์ หรือฝากประจำ แต่สำหรับการลงทุนที่คนธรรมดาอย่างเราๆ (ผู้สัมภาษณ์) ไม่อาจเอื้อมก็คือ การลงทุนในหุ้นและตลาด Options
วันนี้ทางทีมงานมีโอกาสอันดีที่จะไปเปิดหูรับฟังคำแนะนำจากคุณเต๋า ยุทธพลผู้ที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับตลาดหุ้นและตลาด Options มาจากมหาวิทยาลัย Warwick มหาวิทยาลัยชั้นนำจากประเทศอังกฤษ เมื่อการสัมภาษณ์ครั้งนี้เสร็จสิ้น ทางทีมงานอาจจะมองตลาดหุ้นและตลาด Options เป็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และเมื่อศึกษาเพิ่มเติมอีกนิด อาจจะเป็นฤกษ์งามยามดีที่จะเข้าไปเดินเล่นในตลาดหุ้นกันบ้าง แต่อย่าลืมนะคะ “การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาก่อนการลงทุน”
ช่วยแนะนำตัวเองว่าเรียนอะไรมา แล้วตอนนี้ทำอะไรอยู่
ชื่อ ยุทธพล เฉลิมเกียรติกุล ชื่อเล่น ชื่อเต๋า เรียนจบ Master of Science in Finance จาก Warwick University ก่อนหน้านี้เรียน BE เมเจอร์ International Economics ไมเนอร์ Finance ก่อนไป Warwick เคยทำงานอยู่ที่ Unilever เป็น Management Trainee สาขา Finance ทำอยู่ 1 ปี แล้วก็ได้ทุนจากที่ Warwick เป็นทุนได้เปล่าแบบไม่เต็ม อารมณ์ทุนปริญญาโทของ South East Asia ก็เลยไป สำหรับตอนนี้ก็กำลังหางานอยู่
แสดงว่าชอบด้าน Finance
คือชอบเศรษฐศาสตร์ พอเรียนแล้วรู้สึกเหมือนกับเป็นวิชาที่จัดความคิดให้เป็นระบบ ทุกอย่างมีเหตุและผล เรียนแล้วทำให้ไม่ใช่แค่เข้าใจ อ่านหนังสือพิมพ์รู้เรื่อง หรือเข้าใจเศรษฐกิจ แต่มันจัดระบบความคิดของตัวเองด้วย แล้วก็ได้โอกาสไปเรียน Finance ก็ชอบ รู้สึกท้าทายดี คิดว่าคนเรารู้จักการบริหารเงินก็น่าจะดี ก็เลยลองเลือกเรียนวิชาแนว Finance ตอนปริญญาตรีแล้วก็ชอบ ก็เลยเลือกต่อโทด้านนี้
ไปเรียนโท Finance จริงแล้วชอบมั้ย เหมือนอย่างที่ตัวเองคิดไว้หรือเปล่า
ใช่ มันเหมือนอยากเรียนรู้เพิ่ม เรียนพื้นฐานตอนปริญญาตรีแล้วก็ชอบ ตอนแรกฝันอยากเป็น Fund manager คิดว่าจะเอาให้ลึกเลย ก็เลยเรียนเลย แล้วพอดีได้ทุนด้วย
แล้วพอเรียนจบแล้วยังอยากเป็น Fund Manager มั้ย (หัวเราะ)
ก็พยายามหาอยู่นะ เราก็สมัครงานที่เกี่ยวกับกองทุน แต่ว่าตอนนี้เปิดรับเฉพาะคนมีประสบการณ์แล้ว เรายังไม่มีประสบการณ์ก็เลยพยายามสมัครเป็น Analyst หรืออะไรอย่างนี้ก่อน ก็พยายามที่จะเริ่มต้นก่อนแล้วค่อยว่ากัน
ตอนเรียนปริญญาโทชอบวิชาไหนมากที่สุด และทำไมถึงชอบวิชานี้
จริงๆเราชอบ Derivative Security มันคือตัวที่เราทำ Dissertation เลย เรียนเกี่ยวกับตลาด Forward Futures Debt Security ต่างๆ พวก Bonds ตลาด Options เรียนแล้วรู้สึกว่าเราเข้าใจ มันเป็นสิ่งที่ไม่เคยได้เรียนมาก่อน และก็ยังไม่เห็นในประเทศไทย ประเทศไทยก็เริ่มมีเข้ามา ก็คิดว่าน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่ได้ไปเรียนรู้ อาจารย์ที่สอนก็ดี ก็เลยชอบวิชานี้ แล้วก็ทำ Dissertation อันนี้
แสดงว่าเพราะเรียนทางนี้แล้วชอบ ก็เลยทำ Dissertation เรื่องนี้
ใช่ เรียนแล้วก็ทำได้ดี แล้วก็เอาอันนี้แหละวะ
แล้วหัวข้อนี่คิดเอง หรือว่ามหาวิทยาลัยมีมาให้
ไม่มี คิดเอง ก็ไปหา ไปดูงานวิจัยเก่าๆ แล้วดูว่ามีหัวข้อไหนน่าสนใจ ตอนแรกก็โฟกัสไว้ก่อนว่าจะทำ Options เพราะว่าสนใจที่สุดแล้ว ก็เลยไปหางานวิจัยที่เกี่ยวกับ Options ดูๆ มาเรื่อยๆ แล้วมีเรื่อง Information content ใน Stock market ก็เลยรู้สึกว่าเราน่าจะเอา Stock Market กับ Options Market มารวมกัน ก็เลยเริ่มหาไปเรื่อยๆ แล้วก็หา framework ที่จะมาใช้ สุดท้ายก็เป็น VECM
แล้วทำไมถึงมาสนใจ Options เป็นพิเศษ
อย่างแรกก็คือ เรียนแล้วเข้าใจ สองก็เหมือนกับ Options ยังเป็นอะไรที่ใหม่อยู่
ใหม่ในมุมไหน
ไม่เคยเรียนมาก่อนด้วย แล้วก็ยังไม่ค่อยเห็นในประเทศไทย ถึงแม้จะมีบ้างแล้ว อย่าง TFEX แล้วก็มันมี Structure ของมันที่ค่อนข้างชัดเจน call option, put option ที่สามารถเข้าใจได้ง่าย ถ้ามี logic ก็เข้าใจได้ Structure เป็นแบบวาดเส้น payoff ขึ้นมา พอเรียนแล้วมันเข้าใจมันก็รู้สึกอยากจะรู้ต่อ
Structure ที่ว่านี่คือ เหมือนเป็น pattern อะไรอย่างนี้เหรอ
ใช่ๆ มันมีกรอบให้เราคิดไง ก็เหมือนกับพอเวลาเราเจอ Options เราก็สามารถดูรายละเอียดออกมาได้ว่า Payoff มันเป็นเท่าไหร่ มันก็ทำให้เราเข้าใจ แล้วพอเข้าใจก็เลยชอบ
ถ้าอย่างนั้นลองเล่าให้ฟังสั้นๆว่าโปรเจคนี้เกี่ยวกับอะไรในแบบที่คนที่ไม่รู้ Finance มาก่อนเลยจะรู้เรื่อง
อย่างแรกก็คือว่า ปกติเวลามีข้อมูลใหม่อะไรขึ้นมา ตลาดหุ้นมันก็ควรจะสะท้อนข้อมูลใหม่ๆนั้น ถ้าตลาดมัน Efficient นะ แต่ความเชื่อของเราคือว่าจริงๆ นักลงทุนเค้ามีทางเลือกของตัวเอง ไม่จำเป็นว่าเวลามีข้อมูลใหม่ๆ เข้ามา แล้วจะต้องไปที่ Stock Market อาจจะไป Options Market ก็ได้ เราก็เลยมาศึกษาว่า พวก Insider ที่มีข้อมูลใหม่ๆ เป็น Inside Information เขาจะไปไหน จะไปลงทุนที่ Stock market หรือจะไปที่ Options market หรือจะ Market ต่างๆ แต่ใน dissertation เราโฟกัสแค่ 2 ตลาดนี้ก่อน เราก็เลยไปดูว่า Options market มันมีประโยชน์ยังไง
ตัว Options เองก็คือให้สิทธิสำหรับผู้ลงทุน ว่าจะซื้อหรือว่าจะขาย underlying stock ในราคาและวันที่ตกลงไว้ล่วงหน้า คือมันก็เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถที่จะเป็นเครื่องมือในการลงทุนได้ ในการที่เรามีข้อมูล เราเชื่อว่าหุ้นจะไปเท่านี้ แต่เราซื้อสัญญาที่เราจะซื้อหรือขายมันในราคาที่ต่างออกไป เราก็จะได้กำไรจากส่วนต่างที่เกิดขึ้น เราก็เลยสนใจ จึงศึกษาใน Options market
ลักษณะอย่างหนึ่งของตลาดนี้คือ มันมี financial leverage ในตัว คือหุ้น 1 ตัว เวลาเราทำสัญญา options เราไม่จำเป็นต้องจ่ายในราคาเต็ม เราจ่ายแค่ส่วนหนึ่งที่จะซื้อสิทธิ์ในการซื้อหุ้นนั้น เป็นจำนวนที่มากๆ ในราคาก้อนหนึ่ง นี่เป็น Theme ของมันเลย ก็คือมันมี financial leverage เพราะฉะนั้นมันก็น่าจะดึงดูดผู้ลงทุนมากกว่าที่จะลงทุนใน Stock market แล้วก็ลงเงินในจำนวนเต็มเพื่อที่จะได้ stock ก็เลยคิดว่านักลงทุนจะมาที่ Options market ก่อน แล้วก็เพื่อที่จะซื้อ Stock จากข้อมูลที่มีอยู่
การศึกษาก็ต้องมี framework ซึ่งเราใช้ Vector Error Correction Model ซึ่งเป็นตัวโมเดลที่ค่อนข้างใหม่ เราคิดว่ามันน่าจะ สะท้อนความสัมพันธ์กันในระยะยาวหรือ cointegration ของตลาดนี้ได้ หลังจากศึกษาเราก็เลือก เฉพาะ Dow Jones stock 30 บริษัท ใน Dow Jones ซึ่งจะสะท้อนเศรษฐกิจของอเมริกาทั้งหมด เพราะว่ามันเลือกจากเฉพาะบริษัทใหญ่ๆในแต่ละ industry แล้วเอามารวมกันเป็น Dow Jones มันก็น่าจะสะท้อนตลาดทั้งหมดของอเมริกา และด้วยที่ว่าอเมริกาน่าจะเป็นตลาดที่ค่อนข้าง efficiency ที่สุดแล้ว เราก็เชื่อว่าน่าจะเป็น Sample ที่ดี ศึกษาไปศึกษามา นำข้อมูลไปประมวลผลแล้วก็ออกมาเป็นว่า เวลานักลงทุนมีข้อมูลใหม่ๆ ก็จะไปที่ Options market ก่อน เนื่องจากมันมี financial leverage และมันมีตัวแปรบางตัวแปรที่มีผลเกี่ยวกับการปรับตัวเข้าสู่ equilibrium คือ ราคาสองที่เข้าหากัน เมื่อรับข้อมูลใหม่เข้ามา ก็คือ volume กับ bid-ask spread มี logic ง่ายๆว่า volume ยิ่งซื้อขายมาก นักลงทุนยิ่งเข้าถึงข้อมูลตัวนั้นมาก เพราะฉะนั้นยิ่ง volume มาก options market ก็จะสะท้อนราคาหุ้นที่แท้จริงได้มากกว่าถ้า volume ที่น้อย และส่วน bid-ask spread ก็เหมือนกัน ยิ่ง bid-ask spread แคบๆ มันก็มีสภาพคล่องในการซื้อขายมากกว่า bid-ask ที่กว้าง นักลงทุนก็อยากจะเข้าไปใน Options market แล้วก็ใช้ข้อมูลของที่เค้ามีอยู่ ก็จะเป็นลักษณะของมัน
ก่อนที่จะไปเรื่องอื่น อยากให้อธิบายตัวเครื่องมือ VECM สักหน่อย
จริงๆ มันคือการศึกษา Cointegration ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ Equilibrium ในระยะยาวระหว่างอะไรสองอย่าง จริงๆ cointegration มีหลายแบบที่เราเคยศึกษา ถ้าจำไม่ผิด เป็น ECM แล้วก็มี VECM ที่พัฒนาขึ้นมา แต่ว่าเหมือนกับว่า VECM ที่ใช้มันดีกว่าในแง่ที่ว่า มันแสดง Speed of adjustment ด้วย คือ VECM มีการศึกษา lag ของมันด้วย คือข้อมูลจากอดีตว่ามันมีผลต่อสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันหรือเปล่า แต่สิ่งที่เข้ามาเพิ่มคือมันมี speed of adjustment coefficient ขึ้นมา เราก็จะรู้ว่าเวลาที่ข้อมูล 2 ชุดมัน cointegrate กัน speed of adjustment ของมันจะเป็นยังไง เวลาที่เกิดอะไรขึ้นแล้วทำให้ 2 ตัวนี้ออกจากจุด Equilibruim ก็ต้องมีการปรับเข้าหากันใหม่ speed ของการปรับเข้าหากันใหม่นี่แหละคือ speed of adjustment
เห็นว่ามีแนะนำสำหรับคนที่จะมาศึกษาต่อ ว่าน่าจะดูเรื่องข้อมูลราคาระหว่างวันด้วย จากที่ใช้แค่เป็นข้อมูลรายวัน คิดว่าถ้ามีแล้วผลมันจะต่างยังไง
ผลคือจะละเอียดมากขึ้น คือข้อมูลของเราเป็นรายวัน วันต่อวัน แต่ความจริงคือถ้ามีข้อมูล คนก็ปรับได้ในวันนั้นเลย คือไม่ต้องรอวันรุ่งขึ้นไง ถ้าเราศึกษาข้อมูลระหว่างวัน ก็น่าจะได้ผลที่แตกต่างออกไป อาจจะบอกได้ถึงว่า speed of adjustment เป็นเท่าไหร่ คือถ้ามีข้อมูลที่มากขึ้น อาจศึกษาลงลึกไปถึงว่าโดยทั่วไปแล้ว มันใช้เวลาเท่าไหร่ในการปรับตัวเข้าหา Equilibrium ใหม่
SAMRET Factors
Situation
อย่างตลาด Options ยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมในเมืองไทยเท่าไหร่ มองไม่ออกว่ามันต่างจากตลาดหุ้นยังไง
ถ้าในแง่สภาพคล่องต้องมองตลาดของมัน ถ้าเป็นเมืองไทยมี Options เข้ามาตอนแรกก็คงไม่ค่อยมีสภาพคล่องเท่าไหร่ แต่ว่าในแง่ของหน้าที่ที่มันทำหลักๆก็คือ มันเกี่ยวกับการขายหรือซื้อสิทธิที่จะซื้อหรือขายหุ้นที่เป็น underlying stock อีกที ในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าและวันที่กำหนดไว้ล่วงหน้า มันเป็น Hedging Instrument หรือเครื่องมือการประกันความเสี่ยงอย่างนึงที่ช่วยให้ นักลงทุนประกันความเสี่ยงต่างๆ ได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ก็มี Forward กับ Futures ด้วย ซึ่งทั้งหมดก็ถือเป็นเครื่องมือทางการเงินอันนึงที่ช่วยให้นักลงทุนมีทางเลือกมากขึ้น
Options, Forward กับ Futures ต่างกันอย่างไร
ถ้าเราเข้าใจไม่ผิดนะ มันมีความแตกต่างในตัวเองในแง่การเขียนสัญญา หลักๆ คือ อย่าง Options เป็นแค่สิทธิว่าจะซื้อหรือขาย แต่ไม่ได้บังคับให้เราทำ หมายความว่า ถ้าสุดท้ายแล้วเราจะขาดทุน เราก็ไม่ปล่อยให้มันติดลบได้ ก็คือไม่ใช้สิทธิซื้อหรือขาย แต่ Forward กับ Futures เป็นสัญญาซื้อขายที่ต้องทำ แต่ว่าเราสามารถขายสัญญานั้นไปให้คนอื่นได้ แต่มันเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในราคาที่กำหนดไว้ในสัญญาเหมือนกัน ถ้า Forward กับ Futures ถึงวันครบกำหนดเราต้องใช้มันเท่านั้น แต่ขายให้คนอื่นก่อนได้ถ้าเรามองเห็นแล้วว่าเราจะติดลบ ก็จะไปซื้อหรือขายในสัญญาที่ตรงกันข้ามกัน เพื่อให้มันหักล้างกัน แต่ถ้าอย่าง Options ถ้าเป็นลบ เราก็ไม่ต้องซื้อหรือขายเลยก็ได้ เพราะเป็นแค่สิทธิเท่านั้น ไม่ได้บังคับ
Answer
ผลการศึกษาที่ได้มีประโยชน์กับใครบ้าง เอาไปใช้ในแง่ไหนได้บ้างมั้ย
อย่างแรกก็คือมันมีประโยชน์ในแง่ที่ว่าเราเข้าใจตลาดมากขึ้น เข้าใจมากขึ้นว่าเวลาที่นักลงทุนมีข้อมูล ซึ่งแน่นอนว่ามันอาจจะมีทางเลือกหลายๆ ทางเลือกที่เค้าจะทำได้ แต่ว่าลงทุนใน Options market ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับเค้า นี่คือสิ่งที่เรารู้
นอกจากนักลงทุนแล้วมันก็มีประโยชน์สำหรับตัวเรา ในแง่ที่ว่าทำให้เรารู้ในสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน คือทำ dissertation ก็ทำเอง เหมือนกับเราไม่รู้มาก่อนแล้วเราสนใจเรื่องนี้ มันเปิดโอกาสให้เราได้ศึกษาในสิ่งที่เราสนใจจาก supervisor ที่คอยควบคุมดูแลเรา มันก็ได้ในแง่ของตัวผลงาน มันก็จะดีสำหรับนักลงทุน แล้วก็การทำ dissertation มันก็จะดีสำหรับเรา ในแง่ที่ว่าเราได้ทำอะไรที่เป็นผลงานเดี่ยวๆ ของตัวเองอย่างนึงขึ้นมา ซึ่งเรารับผิดชอบทำเองทั้งหมด
พวกนักลงทุนรู้จัก VECM หรือ Speed of Adjustment มั๊ย
ในความเป็นจริง เท่าที่เราเข้าใจ คงมีฝ่าย Research หรือ Economic ของเค้าที่ทำเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่ถ้านักลงทุนจริงๆ รู้จักไหม เค้าคงไม่รู้จัก คงต้องเป็นคนที่สนใจเรื่องนี้จริงๆ
Market & Marketing
อยากให้ช่วยเล่าพฤติกรรมนักลงทุนรายย่อยและสถาบันการเงิน จากในอดีตมาปัจจุบัน
โห อาจจะเล่าไม่ได้ละเอียดขนาดนั้น แต่อย่างหนึ่งที่เราเชื่อคือนักลงทุนมีความรู้มากขึ้น หมายถึงว่า เป็นนักลงทุนรายย่อยที่มีความรู้มากขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเช่นราคาทองเพิ่มขึ้น แม่ค้า อาม่าก็ยังไปร้านทอง เพื่อไปเก็งกำไรได้ เราเชื่อว่าต่อไปนักลงทุนจะต้องมีความรู้มากขึ้นเรื่อยๆ และมีความสามารถในการเข้ามาซื้อขายในตลาดได้มากขึ้น คือไม่ต้องมีความรู้เหมือนคนเรียนมาในด้านนี้ ก็เช่นเข้ามาซื้อขาย Gold future หรือ ทองกระดาษ เก็บไว้ เชื่อว่านักลงทุนมีความสามารถในการลงทุนมากขึ้น ส่วน corporate ก็เชื่อว่าจะเป็นการลงทุนที่ใช้ข้อมูลจริงหรือปัจจัยพื้นฐานของบริษัทมากขึ้น ไม่ใช่การปั่นหุ้น หรือการเล่นการพนันหน่อยๆ หันมาใช้ข้อมูลในการตัดสินใจการลงทุนมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ตลาด efficient มากยิ่งขึ้น
อย่างนี้ถ้าสมมติว่าคนธรรมดาอย่างเรา ตลาดหุ้นก็แบบรู้บ้างไม่รู้บ้าง แล้วจะเอาตัว dissertation ของเต๋าไปใช้กับชีวิตเรายังไงบ้าง
ก็จริงๆ แล้วคนเราบางคนอาจจะรู้มากรู้น้อยไม่เหมือนกันในเรื่องตลาด แต่สุดท้ายแล้วเราก็มีเงินสำหรับไปลงทุนเหมือนกันทุกคน ทุกคนได้รับเงินเดือนมา ไม่ว่าจะทำงานตรงไหนก็แล้วแต่ ก็มีเงินเหมือนกัน พยายามจะหาทางบริหารจัดการเงินของตัวเองเพื่อให้มีผลตอบแทนขึ้นมา ถ้าเค้าได้ศึกษาผลงานของเรา ก็เหมือนกับบอกเค้าว่า นอกจากการลงทุนในตลาดหุ้นหรือตลาด bonds มันยังมีตลาด options อีกตลาดนึงที่เค้าสามารถเอาเงินที่ได้จากเงินเดือนหรือเงินต่างๆ ไปลงทุน แล้วมันน่าจะเปิดมุมมองให้เค้าเห็นโลกการเงินกว้างขึ้น ว่ามันเป็นประมาณไหน
อย่างนี้มือใหม่ควรจะเล่น Options ก่อนเล่นหุ้นมั้ย
เอาจริงๆ เราว่า ถ้ามีเงินก็ควรจะค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปนะ ขนาดเราเรียนเรายังไม่เคยรู้ว่าเราจะไปลงทุนใน Options ยังไงเลย เราเลยคิดว่าก็อาจจะศึกษาค่อยเป็นค่อยไป แต่ว่าอย่างน้อยก็ต้องเข้าใจตัวเองก่อนว่ารับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน ต้องการบริหารเงินยังไง
Rivalry & Risk
แล้วมีงานเก่าๆ ที่เคยทำเรื่องนี้มามั้ย และของเต๋าใหม่กว่ายังไง
ใหม่กว่าในแง่ อย่างแรกคือตลาดที่เราสนใจ เท่าที่เราลองศึกษายังไม่มีใครลงลึกลงไปเฉพาะใน Dow Jones อันนี้คือในแง่ของข้อมูลที่เราเลือก ส่วน framework ที่เราใช้มีคนใช้อยู่ก่อนแล้ว จริงๆ ที่เราเพิ่มไปคือศึกษาตัวแปรต่างๆ มี Moneyness, volume, bid-ask spread ที่เราศึกษา อันนั้นคือสิ่งที่เราเพิ่มเข้ามาเพราะเราอยากรู้ว่ามีตัวแปรไหนอีกหรือเปล่าที่จะกระทบต่อ speed of adjustment ที่จะกลับเข้าสู่ equilibrium
สำหรับผลการศึกษาที่ได้เป็นไปตามที่ตั้งเป้าไว้มั๊ย พอใจรึเปล่า
หนึ่งคือเสร็จทัน สองคืออาจารย์ให้ผ่าน สามคือเราตั้งสมมติฐานไว้ว่าผลมันจะออกมาอย่างนี้ มันก็มีหลายๆ ส่วนที่ตรงกับที่คาดไว้ แต่ก็มีหลายส่วนที่ไม่ตรงกัน เช่น เราเชื่อว่า moneyness ของ Options น่าจะมีผลต่อ speed of adjustment แต่สุดท้ายแล้วมันไม่มีผล ซึ่งอาจจะมีตัวแปรตัวอื่นๆ มากระทบด้วยไง เลยทำให้ผลมันไม่เป็นอย่างที่เราคิด แต่ที่เป็นอย่างที่คิด คือ volume หรือ bid-ask spread มันเป็นไปอย่างที่เราคิด มันก็ดี พอเป็นไปอย่างที่เราคิด เราก็มีเหตุผลที่จะไปเขียนว่าทำไมเป็นอย่างนั้น ก็ค่อนข้างพอใจ เพราะว่ามันควรจะเป็นไปอย่างนั้น
เจอปัญหาอะไรบ้างในการทำ dissertation ครั้งนี้
อย่างแรกเลยคือหัวข้อเรื่อง เพราะตอนแรกมีอีกเรื่องที่เราอยากทำ เป็นเรื่องอื่นแต่ยังอยู่ในส่วน Options นี่แหละ แต่จำไม่ค่อยได้นะว่าเป็นยังไง แต่พอเราไปทำเข้าจริง มันทำไม่ได้ ในแง่ที่ว่าไม่มีข้อมูลและมันยากเกินไปสำหรับเรา แล้วพอมาทำอันนี้ ก็มีปัญหาบ้าง คือตอนแรกอยากทำของอังกฤษ แล้วก็มีปัญหาข้อมูล ข้อมูลไม่พอ หาไม่ได้ เลยต้องเปลี่ยนที่หาข้อมูล แล้วไปเจอของ Wharton database ซึ่งมีของอเมริกาครบ เราเลยต้องเปลี่ยน sample จากอังกฤษไปเป็นอเมริกา แล้วในแง่ของการทำงาน บางทีเราอาจจะยังไม่เก่ง บางทีเราทำใน Excel ซึ่งถ้าเขียน VBA ได้แล้วมันจะเร็วขึ้น แต่เราเขียนไม่เป็น ก็เลยต้องทำอ้อมๆ กว่าจะทำได้ก็เลยใช้เวลาเยอะ ถ้ารู้และทำได้ก็จะเร็วขึ้นเยอะ แต่ว่าโชคดีอีกอย่างตรงอาจารย์ที่เป็น supervisor ของเราเค้าดี คือเราต้องเขียนไปขอให้อาจารย์มาเป็น Supervisor ถ้าเค้าชอบงานเรา เค้าถึงจะยอมเป็น เราอยากทำ Options ก็เลยเขียนไปหาอาจารย์ที่สอน Options ปรากฏว่าเค้าชอบ เลยตกลงเป็น supervisor ให้ ซึ่งก็ตรงกับที่อยากทำ เพราะบางคนเค้าจะได้อาจารย์ที่ไม่ตรงไง แต่เราได้อาจารย์ที่ดี ตรงจุด ช่วยคิดช่วยอะไร ช่วยหาเหตุผล เหมือนอย่างที่บอก เราไม่รู้อะไรเลย เราไปเรียนคอร์สหนึ่งคอร์ส แล้วเราไม่รู้อะไรเลย เราก็ต้องการคำแนะนำที่ลึกซึ้ง ไม่งั้นเราจะไปหาเองมันก็สู้อาจารย์มานั่งช่วยอธิบายไม่ได้ ครั้งเดียวก็เข้าใจ หรือช่วยหาเหตุผลว่าทำไมผลออกมาเป็นแบบนี้ มานั่ง discuss กัน คืออยู่ดีๆ เค้าก็ไม่ได้มาบอกๆๆ อะน่ะ แต่แบบว่า เอ่อ คุณคิดว่ายังไง ก็ได้ไอเดียต่างๆ แล้วความจริงเค้ามีกำหนดชั่วโมงที่พบได้ แต่โชคดีที่ของเราอาจารย์ใจดี คือไม่มานั่งจับเวลาว่าพบไปกี่นาทีแล้ว อาจารย์เป็นตัวแปรสำคัญมาก เพราะเค้าช่วยเรา
Expectation
มองว่าตลาด Stock และตลาด Options ของเมืองไทยกับตลาดของอเมริกาต่างกันอย่างไรบ้าง
จริงๆ แล้ว อย่างแรกคืออเมริกามีความหลากหลายทางด้านการเงินมากกว่าไทยอยู่แล้ว ทั้งในแง่ efficient กว่า ในแง่ที่สามารถสะท้อนข้อมูล นำข้อมูลมาใช้ได้เร็วกว่า เรามองว่าประเทศไทย ตลาดหุ้นยังเหมือนการเล่นการพนันอยู่ ยังไม่สามารถสะท้อนปัจจัยพื้นฐานของ stock ได้ดีเท่าอเมริกา ส่วนตลาด Options ในอเมริกามีเยอะมาก เช่น call options, put options ของแต่ละ stock แล้วแต่ละอันก็มีราคาต่างกันไปเยอะ แต่เราไม่แน่ใจว่าเมืองไทยมีแล้วหรือยัง ในแง่ของ Options อเมริกาเจริญกว่าเราเยอะมาก แต่เมืองไทยเองก็เห็นในจุดนี้ จึงเริ่มพยายามเติมเต็มตลาดมากขึ้น เช่นมี Gold Futures อะไรขึ้นมา ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นของประเทศไทย
ถ้าอย่างนั้น dissertation ที่ทำเอามาใช้กับเมืองไทยได้มั๊ย
อย่างแรกคือ sample ของเราเป็นตลาดที่ค่อนข้าง efficient ทำออกมาแล้วผลเลยตรงกับที่เราสนใจ คือข้อมูลที่เราเห็นใน stock ตัวนั้นๆ แต่เมืองไทย อย่างที่บอกไปตอนแรก คือยังไม่แน่ใจว่ามันสะท้อนค่าที่แท้จริงของมันหรือยัง เพราะฉะนั้นถ้านำ dissertation ของเรามาทำในไทย ก็ยังไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นแบบไหน เพราะระดับความ efficient มันต่างกัน
Team & Timeline
มีการวางแผนการทำ dissertation อย่างไรบ้าง
มีเวลาในการทำอยู่ 3 เดือน หลังเรียนจบคอร์สแล้ว ก็พยายามหาหัวข้อให้ได้ภายใน 2 อาทิตย์แรก แล้วก็เป็นช่วงเก็บข้อมูล เพราะเราใช้หุ้น 30 ตัวใช่มั๊ย แล้วแต่ละ stock มี Options ในแต่ละวัน มันเยอะมาก ช่วงเวลาที่เราสนใจคือ 3 ปี ข้อมูลออกมามีประมาณเป็นล้านเลย เราก็ต้องมานั่งจัดระเบียบข้อมูลใหม่ ก็ใช้เวลานาน เป็นช่วง data processing แล้วค่อยมาลงกับ framework ที่เรามี อีกประมาณเดือนนึง ค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ ระหว่างนั้นก็เริ่มเขียนๆ 3 อาทิตย์สุดท้ายก็มาเริ่มเขียนจริงจังให้เป็นตัวรายงาน ระหว่างนั้นก็คุยกับอาจารย์ด้วย
นอกจากอาจารย์แล้ว มีใครที่ช่วยอีกมั๊ย
งานเราต้องใช้โปรแกรม Matlab EViews ซึ่งเป็นอะไรที่เราไม่เคยจับ ก็ได้ความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าง ก็ทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น แล้วก็มีอาจารย์คนอื่นๆ คอยแนะนำ ทำให้เราสำเร็จมา
…
วางแผนอนาคตตัวเองไว้ว่าอย่างไรบ้าง
อย่างแรกคืออยากได้งาน (หัวเราะ) จริงๆ ตอนแรกสนใจอยากทำกองทุน แต่สุดท้ายแล้วมันต้องมีประสบการณ์ แต่เราก็ยังไม่ได้ปิดตัวเอง ก็ไม่ได้เปลี่ยน direction ว่าเราจะไปอย่างนี้ๆ พยายามไปทางนี้ ก็สมัครพวก bank, equity, asset management ก็ยังอยู่สายการเงิน แต่ไม่ได้สมัครพวก corporate เลย เพราะเคยทำแล้วไม่ชอบ ส่วนมากเป็นพวก bank, finance มากกว่า
แล้วอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้า มองตัวเองว่าเป็นยังไง
อยากเป็นระดับผู้บริหารในบริษัทอะไรก็แล้วแต่ที่เราอยู่ ตอนนี้เรามองว่า ในระยะประมาณ 10 ปี อยากได้ประสบการณ์และ know how จากบริษัทที่เป็น international ว่าเค้าทำอะไร หลังจากนั้น อนาคตข้างหน้า อาจออกมาเปิดบริษัทเล็กๆ ของเราเอง ตอนนี้ก็เป็นช่วงเก็บเกี่ยวความรู้ประสบการณ์ไปก่อน ส่วนเรื่องเรียนต่อ ไม่คิดจะไปเมืองนอกแล้ว ที่มองๆ ไว้ก็อาจจะเป็น Executive MBA แต่ขอหาประสบการณ์ก่อน
นอกจากความรู้ที่ได้เพิ่มแล้ว ยังได้อะไรอีกบ้างจากการทำ dissertation นี้
อย่างแรกคือได้มีผลงานชิ้นแรกที่เป็นของตัวเองคนเดียว เพราะอย่างตอนปริญญาตรีก็เป็นงานที่ทำคู่ สองคือมันมีเวลาว่างทั้งวัน มันขึ้นอยู่กับเราว่าจะจัดสรรเวลาอย่างไร ที่จะทำงานหรือว่าจะเล่น สอนให้เราบริหารเวลาของเรา พยายามมีความรับผิดชอบกับงาน เราอาจนั่งเล่นไปเรื่อยๆ แล้วค่อยมาทำทีหลังก็ได้ หรือว่าค่อยๆ ทำ เล่น ทำ เล่นไปเรื่อยๆ ก็ได้ มันสอนให้เราเรียนรู้จัดการเวลา และรู้จักการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ คือเข้ามาตอนแรก เราต้องทำเป็นคนที่เหมือนไม่รู้อะไรเลย เพราะจะเปิดโอกาสให้เราได้ทำอะไรกว้าง เพราะถ้าเรายึดติดว่าเรารู้แล้ว มันก็จะไม่ได้อะไรเพิ่ม เพื่อให้ได้เรียนรู้อะไรกว้างเพิ่มมากขึ้น ก็ต้องพยายามบอกว่าเรายังไม่พอ จะได้ขวนขวายหาอะไรมาใส่ได้อีก แต่เรายังมีเวลาไปเที่ยวเล่นบ้าง แต่กลับมาก็ต้องมาทำงาน
มีคำถามเพิ่มเติม คิดยังไงกับการที่เด็กสมัยนี้ไปเรียนอังกฤษเยอะมากเลย เหมือนเป็นกระแสอย่างหนึ่ง
จริงๆ เราว่าไม่จำเป็นว่าไปเรียนอังกฤษแล้วมันจะเกร่อ เราว่าการไปเรียนอังกฤษ มันก็มี characteristic ของการเรียนของมัน คืออย่างไปเรียนอเมริกาก็เรียน 2 ปี อย่างอังกฤษจะเรียนหนักมาก หนึ่งปี แต่อเมริกาก็จะสบายหน่อย ก็เป็นประเด็นนึงที่เค้าเลือก คืออยากได้แบบจบหนึ่งปีนะ มันก็เป็นกระแสอะนะ ไม่ได้สำคัญอะไร ขึ้นอยู่กับว่า เราได้ไปเรียนในสิ่งที่เราอยากเรียนจริงๆ รึเปล่า เชื่อว่าไม่ต่างกันระหว่าง 2 ประเทศนี้สำหรับ finance แต่ถ้าเป็นสาขาอื่น ก็แล้วแต่ บางสาขาอังกฤษดีกว่า บางสาขาอเมริกาดีกว่า ก็แล้วแต่
…
Profile
ชื่อ ยุทธพล เฉลิมเกียรติกุล
การศึกษา
ปริญญาตรี: เศรษฐศาสตร์ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปริญญาโท: MSc Finance, Warwick University, United Kingdom
ประสบการณ์การทำงาน
Unilever
- Management Trainee








ทั้งหล่อและเก่งเลยนะจ๊ะ