Kalin Sarasin

Posted on October 9, 2009 by viriya

คุณกลินท์ สารสิน

Managing Director, SCT. Co., Ltd.

สามารถอ่านเป็น file pdf ได้ที่นี่

Samret-Kalin_Page_1Samret-Kalin_Page_2Samret-Kalin_Page_3Samret-Kalin_Page_4Samret-Kalin_Page_5

การที่เราจะได้เรียนรู้จากผู้ที่ประสบความสำเร็จนั้น จะเป็นแนวทางที่จะให้เราพัฒนาตนเองต่อไป วันนี้ ทีมงาน “สำเร็จ” ได้รับเกียรติอย่างสูงที่จะมาสัมภาษณ์ คุณกลินท์ สารสิน กรรมการผู้จัดการบริษัท ค้าสากลซิเมนต์ไทย หรือ SCT บริษัทที่นับได้ว่าเป็นบริษัทแนวหน้าของเครือ SCG ในการบุกเข้าไปเปิดตลาดในประเทศต่างๆทั่วโลก คุณกลินท์ จะมาเล่าให้พวกเราฟังว่า เด็กสมัยใหม่ต้องมีความสามารถอะไร และควรดำเนินชีวิตตัวเองอย่างไรถึงจะเรียกได้ว่าเป็นการใช้ชีวิตอย่างมีอุดมการณ์ นอกจากนี้ คุณกลินท์ยังได้กรุณาเล่าประสบการณ์ชีวิตของตนเอง ทีมงาน “สำเร็จ” หวังว่าหลังจากที่ได้อ่านแล้ว ทุกท่านคงมีแนวทางชีวิตที่ทำให้สังคมไทยดียิ่งขึ้นไป

Kalin1“สำเร็จ”:
คำถามแรกผมอยากถามว่า เด็กรุ่นใหม่ควรจะมีการพัฒนา skill อะไรบ้างเพื่อที่จะพร้อมในการทำงาน

คุณกลินท์:
Skill แรกๆ ที่สำคัญคือ ภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ สำคัญมากๆ รวมทั้ง Skill ด้านคอมพิวเตอร์ การใช้อินเตอร์เน็ต โปรแกรม Microsoft Office หรือว่าการใช้ Spreadsheet รวมทั้งต้องรู้วิธีการค้นหาข้อมูล การSearch google ต้องทำให้เป็น แต่ที่สำคัญที่สุดคือต้องสื่อสารกับคนอื่นรู้เรื่อง ไม่ใช่ทำอะไรเป็นหมด แต่พูดกับคนไม่รู้เรื่อง ที่กล่าวมาทั้งหมด นี่คือ Basic Requirement

“สำเร็จ”:
ผมอยากทราบว่าในอดีตพี่เปา (คุณกลินท์) พัฒนา Skill เหล่านี้ได้อย่างไร

คุณกลินท์:
ที่สำคัญคือ ต้องเรียนรู้ ไม่ว่าจะไปอยู่จุดไหน พอพี่เข้าไปในองค์กรแต่ละแห่ง พี่ก็จะต้องเรียนรู้ว่า เค้าทำอะไร เค้าสอนอะไร เราต้องเรียนรู้อะไรบ้าง เรามี skill เท่านี้ ทำอะไรได้บ้าง ตำแหน่งงานแรกของพี่คือ ตำแหน่งนักการตลาดฝึกหัดหรือ marketing trainee แรกๆ พี่พิมพ์ภาษาไทยไม่เป็น พอมีเลขาก็บอกเค้าพิมพ์ให้หน่อย พิมพ์ไม่เป็น แต่ตอนหลังมา พี่ก็หัดเรียนรู้วิธีการพิมพ์ภาษาไทย แล้วก็เริ่มพิมพ์ภาษาไทย ตอนนั้น PowerPoint ก็ไม่มี พี่ใช้วิธีตัดแปะ แล้ว ซีร็อก ตอนนั้นมีโปรแกรมอะไรไม่รู้ใช้ยากมาก กว่าจะทำภาพออกมาได้ ต้อง Print ภาพออกมาแล้วตัดแปะ ตัดแปะคือตัดแปะจริงๆนะ ตัดภาพภาพลงในกระดาษ A4 เนี่ย แล้วก็เอาเทปใสแปะ เสร็จแล้วก็ซีร็อกเป็นแผ่นธรรมดาก่อน แล้วถ่ายลงแผ่นใสอีกที เราต้องเรียนรู้ skill พวกนี้และก็ต้องพยายามพัฒนา skill ของตัวเองด้วย ต้องเรียนรู้ว่าตอนนี้ เค้ามีอะไรบ้าง ยกตัวอย่างเมื่อก่อนเนี่ย PowerPoint ไม่มี พอตอนนี้มี PowerPoint พี่ก็ต้องเรียนรู้ว่า PowerPoint ใช้อย่างไร เราต้องเรียนรู้ให้รับกับ สถานการณ์ เมื่อก่อน google ก็ไม่มี พี่ก็เรียนรู้เหมือนกัน
การเรียนรู้นี่ ไม่ใช่เรียนรู้จากผู้ใหญ่เท่านั้น พี่เรียนรู้ได้จากคนรอบข้าง กับน้องๆ แม้แต่กับลูก พี่เรียนรู้จากลูกพี่หลายอย่างเลยนะ พี่ให้เค้าสอนเป็นไง เพราะฉะนั้น เราต้อง continue learning ตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าเรียนจบจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยปั๊บ แล้วจบ ไม่ใช่ Basic Skill มีเท่านี้ก็จบ Basic Skill ณ วันนี้กับอีกสิบปีข้างหน้า คนละเรื่องกันแล้ว เพราะฉะนั้นคือ เราต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ให้เร็วที่สุด

“สำเร็จ”:
การเรียนรู้เป็นสิ่งที่สำคัญนะครับ ต่อมา ผมขอถามพี่เปาเรื่องทัศนคตินะครับว่า เด็กสมัยมีควรมีทัศนคติอย่างไรเพื่อให้พร้อมทำงานในองค์กรและเดินไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน

คุณกลินท์:
อันแรกคือเรื่อง willing to learn นะครับ พี่จะสอนน้องๆ ทุกคนว่า ให้ทำตัวเหมือนเป็น น้ำครึ่งแก้ว น้ำครึ่งแก้วก็คือ ไม่ว่าจะเติมเข้าไปเท่าไหร่ก็สามารถซึมซับได้ รับได้ตลอดเวลา ไม่ใช่บางคนที่มี attitude แบบน้ำเต็มแก้ว เติมเข้าไปเท่าไหร่ก็ไม่รับ เพราะว่าตัวเองรู้แล้ว ล้นแล้ว ไม่รับซักอย่าง อันที่สองคือ Can do ทำได้ทุกอย่าง Yes and รับได้ ทำได้ น่าจะเพิ่มนู่นนะ น่าจะเพิ่มนี้นะ ไม่ใช่ Yes But บางคนปั๊บ บอกว่าทำได้ แต่โน่น แต่นี่ มันก็ไม่ได้
ต่อมาก็คือ อย่ายอมแพ้ พี่เป็นนักกีฬาพี่จะถือคตินี้มาตลอดคือ Don’t give up จะยอมแพ้ก็ต่อเมื่อไม่ไหวแล้ว สุดๆ แล้ว ทดลองทุกอย่างแล้ว ถึงยอมแพ้ได้ โอเคไม่เป็นไร เพราะฉะนั้นทัศนคติ 3 อย่าง ที่พี่อยากให้ให้น้องใหม่ๆ ทำคือ can do, willing to learn, และ Don’t give up
การปรับทัศนคติของพี่เองนะ นอกจาก Attitude ที่พี่พูดไปเมื่อสักครู่นี้แล้ว อีกเรื่องคือถ้า
พี่ไม่รู้อะไร พี่ก็จะถามตลอด ก็ไม่รู้นี่ พี่ก็ถาม ไม่ใช่ถามไปถามเพราะอยากลองความรู้คนอื่น พี่ไม่รู้จริงๆ พี่ก็ถาม ไม่กลัวเสียหน้า บางคนไม่กล้าถามเพราะกลัวเสียหน้า พี่ไม่รู้ก็ถามนั่นถามนี่ มันเป็น Life Time Learning แล้วที่สำคัญ เราต้องหัด give and take สำคัญ บางอย่างก็ให้ บางอย่างก็รับ ไม่ใช่ คบกับใครเรารับอย่างเดียว การคบกันต้องมี 2 ทาง พี่เป็นคนที่จะชอบให้มากกว่ารับ

“สำเร็จ”:
ในอดีตพี่เปาเคยเจอจุด Low Point ในการทำงานบ้างไหมครับ แล้ว ณ จุดนั้น พี่เปามีวิธีรับมือกับมันอย่างไร และปรับทัศนคติยังไง

คุณกลินท์:
เรื่อง Bad Time ของพี่ Concept ของพี่ก็คือว่า Dawn After Dark มีหนังเรื่องหนึ่งที่ใช้ชื่อนี้ เคยดูไหม Dawn นี่เป็นตอนเช้า พระอาทิตย์ขึ้น ก่อนที่จะสว่างมันก็มืดก่อนใช่ไหม มืดก่อนแล้วพระอาทิตย์ก็ขึ้น มันเป็นธรรมชาติ มีมืดก็ต้องมีสว่าง ไม่ใช่มืดตลอดเวลา ดังนั้นมันมี light at the end of the tunnel ตลอดเวลา เราก็นำมาคิดได้ว่าทุกอย่างสามารถ Recover ได้หมด เพราะฉะนั้น never give up เวลาทำอะไรแล้วมีปัญหา เราก็ต้องมาดูว่ามันผิดเพราะอะไร เกิดขึ้นเพราะอะไร เราสามารถแก้ไขได้ไหม ถ้าไม่อยากให้มันเกิดขึ้นอีก เราสามารถจะป้องกันอย่างไร บอกคนอื่นต่อได้ไหมเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์นี้เกิดขึ้นอีก มันเป็นการเรียนรู้ที่พี่อยากให้ Share กับทุกคนไว้
เอ่อ….อีกเรื่องก็คือ การทำผิดไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ยิ่งคนทำแยะยิ่งผิดแยะ สำคัญที่ต้องรู้วิธีการแก้ไข ถ้าให้เปรียบก็เหมือนกับทีมฟุตบอล เมื่อก่อน พี่เป็นนักฟุตบอล ตำแหน่ง Striker ซึ่งก็คือ ศูนย์หน้า มีหน้าที่ยิงอย่างเดียว ถ้าเผื่อน้องเลี้ยงลูกมา น้องไม่ยิงเลย มันจะเข้าหรือเปล่า พี่ยิง 10 ลูก อย่างน้อย 1 ลูก 2 ลูก ก็ต้องเข้าใช่ไหม ก็เหมือนกัน คล้ายๆ ถ้าคุณไม่ make mistake เลย คุณก็ไม่ได้เรียนรู้ ไม่เรียนรู้ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เรื่องทำผิดเป็นเรื่องเล็กเลย ฉะนั้นพี่เลยอยากบอกให้ทุกคนเรียนรู้ว่า เราผิดก็ยอมรับ…จบ ไม่ใช่ทำผิด แล้วไปซ่อน กว่าจะ find out มันก็สายไปแล้ว ผิดก็บอกว่าผิด แล้วแก้ไข คิดว่าอย่างไรไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ นะครับ

“สำเร็จ”:
ต่อมา ผมขอถามพี่เปาเรื่องการหางานของเด็กสมัยนี้ เพราะว่าการแข่งขันสูงมาก ยิ่งตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดี หางานก็ยาก อยากให้พี่เปาช่วย Share Tip ว่าเด็กสมัยนี้ควรจะหางานอย่างไร และจะหางานอย่างไรให้เหมาะสมกับตัวเขา

คุณกลินท์:
เรื่องหนึ่งที่พี่อยากแนะนำคือ แต่ละคนต้องมี vision ของตัวเอง ในอนาคตเราจะเป็นอย่างไร อยากจะเป็น businessman business woman หรือเปล่า หรือว่าเป็นนักการเมือง เป็นอะไรก็ได้ แต่ต้องมีเป้าหมายสักอย่าง
จากนั้นเสร็จปั๊บ ต้องรู้ว่าจะทำอย่างไรให้สมหวัง อย่างน้อยต้องมีคร่าวๆว่า เราต้องทำยังไง ต้องเรียนรู้อะไรบ้าง ต้องอบรมอะไรบ้าง เราต้องทำตัวอย่างไรให้ Achieve จุดๆ นั้น และที่สำคัญคือ เราต้องเรียนรู้จากตัวเองไม่ใช่ให้คนอื่นบอก เฮ้ย!! คุณต้องเป็นนั่น คุณต้องเป็นนี่ พี่เคยเจอมาหลายคนแล้ว คนที่ต้องทำตามสิ่งที่คนอื่นบอก ตอนหลังก็บอกกับผมว่า เค้าไม่ Happy สำคัญเราต้องรู้ว่าตัวเองเป็นไง เราต้องค้นหาตัวเองให้เจอก่อน

“สำเร็จ”:
พี่เปาพอจะสามารถ Share Vision ให้ฟังได้ไหมครับ

คุณกลินท์:
ของพี่ก็คือ เมื่อก่อนต้อง Be yourself ซึ่งมีความสำคัญ เราต้องเป็นตัวของตัวเอง พี่ทำอย่างไร ก็คือ Look long term มองในระยะยาว มองภาพรวมใหญ่ๆ พี่ค่อนข้างมีอุดมการณ์พอสมควร พี่มองว่า เรามีโอกาสได้ไปเรียนเมืองนอก ถ้ากลับมาเมืองไทย แล้วพี่จะทำอะไรเพื่อตอบแทนประเทศ จะตอบแทนต่อบ้านเกิดเมืองนอนอย่างไร จะตอบแทนครอบครัวที่สร้างตัวเรามา ซึ่งเป็นจุดหลักของพี่ ที่จะตอบแทนสังคมได้
พี่ก็เลยมาอยู่บริษัทนี้ ซึ่งเป็นบริษัทที่น่าเชื่อถือ และก็คุณชวดพี่ก็เป็น founder ของบริษัทนี้คนที่ไม่รู้ก็มาบอกว่า คนนี้ (คุณกลินท์) จะเป็นคนออกคนแรกเลย แต่เขาไม่เคยศึกษาประวัติศาสตร์ของพี่มาก่อนว่า ครอบครัวพี่มีที่มาอย่างไร คุณชวดของพี่ มีมิชชั่นนารีหรือ คนสอนศาสนาส่งไปเรียนอเมริกา ท่านจบมาทางด้าน Western Medicine จาก Columbia ถือได้ว่าท่านเป็นหมอคนแรกที่จบจากอเมริกา พอท่านกลับมาเมืองไทยก็เข้าทำงานเป็นหมอทหาร ตอนนั้นคนก็นับหน้าถือตาแยะ เพราะท่านได้รักษาคนแยะ ท่านก็ได้เงินทองมากมาย ต่อมาได้รับใช้พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 พอคุณชวดพี่ ท่านมีเงินแยะ ท่านก็คิดว่าทำไงดี ท่านอยากตอบแทนสังคม แรกๆท่านก็ไปสร้างโบสถ์สัมพันธวงศ์ ไปซื้อที่ดินทำสุสานให้ฝรั่ง แถวสีลม มีหลายที่เลย ชวดพี่จะซื้อที่ดินแล้วก็บริจาคให้มิชชั่นนารีฝังศพชาวคริสเตียน และก็มีที่ดินแถวสีลมอีก 1ไร่อยู่ติดถนน ตอนนี้ท่านก็นอนที่นั่น
นอกจากนั้น ท่านก็ไปสร้าง ร.ร.กรุงเทพคริสเตียน ท่านซื้อที่ดินแล้วสร้างโรงเรียนนี้ให้ พูดง่ายๆ คือสมัยนั้น ท่านก็ได้ตอบแทนสังคม
วันหนึ่งพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ท่านก็ทรงมีพระราชดำรัสกับคุณชวดพี่ว่า อยากสร้างแบงค์ คุณชวดพี่ก็สร้างทีมขึ้น แล้วสนองพระราชดำรัสพระองค์ สร้างแบงค์เสร็จ คุณชวดท่านเป็นประธานคนแรกของธนาคารไทยพาณิชย์ พอทำธนาคารเสร็จ สามสี่เดือนต่อมา พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ท่านก็ทรงมีพระราชดำรัสมาอีกว่า “ฉันอยากจะทำโรงงานปูนซีเมนซ์” คุณชวดพี่ก็เลยทำโรงงานปูนซีเมนต์ขึ้นมา ก็คือที่นี่ แล้วพี่ก็มา Fulfill Dreamของคุณชวดพี่ต่อมา นี่ก็เป็น Background ของพี่ เป็นความผูกพันที่ ไม่มีใครรู้ บางคนไม่ได้ทำงานเพื่อเงินเท่านั้น บางคนทำเพื่อความมันส์ บางคนทำเพื่ออุดมการณ์ ซึ่ง Idea ของพี่ก็คือ พี่จะทำอะไรก็ตามที่สร้างประโยชน์ต่อสังคมให้ได้มากที่สุด ไม่ทำงาน ได้เงิน จบ แล้วกลับบ้านไม่ใช่ เรามีโอกาสตอบแทนสังคมได้ด้วย มันก็จะดีเข้าไปใหญ่ อย่างน้อยมันก็ทำให้สังคม ทำให้ประเทศไทย ประเทศที่เราอยู่ดีขึ้นไม่ว่ามากหรือน้อยก็ตาม บางคนถามพี่ว่า เฮ้ย!! จะเป็นนักการเมืองเหรอ พี่ก็บอกว่าไม่ใช่ ไม่ได้สนใจ พี่เป็นอะไรก็ได้ที่ทำให้สังคมดีขึ้น นี่คือ Idea ที่พี่จะสอนลูกๆ ของพี่ และน้องๆ ไม่ใช่ทำงานได้เงิน ประเทศ สังคม เป็นอย่างไร ไม่สน

“สำเร็จ”:
สมัยนี้ มีการแข่งขันเพื่อเข้ามาทำงานสูงมาก โดยเฉพาะบริษัทชั้นนำอย่างปูนซิเมนต์ไทย อยากให้พี่แนะนำว่าบริษัทอย่าง SCT (ค้าสากลซิเมนต์ไทย) นั้นต้องการคนแบบไหน

คุณกลินท์:
ในการสอบสัมภาษณ์นี่ ทุกบริษัทต่างต้องการคนที่ Trustworthy (ความน่าเชื่อถือ) Reliability (ความน่าไว้วางใจ) Mature (ความเป็นผู้ใหญ่) และ Dependable (พึ่งพาได้) พี่จะเลือกคนที่สามารถมาแทนพี่สักวันได้ ไม่ใช่เรารับมาส่งๆ ไม่ใช่ เรารับคนมาเราก็คิดว่า สักวันคนเหล่านั้นก็ต้องมาแทนเรา คนก็มีเวลาโตขึ้น แก่ และก็ตายไป

“สำเร็จ”:
นอกจากรับผิดชอบต่อสังคมอย่างที่พี่เปาพูดถึงแล้ว เด็กใหม่ควรมีความรับผิดชอบอะไร เมื่อบริษัทรับเข้ามาทำงานแล้ว ผมขอให้พี่เปาช่วยแนะนำว่าเค้าควรมี Work Ethic อะไรในการทำงาน

คุณกลินท์:
ที่พี่อยากจะบอกก็คือ ความรับผิดชอบสำคัญ ไอเดียของพี่คือว่า ชีวิตของคนเราค่อนข้างสั้น เราทุกคนมีเวลาจำกัด เวลาที่เราสามารถทำอะไรที่ดีต่อสังคมได้ ให้รีบทำ อย่าไปคอย มันแต่รอก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ทำได้ทำเลย
และก็….อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่อง Find out yourself, Don’t let other people find out yourself
ต้องรู้ตัวเองเป็นไง แล้วเราอยากทำอะไรบ้าง จากนั้นก็ลงมือทำเลย
อีกเรื่องนึงก็คือ การทำงานต่างๆ สิ่งสำคัญคือ เราชอบสิ่งที่ทำอยู่ไหม ไม่ใช่ไปตรากตรำทำงานที่ตัวเองไม่ชอบ ก็ทำให้ไม่มีความสุข แล้วมันจะเกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา ต้องทำสิ่งที่ตัวเองชอบ
Work Ethic ที่ควรยึดคือ work smart ไม่ใช่ work hard อย่างเดียว และก็ work as hard as you can และก็ทำไงให้ได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน จาก suppliersก็ดี จาก customers ก็ดี หรือว่าเจ้านายก็ดี นี่เป็นเรื่องสำคัญ และพี่ก็อยากจะฝากเรื่อง Work Life Balance สำคัญ ไม่ว่าจะครอบครัว การงาน และเรื่องส่วนตัว มันต้อง Balance กัน ไม่ใช่วันๆ ทำแต่งานอย่างเดียว ทางบ้านเป็นอย่างไรไม่สนใจ หรือไม่มีเวลาให้ตัวเอง เราต้องแบ่งเวลาให้ดีให้ Balance ทั้งเรื่องการงาน ครอบครัวและตัวเอง

“สำเร็จ”:

Kalin2

เรื่องต่อไปที่จะขอถามพี่เปาคือเรื่องการศึกษา พี่เปาคิดว่าตอนนี้สาขาการเรียนไหน ที่น่าจะมาแรง และน่าจะมีความสำคัญในอนาคต ไม่ว่าจะระดับปริญญาตรีและปริญญาโท

คุณกลินท์:

ตอนนี้พี่กำลังมามองว่า Degree ไม่ว่าจะตรี หรือโท ไม่แตกต่างกันมากนัก พี่ว่าอยู่ที่ตัวคน อยู่ที่การเรียนรู้ของคนๆ นั้นมากกว่า บางคนจบซะสูง จบด๊อกเตอร์มา พูดกับคนไม่รู้เรื่อง ไม่ยอมรับอะไร ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เทียบกับบางคนที่จบปริญญาตรีมา แต่เรียนรู้เป็น คบคนได้ สังสรรดี ก็โอเค ถ้าถามพี่ว่าปริญญาสำคัญไหม พี่ก็มองว่ามันสำคัญระดับหนึ่งนะ แต่มันไม่ได้เป็น Essential (ความจำเป็น) อะไรในการประกอบธุรกิจ
ส่วนเรื่อง Hot Field ในอนาคต พี่คิดว่าน่าจะเป็นสาขาทางด้าน Creativity อะไรก็ตามที่มันเป็นความสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในอนาคตนี่ คนเป็น Single Unit มากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าแต่ละคนสามาถ Create creativity ของตัวเองได้ก็จะสามารถเป็นประโยชน์ และสามารถ Create Value ของตัวเองได้

“สำเร็จ”:
สุดท้าย ผมอยากขอให้พี่เปาแนะนำ Tip หรือว่า Key สู่ความสำเร็จของพี่เปาได้ไหมครับ

คุณกลินท์:
ผมอยากบอกว่า Life is short. Whatever you think, you should do. Do it. Don’t have to wait ดูว่าอันไหนสำคัญต่อสังคม อย่าไปเอาประโยชน์เข้าตัวเองอย่างเดียว คิดว่าGive back to สังคมบ้าง ทำงานที่ตัวเองชอบ ทำงานที่ตัวเองรัก และก็ Enjoy life
Think positive, Be happy, และ Enjoy life สำคัญมากๆ
หากเริ่มต้น Think negative ทุกอย่างก็ไม่ๆๆ มันก็ไม่ได้ พี่ก็สอนน้องๆ ลูกๆ ว่า Think positive ไม่ใช่ว่า อะไรๆ ก็ไม่ได้ yes and, yes and ที่สำคัญอีกอันหนึ่งคือ Be Happy ทำสิ่งที่เพิ่มชีวิตชีวาให้ชีวิตเรามากขึ้นๆ หรือมองสิ่งนั้นๆ เป็นความท้าทาย เพราะฉะนั้นสำคัญ Think Positive, Be happy, Enjoy life

VN:F [1.6.9_936]
Rating: 8.4/10 (5 votes cast)
  • Share/Bookmark

Filed Under: Mentor

Leave a Reply