Ratapong Awachinda: Blackberry Blacksheep
Posted on October 7, 2009 by viriya
Blackberry Blacksheep: Be Different
By Ratapong Awachinda
เรื่อง/ภาพ ปริสา รัตนพิทักษ์กุล








“คุณไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพื่อคนอื่น เข้าใจตนเอง แล้วมั่นใจคุณไม่เหมือนใคร ก็ประสบความสำเร็จได้ นี่คือ Brand Idea ของ BlackSheep”

“มือถือ” ในปัจจุบันกล่าวกันว่าเป็นปัจจัยที่ 5 สิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิต ไม่ใช่ “want” แต่คือ “need” เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมีและขาดไม่ได้ เทคโนโลยีมือถือกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ทุกฟังก์ชั่นใหม่ๆ ทุก Application ใหม่ๆ รวมถึงรูปลักษณ์หน้าตาที่สวยล้ำสมัย ถูกคิดค้นขึ้น เพื่อค่านิยม และความสะดวกสบายในการใช้งาน แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่สามารถตอบสนองให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า และจะไม่สามารถทำให้เกิดเม็ดเงินกลับมาได้เลย ถ้าขาด “การตลาด”
ช่วงเวลายามบ่าย ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ ร่มรื่น ในสภาพธรรมชาติ ที่แทบจะหาไม่ได้ในย่านสยาม ช่างขัดแย้งกับความเร่งรีบในชีวิตปัจจุบัน และหัวข้อที่เราจะคุยกันในวันนี้ “มือถือ” สิ่งที่แสดงถึงความล้ำหน้าของเทคโนโลยี เช่นเดียวกับบุคลิกของคุณระ รตะพงศ์ ที่เรานัดสัมภาษณ์ในวันนี้ นักการตลาดหนุ่มไฟแรง พกปริญญาตรี Marketing จาก ABAC ปริญญาโท Brunel University จากอังกฤษ ในสาขาเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ทำให้คุณระจึงสามารถตอบโจทย์ในหัวข้อ “พัฒนาสินค้าใหม่ที่มี IMC plan” ที่ได้รับขณะกำลังศึกษาปริญญาโท จนประสบผลสำเร็จออกมาได้อย่างดีเยี่ยม “ความแตกต่างที่โดดเด่น” เป็นเช่นไร วันนี้เราจะได้รู้กัน!
แนะนำตัวเองหน่อย ปัจจุบันทำอะไรอยู่ ?
ชื่อ รตะพงศ์ อาวะจินดา (ระ) อายุ 25 ปี ตอนนี้ทำงานเป็นเด็กฝึกงานอยู่ที่ LEO BURNETT เป็นแผนก AE และ Planner จบ Brunel University ที่อังกฤษ สาขา Marketing จบปริญญาตรีที่เอแบค BBA Marketing
ทำไมถึงเลือกเรียน Marketing ?
ถ้าเอาตรงๆละก็ พ่อบอกให้เรียนครับ (หัวเราะ) จริงๆสนใจที่จะเรียน Graphic Design มากกว่า เพราะว่าชอบวาดรูปและชอบทำกราฟฟิค
ชอบ Marketing ?
ก็ชอบนะ มันเป็นมุมมองที่กว้างกว่า design
เรียนที่อังกฤษได้อะไรบ้าง ?
ได้ Connection ตั้งแต่กลับมาทำงานเวบไซต์ก็ไม่เคยหาเอง ไม่เคยต้องไปหาลูกค้าเองเลย ก็คือเป็นแบบปากต่อปากไปเรื่อยๆ ถ้าถามว่าไปอังกฤษได้ความรู้มามั้ย ได้ประสบการณ์มากกว่า ความรู้ที่มีอยู่ใน Text ได้มาจากปริญญาตรี ปริญญาตรีมันแน่นมาก ผมคิดว่าที่จบอังกฤษมาได้ คือมาจากเอแบคทั้งนั้นเลย ดังนั้นเรียนไทยดีกว่า เพราะใช้ Text เล่มเดียวกัน แล้วก็เหมือนกันทุกเล่ม Consumer Behavior, Marketing Management, Retail Management, Integrated Marketing Communication ใช้เล่มเดียวกันหมด แค่มันจะเปลี่ยนเวอร์ชั่นเท่านั้น คือเหมือนกับเล่มนี้พิมพ์ครั้งที่ 10 ตอนที่เรียนที่อังกฤษพิมพ์ครั้งที่ 12 ต่างกันไม่กี่หน้า แล้วปริญญาโทเค้าไม่มาสอนเนื้อหาแล้วไง เค้าคาดหวังว่าคุณต้องรู้หมดแล้ว
ถ้าไม่ได้เรียนสาขา Marketing ตอนปริญญาตรี แล้วไปเรียนปริญญาโทสาขานี้ที่อังกฤษล่ะ?
ซวยครับ แต่ว่ามันก็ดีนะ เป็นการกดดันเรา ให้เราต้องเรียนรู้มากกว่าคนอื่น เพื่อนผมจบ ART ENG มา (จบศิลปะศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ) ก็ได้ A นะ ก็มีเหมือนกันนะ
ที่มาที่ไปของ Assignment ?
คือมันเป็น Assignment หนึ่ง วิชา IMC (Integrated Marketing Communication) ทำคนเดียว แล้วทีนี้ ทางอาจารย์ให้โจทย์มา 5 อย่าง ก็คือให้พัฒนาสินค้าใหม่หรืออะไรก็ได้ที่มี IMC plan โดยโจทย์เค้าก็มีให้เลือกอย่างเช่น ทำเกี่ยวกับมือถือ, รถมือสอง, ทำ banking ทีนี้ก็คิดว่าตัวเรารู้เรื่องเทคโนโลยีมาก ค่อนข้างสูง ก็เลยคิดว่ามือถือน่าจะเหมาะที่สุด โดยวิจัยตลาดของประเทศอังกฤษ
สาเหตุที่เลือก Blackberry ?
เพราะว่าจริงๆแล้ว Blackberry คู่แข่งจริงๆคือ พวก PDA Phone, Symbian แล้วก็ Linux Phone อย่างเช่นพวก Motorola A1220 อะไรสักอย่าง ประมาณนี้ ทีนี้ผมกลับมองว่าคู่แข่งที่แท้จริงแล้วคือผู้นำในตอนนั้นคือ iPhone ตัวเวอร์ชั่นแรก เพราะฉะนั้นการที่เราจะมาจับกลุ่มอัดเฉพาะในหมวด OS (Operating System) ที่แตกต่างจากมือถือทั่วไป ค่อนข้าง nonsense
ทีนี้ถามว่า Blackberry มีจุดขายอยู่ที่ ตัวมันเอง เราซื้อ Blackberry มา 1 เครื่อง RIM (บริษัทของ Blackberry) จะ provide ของ 3 อย่าง คือ Hardware, Software และ Server ที่เกี่ยวกับ Push mail มองจากจุดนี้ Blackberry มีจุดแข็งก็คือ joystick, ระบบความปลอดภัยของ Push mail ค่อนข้าง worldwide แล้วก็ใช้วงกว้างในหมวดธุรกิจ ก็เลยคิดว่า Blackberry น่าจะเป็นโอกาสที่จะขยายไม่ให้ใช้เฉพาะในธุรกิจ จึงมาคิดว่าจะทำยังไง
ช่วยเล่าถึง Assignment หน่อย
โดยตัวโปรเจ็คต์นี้ชื่อ BlackSheep ในความหมายก็คือ แตกต่าง “แกะดำ” ทำไมต้องแกะดำ เพราะว่ากลุ่มเป้าหมาย จากที่ศึกษาดูแล้วเนี่ย ผู้ใหญ่ที่อายุตั้งแต่ new jobber ซึ่ง new jobber จริงๆ ยังไม่ค่อยเล่นกันเท่าไร ก็น่าจะเป็นพวก 28-55 ปี การใช้ของมันก็คือ การส่งเมล์ real time contact หรืออะไรพวกนี้ ที่ตั้งชื่อโปรเจคต์ BlackSheep เพราะว่ามีการเปลี่ยนแปลง 2-3 อย่าง ในส่วนแรกคือ ใส่ OS ตัวใหม่เข้าไป นั่นคือเอา Blackberry มารวมกับ windows mobile เพื่อที่จะให้การใช้ Wireless มากขึ้น อย่างที่ 2 ผมเปลี่ยนปุ่มกดเป็น Touch screen เพราะว่ามองแล้วว่า ถ้าเราต้องการจะเปลี่ยนกลุ่มลูกค้าให้เป็นเด็กมากขึ้น ก็คือตั้งแต่ม.ปลาย- new jobber เค้าจะใช้อะไร ก็เลยจับ Brand Idea ของ iPhone มา นั่นคือ iPhone คืออะไร iPhone คือEntertainment phone ตรงๆเลย ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม โหลด Application ต่อ WIFI ได้ จึงเปลี่ยนมาเป็น Touch screen เพราะว่าด้วยความที่จอใหญ่ ก็ทำอะไรได้มากกว่า
SAMRET Factors
Situation
ตลาดมือถือ เครื่องมือสื่อสารต่างๆ ปัจจุบันเป็นยังไงบ้าง มีปัญหาอะไรบ้าง?
จากที่มองเห็นทุกวันนี้ การใช้ของคนต่างกัน อย่างเช่น คนซื้อ Blackberry ที่อังกฤษ เค้าใช้ทำงาน ใช้จริงจังจริงๆ แต่ว่าคนที่ใช้ Blackberry ในเมืองไทย เริ่มมาจากตั้งแต่เด็ก เนื่องจากมีฟังก์ชั่น BB ปัญหาที่มองเห็นตอนนี้ จริงๆ ผมเป็นแฟน iPhone มากกว่า Blackberry ก็มีเพื่อนถามเยอะแยะว่า อันไหนดีกว่ากัน จริงๆ ก็ไม่ต้องถาม เพราะว่าทุกอย่างที่ iPhone ทำได้ Blackberry ทำเกือบไม่ได้ แต่ Blackberry จุดแข็งตอนนี้คือ BB คุยกัน เห็นเพื่อนที่ตัดสินใจซื้อ Blackberry ก็เอาไว้ BB กัน
ปัญหาของมือถือ ผมมองว่า ผู้ใช้มือถือทุกวันนี้พึ่งพามือถือมากเกินไป หมายความว่าทุกวันนี้คนขาดมือถือไม่ได้แล้ว จะสังเกตได้ว่าคนลืมกระเป๋าสตางค์ต้องกลับไปเอาที่บ้าน มือถือช่างมัน คุณมาทำงาน คุณก็มีโทรศัพท์ออฟฟิศ แต่เดี๋ยวนี้ ออกจากบ้านไม่มีมือถือไม่ได้ สำคัญ! ต้องเก็บตังค์กินข้าวไปเติมเงิน หรือว่าซื้อโทรศัพท์แพงขึ้นเพื่อภาพลักษณ์ของตนเองหรืออะไรหลายๆอย่าง มันเป็นปัญหา คือ สิ้นเปลือง โดยปกติคนไม่จำเป็นต้องคุยโทรศัพท์ทั้งวัน แต่เมื่อเรามีคนก็จะใช้ทั้งวัน แล้วก็จะใช้มากขึ้น ตามงานวิจัยคนไทยคุยมือถือเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากญี่ปุ่น ไต้หวัน อาจจะเกาหลีด้วยมั้ง คือ ฝรั่งเค้ามอง เค้าก็งงว่า เดี๋ยวว่างคุยโทรศัพท์ กินข้าวโทรศัพท์ ทำงานรับโทรศัพท์ อะไรขนาดนั้น ก็เยอะนะ เข้าไปในลิฟต์ เค้าก็รู้ว่าเป็นพื้นที่สาธารณะ คุณก็ควรเก็บโทรศัพท์ไว้ ออกมาจากลิฟต์คุย คุณสามารถโทร.ได้ ก็ยังเห็นถือโทรศัพท์กันในลิฟต์เต็ม ในร้านอาหารมีสักกี่ครั้งที่คุณจะต้องมาเจอ กินข้าวกับครอบครัวหรืออยู่กับเพื่อนฝูง ซึ่งตอนนี้สังคมเมืองไทยยอมรับไปแล้ว ว่าไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นฝรั่งมา เค้าเจอ เฮ้ย!ใช่เหรอ คือ เราอยู่เมืองไทย เราไม่รู้ไง ด้วยความเคยชิน
นั่นคือปัญหาโดยรวม คือ พวกเครื่องมือสื่อสารเป็นสิ่งสิ้นเปลือง บางครั้งก็ไม่จำเป็นด้วย อย่างเช่นเรื่อง BB เป็นที่ถกเถียงกันมาก ถึงขั้นไปอ่านงานวิจัยมาว่า เมื่อก่อน BB เพิ่มศักยภาพการทำงานสูงขึ้น เพราะว่าคุณสามารถติดต่อลูกค้าเมื่อไรก็ได้ นอกสถานที่ทำงาน แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า เมื่อ BB มาแชทแล้วเนี่ย ทำให้เกิด cost of work แทนที่คุณจะตั้งใจกับเรื่องงาน คุณส่งเมล์ไปหาลูกค้า โอเค แต่ว่าเพื่อน BB เข้ามาแล้ว “กินข้าวยัง” “เออ..ยังไม่กิน กินที่ไหนดี” คือ สมาธิหลุดไปแล้ว ถามว่ามันก็ไม่เห็นมีอะไรนี่ แต่จริงๆพอมานั่งคิด เวลาเราทำงานจริงๆ เราควรมีสมาธิอยู่กับงาน เราคิดงานอยู่ ปิ๊ปๆ หลุดแล้ว เสียเวลาแล้ว พิมพ์ตอบไปอีก ทำงานเริ่มสมาธิใหม่ ปิ๊ปๆ อีกแล้ว อย่างทุกวันนี้ในออฟฟิศก็ ปิ๊ปๆ ทั้งวัน คนนู้นคนนี้
ส่วนปัญหาของผู้ผลิตตอนนี้คือ จะทำยังไงให้สินค้าตนเองขายได้ เอาง่ายๆเลย สตีฟ จอบส์ (Steven Paul Jobs) ขาย Apple’s iPhone มีการตลาดที่แปลกมาก ทุกครั้งเวลาจะออกสินค้าใหม่ เราควรจะโปรโมตๆ แล้วก็ออกมา แต่สตีฟ จอบส์เป็นอีกด้านหนึ่ง ไม่เคยพูดเลยว่าจะทำ แล้วออกมา เปรี้ยง! แล้วขายที20 ล้านเครื่อง Nokia ช็อก! คู่แข่งมาจากไหน แย่งส่วนแบ่งตลาดนับเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ตั้งแต่ปีแรกที่ขาย แล้วก็มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ ทีนี้ตลาดมือถือทั่วไปเริ่มหวั่นใจว่าคนใช้ iPhone เยอะมาก เยอะจนแปลกมาก เมื่อก่อนคู่แข่งก็คือ Nokia, Motorola, Samsung, LG ตอนนี้ถือว่ากลายเป็นตลาดล่างไปแล้ว iPhone อยู่ในระดับเดียวกับ Blackberry (Blackberry จริงๆก็ระดับกลาง-ล่าง กลุ่มลูกค้า D, C, B) อัดกับพวก PDA phone ได้ ผมว่าปัญหาของผู้ผลิตคือ หวั่นใจว่ารุ่นต่อไปของ iPhone จะทำให้ขายไม่ได้อีก เพราะว่าหน้าตามือถือทั่วไป คุณจะใช้ OS, Symbian ใช้มือถือธรรมดา เครื่องละ 3,000-4,000 มันกระทบหมดเลย คนที่ไม่มีก็พยายามจะซื้อ iPhone หรือพยายามซื้อ Blackberry ช่วงนี้ก็เห็นเต็มไปหมดก็คือ iPhone กับ Blackberry คนอีกกลุ่มหนึ่งก็อาจเล่นระดับล่าง ไปเล่นเครื่องละ3,000 หรือ 7,000 เพราะฉะนั้นรายได้ของผู้ผลิตก็จะลดลง เพราะว่าเค้าไม่สามารถขายรุ่นแพงได้แล้ว เค้าต้องไปเล่นรุ่นเล็กๆ ออกมาถี่ๆ บ่อยๆ หลายๆสี แทน
คิดว่าตลาดเครื่องมือสื่อสารอิ่มตัวหรือยัง?
ไม่อิ่มครับ เพราะว่าจากงานวิจัยที่เคยทำมา เดี๋ยวนี้คนไม่ได้มีมือถือเครื่องเดียว ถึงมีเครื่องเดียวคุณก็ใช้ 2 เบอร์ เพราะฉะนั้นยังมีพื้นที่อีกมากมายให้ขายมือถือ ไม่มีทางอิ่มตัวหรอก นอกจากว่าวันหนึ่งมีเทคโนโลยีใหม่ที่คนไม่ต้องใช้มือถือแล้ว
Blackberry มีปัญหาอะไรถึงต้องออก BlackSheep?
อย่างที่เห็นในปัจจุบัน ตัวโปรเจ็คต์ BlackSheep ผมทำมาเมื่อประมาณปีครึ่ง ก็จะเห็นว่าค่อนข้างเป็นไปตามทิศทางที่ผมทำไว้ ก็คือ หนึ่งมาเกาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นแทนที่จะมาเจาะเฉพาะธุรกิจ ทำไงก็ได้ให้คนต้องทำอะไรกับ Blackberry สักอย่าง อย่างโปรเจ็คต์ที่ทำเนี่ย เพิ่มการใช้ใน Entertaining ดูหนัง, ฟังเพลง, ถ่ายรูป, เล่นเน็ต ฯ ที่จะต้องออก BlackSheep เพราะว่าถ้าอยู่เฉยๆ ก็จะโดนรุ่นใหม่ ลูกใหม่ทับไปเรื่อยๆ ส่วนแบ่งการตลาดที่เคยมีอยู่ก็จะเล็กลงไปเรื่อยๆ ทุกวันนี้ iPhone ตีตลาด ก็ยังจะมีพวกของปลอมจากจีนมาตีตลาด iPhone จากจีนอีกที เห็นได้ชัดว่าลูกค้ามีตัวเลือกมากขึ้น เค้าก็สามารถเลือกซื้อยี่ห้ออื่นได้มากขึ้น ทำยังไงจะให้เป็นจุดแข็ง
จุดเด่นของ Blackberry คืออะไร?
หนึ่งคือส่งเมล์ สองคือ BB คุยกัน แต่ถ้าพูดถึง iPhone จะนึกถึง Entertain แต่ถ้าเป็นกลุ่มเมืองไทยเค้าไม่คิดว่าจะส่งเมล์กัน เค้าจะแชทกันอย่างเดียว
Answer
วิธีการแก้ปัญหาตลาดเครื่องมือสื่อสารปัจจุบัน (คิดว่าตลาดเครื่องมือสื่อสารควรดำเนินไปทางไหน) ?
แบ่งออกได้ 3 หมวดใหญ่ หนึ่ง Hardware สองหน้าตา คิดว่าในอนาคตจะแตกเป็น 2 ส่วน เครื่องที่ใหญ่กับเครื่องที่เล็ก เครื่องที่เล็กหมายถึงสำหรับคนที่ต้องการจะโทร.และพกพาสะดวก เครื่องที่ใหญ่คือจอใหญ่เป็น multifunction ดูหนัง, ฟังเพลง, เล่นเน็ต, ทำงาน, สร้าง Appointment ได้ อันนี้คือ Hardware Software เห็นได้ชัดว่าทุกวันนี้แต่ละค่ายที่ทำ Software อย่างเช่น windowss, Mac Apple, Symbian, Nokia ต่างคนก็ต่างบอกว่าของตนเองดียังไง windows: หลายหลาย, Apple: stable, Symbian ยังไม่เห็นข้อดี แล้วก็ Blackberry: secure อันที่สาม บอกไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี เมื่อก่อนโทรศัพท์ที่ใช้กันอยู่ เค้าเรียก 2G เป็น Second Generation ของความเร็วในการติดต่อสื่อสาร จะเห็นว่าตอนนี้มี 3G ที่เห็นใช้กันเยอะๆ ที่ทศท.ตีกันอยู่ว่าจะเปิด 3G ในเมืองไทยหรือเปล่า ก็คือ Third Generation ทีนี้ในอนาคต ไม่ใช่ในอนาคตแล้ว ตอนนี้ที่ยุโรปใช้กันแล้ว 4G คือความเร็วที่สามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่า 3G กี่เท่าๆก็แล้วแต่ ซึ่งมันเร็วมาก เค้าจะเรียกกันว่า WiMAX ขณะที่เมืองไทยกำลังเริ่มจะทำ 3G ญี่ปุ่นใช้มาแล้วเกือบ 15 ปี แล้วตอนนี้ที่ญี่ปุ่นกับยุโรปเค้าก็ใช้ใช้ WiMAX กันแล้ว เมืองไทยยังไม่เริ่ม 3G เลย ผมมองแนวโน้มว่าอนาคตคงจะขึ้นกับเทคโนโลยีมากกว่า อย่างเช่น มือถืออาจไม่ได้เป็นแบบนี้ อาจจะเป็น ที่เคยเห็นนะแผ่นพลาสติกที่สามารถม้วนได้ มีจอที่สามารถกดได้ มือถืออาจจะไม่ได้รูปร่างแบบนี้แล้ว หรือไม่แน่มันอาจจะฝังอยู่ในหัวเรา ซึ่งก็เคยเห็นมีแล้วเหมือน ตามเทคโนโลยีซะส่วนใหญ่ รูปร่างหน้าตาค่อนข้างจะมีส่วน แต่ผมว่าเดี๋ยวนี้จ่ายตังค์แพงมองที่ฟังก์ชั่นมากกว่า
BlackSheep แตกต่างจาก Blackberry รุ่นอื่นอย่างไร?
ตอนนี้ที่เห็นใกล้เคียงกันคือ Blackberry Storm ซึ่งแอบดีใจว่าออกมาทำด้วย OS ที่ผมใช้เป็นการรวมของ windows กับ Blackberry นั่นคือใช้ Hardware/Server ของ Blackberry แต่ OS/Software ของ windows เพื่อที่จะเขี่ยฐานลูกค้าที่ใช้ PDA เปลี่ยนมาใช้ Blackberry (Storm ใช้ OS ของ RIM) อีกข้อก็คือเป็น Touch screen ขนาดใหญ่ไม่มีปุ่มกด (storm เป็น Touch screen) ส่วนที่เหลือก็ไม่มีอะไรแล้ว ต่อเน็ตความเร็วสูง CPU แรง เพราะเครื่องมันใหญ่ใส่ได้อยู่แล้ว มี card external, ROM 1 GB, RAM 512 Mb ในสมัยนั้นถือว่าสูงมากแล้ว แล้วก็กล้อง 5 ล้าน ซึ่งพวกนั้นเป็น option เอาตัว BlackSheep จริงๆ ก็มี Joystick, Touch screen แล้วก็ OS ของ windows แค่นั้น ต่างกับ Storm คือ OS อย่างเดียวมั้ง แต่ไม่แน่ใจว่า Storm มีกล้องหรือเปล่า น่าจะมีแหละ
BlackSheep แตกต่างจากเครื่องมือสื่อสารแบรนด์อื่นอย่างไร ?
ไม่ต่าง ผมมองว่าไม่ได้จะดึงลูกค้าจากแบรนด์อื่นมาได้ แต่ผมมองว่าเป็นการรักษา Positioning ของตนเองมากกว่า เพราะว่าถึง BlackSheepออก ก็ไม่เห็นศักยภาพที่จะชนะ iPhone แต่เราลงมาเล่นกับระดับเด็ก เอากลุ่มนี้มาทดแทนกลุ่มที่หายไป หรือสร้างกลุ่มใหม่ อย่างที่แชท BB จะเห็นว่าคนเริ่มใช้กันเยอะขึ้นผิดปกติ เพราะคนเห็นว่าเราแชทได้ คุยกับใครเมื่อไรก็ได้
BB ส่วนใหญ่คนที่ใช้คือใคร ?
ที่อังกฤษอย่างที่บอกคือ คนอายุ 28-55 ปี แต่ที่ไทย ผมว่าตอนนี้ระบาดไปที่ม.ปลายแล้ว เพราะ Blackberry มี Application อันหนึ่งซึ่งแสบมาก ซึ่ง match กับ Google Earth หรือ Google Maps เนี่ยแหละ มันจะบอกว่าผู้ใช้ BB รหัสนี้อยู่ที่ไหนของโลก แสบตรงที่เวลามีแฟนรู้เลย ว่าอยู่ตรงนี้นี่หว่า ฟังก์ชั่นหลักจริงๆก็คือ BB แชทกัน ก็เหมือนเราออนไลน์ MSN จะแชทที่ไหนก็ได้ แต่ข้อเสียคือ แบตหมดเร็วมาก
BlackSheep จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างไร ?
จากที่เพิ่มฟังก์ชั่นของมันแล้ว เด็กจะรู้สึกว่า ไม่ต้องซื้อ iPhone แพงๆก็ได้ เพราะ Blackberry จริงๆ ราคาอยู่ที่เกือบๆครึ่งของ iPhone อย่าง iPhone 2หมื่นกว่า ส่วน Blackberry ก็หมื่นกว่า ถ้า BlackSheep ตีราคาไว้เกือบ 2หมื่น แต่ยังถูกกว่า iPhone วัยรุ่นยังบอกพ่อแม่ได้ เหมือนได้ฟังก์ชั่นแต่จำกัดมากขึ้น
ขณะที่ทำโปรเจ็คต์นี้รู้หรือยังว่า Blackberry จะออก storm ที่เป็นรุ่นใหม่ออกมา ?
ไม่รู้ครับ รู้แต่ว่าจะออกรุ่นอะไรไม่รู้ แต่ตอนนี้ไม่ออก เพราะมีข่าวในออกมาว่า RIM จับมือกับ Microsoft จะใช้ windows Mobile เป็น OS แต่ไม่ได้ใช้แล้ว ไม่รู้เหมือนกัน ไม่ได้ตามข่าวแล้วว่าทำไม
Market & Marketing
กลุ่มเป้าหมายBlackSheepคือใคร ?
กลุ่มเป้าหมายหลักๆ จริงๆก็คงจะเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ กลุ่มเดิม 28-55 ปี กลุ่มเป้าหมายใหม่คือ กลุ่มวัยรุ่น 16-25 ปี เนื่องจากฟังก์ชั่นของมือถือที่เปลี่ยนไปเป็น BlackSheep ทำให้สามารถจับกลุ่มลูกค้ากลุ่มนั้นได้ แต่ใน assignment รู้สึกจะเขียนเป็นกลุ่มวัยรุ่นเป็นหลักมั้ง จำไม่ได้แล้ว นานแล้ว
วาง Positioning ของ BlackSheep ว่าอย่างไร ?
Business and Entertainment phone
Concept ของ BlackSheep คืออะไร ?
Concept ของ BlackSheep คือ การทำอะไรแตกต่าง ไม่ได้เด่นที่ตัว Hardware ถ้าดูดีๆ ผมเลือก presenter 3 คน เป็นตัวแสบหมดเลย มี Cantona (Eric Cantona) กระโดดถีบเค้าในสนาม มี Johnny Depp แล้วก็อีกคนหนึ่งคือ Alex Turner เป็นนักร้องที่ดังมาก แต่เรื่องเสียเกี่ยวกับผู้หญิงเยอะมาก หน้าตาหล่อทำยังไงได้ แต่ 3 คนนี้ประสบความสำเร็จนะ โอเค วัยรุ่น พ่อแม่ก็อยากให้ลูกตนเองประสบความสำเร็จ คุณไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพื่อคนอื่น เข้าใจตนเอง แล้วมั่นใจคุณไม่เหมือนใคร ก็ประสบความสำเร็จได้ นี่คือ Brand Idea ของ BlackSheep คุณไม่ต้องมีแป้นกดเหมือนรุ่นอื่นๆนะ แต่คุณเป็น Touch screen ผมว่า Brand Concept มันนะขายได้
กลุ่มเป้าหมายของ iPhone คือใคร?
iPhone ที่อังกฤษใช้ตั้งแต่ม.ปลายนะครับ แต่จะพูดอย่างนั้นก็ลำบาก เพราะว่าคนอังกฤษกับคนอเมริกันคล้ายๆกัน ก็คือมือถือมีไว้ใช้โทรศัพท์เท่านั้น ส่งข้อความได้พอ ก็จะเห็นเต็มเลย Nokia6250 ยังมีถือกันอยู่เลย Nokia3310 ยังมีถือกันอยู่เลย
ถ้าคนอังกฤษไม่สนใจ Application แล้ว iPhone และ Blackberry จะแข่ง Application กันทำไม ?
เป็นการ adopt ของเทคโนโลยีที่เริ่มเกิดขึ้น หมายความว่า คนที่ยังล้าหลังอยู่เค้าก็จะใช้อยู่แค่นั้น คนที่เริ่ม adopt ก็จะเริ่มตาม พวก Initial เริ่มไปนานแล้ว จะมี section ของการ adoption สินค้าใหม่แต่ละอันไม่เหมือนกัน แต่เชื่อว่ามี 2 กลุ่มค้านกันเลย พวก Innovative กับพวกล้าหลัง แต่ยังไงคนที่จะใช้ Blackberry, iPhone ก็คือพวก Innovative อยู่แล้ว อาจจะเป็น Early adoption หรือ Late adoption อีกเรื่องหนึ่ง แต่คนส่วนมากจะเป็นพวกที่ยอมรับเทคโนโลยีได้เร็วอยู่แล้ว
Rivalry & Risk
คู่แข่งของ BlackSheep คือใคร ?
ทุกยี่ห้อ ถ้าผลิต BlackSheep ออกมาจริงๆแล้ว ก็ไม่ได้ต่างจาก iPhone เท่าไร อีกทั้งยังมีจุดแข็งในการส่งอีเมล์อีกด้วย ทีนี้ถ้าถามว่ามันทำได้เยอะขนาดนี้แล้ว ก็ถือว่าเป็นคู่แข่งของทุกยี่ห้อแล้ว เมื่อก่อนมีการแบ่งกลุ่มว่า มือถือ, PDA, Organizer ถือว่าเป็น Indirect Competitive ซึ่งก็ตัดออก เพราะเดี๋ยวนี้ Organizer ตายไปแล้ว เพราะในเมื่อมือถือทำได้หมดแล้วโทร.ออกได้ด้วย แบบนี้จะพก 2 เครื่องทำไม ส่วน PDA phone ไม่ตายหรอก เพราะเดี๋ยวนี้มี GPS คนก็ใช้ PDA เยอะขึ้นนะ มันมีช่วงที่คนใช้ PDA เยอะขึ้นเยอะเลย จนกระทั่ง iPhone มาตี คนก็เลิกใช้ ก็ไม่เชิงเลิกใช้หรอก แต่มีคนเถียงกันเหมือนคนใช้ PC กับคนใช้MAC ว่า “PC ดีอย่างนี้ๆ” “MAC ดีกว่า”
อุปสรรคในการดำเนินงานตามโปรเจ็คต์ถ้านำมาใช้ในเมืองไทย ?
หาข้อมูล เพราะว่าเราไม่ได้อยู่ที่อังกฤษ เราไม่รู้ว่า Insightเป็นยังไง คนที่เค้าใช้มือถือเพื่ออะไร แบบเมืองไทยใช้มั่วไปหมด ก็ไม่ค่อยเห็นแล้วพวก Nokia3310 ใครถือก็ เชย! หนึ่งคือเราไม่รู้ Insight สองคือเราไม่รู้ระบบตลาด แต่ว่าหาข้อมูลไม่ยากเท่าไร เพราะว่าที่เมืองนอกเค้ามีอะไรเค้าก็จะ provide หมด
Expectation
คาดหวังอะไรกับงานนี้ ?
ตอนที่เรียนใช่มั้ย คาดหวังว่าคงผ่านแหละ เพราะว่าโปรเจ็คต์ที่ทำที่อังกฤษทุกโปรเจ็คต์ ก็ถือว่าคิดค่อนข้างละเอียด แล้วก็จากที่เห็นในตัวรายงาน จะมีแบบ Media plan, Online Media plan, Ad (Advertising) ต่างๆ ดีไซน์ออกมาเอง ทำเอง ถึงแม้กระทั่งตัวสินค้าก็ทำเอง
หลังจากทำ Assignment นี้ได้อะไรบ้าง ?
ได้ A ครับ ภูมิใจมาก เพราะว่าในห้องมีประมาณ 90 คน ได้ A แค่คนเดียว และได้คำชมแบบเป็นเขียนลายมือว่า “Certificate in Marketing Plan…” หรืออะไรสักอย่าง ก็โอเค ดีใจ ทำไปเยอะ เป็นเดือนนะ แล้วก็เรารู้ Insight ของธุรกิจประเภทนี้ที่นั่นมากขึ้น
Team & Timeline
โปรเจ็คต์นี้สามารถเริ่มได้เลยมั้ย ?
เริ่มได้เลยเพราะว่า ทุกอย่างที่เขียนคือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ได้ฟุ้ง ทำได้จริงหมดเลย คือ Touch screen, multi Touch screen ก็มีอยู่แล้ว iPhone ก็ใช้อยู่, กล้อง 5 ล้าน ก็มีมานานแล้ว แล้วก็เน็ตไม่แน่ใจใส่ 3G ไปหรือเปล่า แต่ความเร็วเน็ตตอนนี้เป็น WiMAX แล้วไม่ห่วงแล้ว ถ้า WiMAX ไทยยังไม่รองรับ แต่มือถือเมื่อก่อนก็มีกล้องหน้า นั่นก็คือมือถือ 3G แล้วนะ แต่ด้วยความไม่มีระบบ เพราะฉะนั้นกล้องหน้ายังไม่ได้ใช้ แต่ออก Hardware มาไม่เสียหลาย เผื่ออนาคตได้ใช้ ส่วนที่ยุโรปใช้แล้ว
ตั้งแต่เริ่มต้นถึงผลิตเสร็จใช้เวลานานแค่ไหน
น่าอยู่ที่ประมาณปีหนึ่งมั้ง ปีหนึ่งก็คงช้าไปแล้วแหละ เพราะว่าเทคโนโลยีที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ถูกคิดเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ก็เหมือนกับ 3G เราเพิ่งใช้ เค้าคิดมา 10 กว่าปีแล้ว รถยนต์ที่ขับทุกวันนี้ เครื่องยนต์ที่ใช้ทุกวันนี้ ที่ไม่พังง่าย ก็เป็นเทคโนโลยีเก่าทั้งนั้น เป็นสิ่งที่เค้าคิดมานานแล้ว สมมติถ้าอันนี้ปุ๊ปปัปออกมาเลยนะ มันก็ช้าไปแล้ว ถ้าเป็นตามสเปกที่ผมเขียนไว้ตอนนี้ก็ล้าหลังแล้ว
…

อยากให้แนะนำคนที่จะเรียนสาขาการตลาดทั้งที่ ABAC และอังกฤษ ?
เรียนที่เมืองไทยก็ได้ point ของคนที่ไปเรียนอังกฤษหรือต่างประเทศ เค้าคงคิดว่ากลับมาคงจะได้ภาษา คือภาษาผมไม่ดี ถึงแม้ว่าจะพูดได้แล้วแต่ก็ไม่ดี point อยู่ที่ว่าตอนไป ไปอยู่กับคนไทยหรือเปล่า ถ้าไปแล้วไปอยู่กันเอง เพื่อนๆไปกันหมด ไม่มีภาษาอังกฤษหรอก ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเลย สิ่งที่จะได้คือ เรื่องเขียน ภาษาอังกฤษจะเขียนดีขึ้น เพราะมันต้องใช้ academic writing เขียนไปไม่ดีเค้าก็แก้ grammar เละ ถ้าแนะนำให้ไปเรียน อเมริกาก็น่าสนใจ เพราะว่าการกระจายตัวประชากรเยอะ คืออเมริกามี 50 รัฐ คนไทยไม่กระจุกอยู่ร่วมกันไง แต่ถ้าไปอังกฤษคิดถึงอะไร Birmingham, London มีแค่นี้แล้ว มันก็จะไปกระจุกๆ เป็นกลุ่มเล็กๆ ไม่มีประโยชน์ แต่ที่เลือกเรียนอังกฤษเพราะตอนนั้นเรียนอังกฤษปีเดียว อเมริกา 2 ปี แต่ที่อังกฤษก็ถือว่าโอเคนะ แต่นี่ผมกลับมา พูดตรงๆ ตกงาน ตอนนี้รอให้ BURNETT รับอยู่ ตอนสมัครงานที่อื่น ผมสัมภาษณ์ 3 รอบ ถึงระดับ GM (General Manager)แล้ว
SAMRET Comment
คงเป็นความรู้สึกที่ดีใจปนเสียใจนะครับที่เราเห็นว่างานของเรานั้นสามารถนำไปใช้ได้จริง เพราะเราคงดีใจในความสามารถตนเองแต่เสียใจที่เราไม่มีโอกาสได้แสดงความสามารถนั้น โปรเจ็คต์ Blacksheep ของคุณรตะพงศ์ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่คนไทยเราก็สามารถคิดอะไรที่เจ๋งๆได้ เพราะอย่างที่เห็นว่านอกจากความแตกต่างทางเทคนิคและหน้าตาเล็กน้อย Blacksheep ที่คุณรตะพงศ์ นั้นเหมือน Blackberry Storm อย่างกับแกะ! ที่น่าทึ่งที่สุดคงไม่ใช่แค่การดีไซน์หน้าตามือถือและฟังค์ชั่น แต่เป็นการวาง concept และกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงแผนการตลาดได้อย่างลงตัว
คงเป็นสิ่งที่ดีถ้าบริษัทชั้นนำพยายามหาไอเดียใหม่ๆจากคนรุ่นใหม่อย่างคุณรตะพงศ์ เพราะหลังจากที่คนรุ่นใหม่ไฟแรงเข้าองค์กรไปแล้วนั้น บางครั้งความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่มีใครมาตีกรอบอาจถูกรั้งไว้ได้ โดยไอเดีย Blacksheep และแผนการตลาดนั้น ถ้านำมาปรับจูนเล็กน้อยก็สามารถนำมาใช้ได้จริงอย่างมืออาชีพเลยทีเดียว
ปัจจุบันนี้ประเทศต่างๆล้วนเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง และประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้นที่มีบุคลากรชั้นยอดที่มีความคิดสร้างสรรค์อย่างคุณรตะพงศ์ คงได้เวลาแล้วที่บริษัทและองค์กรชั้นนำควรหันมาเชื่อมือความสามารถเด็กไทยอย่างนี้
ขอให้โชคดีและประสบความ “สำเร็จ”
ทีมงาน “สำเร็จ”
Filed Under: Talent








น่าภูมิใจจัง
ทีมงาน “สำเร็จ” จะมีบทสัมภาษณ์ดีๆ แบบนี้ อีกเมื่อไรครับ