Yoghurt House: More Than Yoghurt
Posted on September 8, 2009 by viriya
By Manoje Prutthisathaporn
Thanachat Tangsriwong
Preekamol Chantaranijakorn
Pacharapun Tohsanguanpun
Pensiri Kangvonkit
*** download ไฟล์ pdf (เพื่อการอ่านและการศึกษาเนื้อหาที่ดีกว่า)
.jpg)
ถ้าหากแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่ของประเทศไทยที่คอยหล่อเลี้ยงประชาชนคนไทยเรานั้น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็คงเป็นส่วนหนึ่งในสมองและหัวใจของประเทศไทยที่ผลิตบุคลากรชั้นนำให้มาเชิดชูประเทศเราอย่างต่อเนื่อง วันนี้ ทีมงานสำเร็จพกความคาดหวังเต็มเปี่ยมที่จะได้เจอกลุ่มนักศึกษาไฟแรงจากรั้วมหาวิทยาธรรมศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ หลังจากฝ่ามรสุมการหาที่จอดรถซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์มาได้ซักพักใหญ่ๆแล้ว ผมก็ได้พบกลุ่มนักศึกษาเหล่านั้นคือ คุณมาโนช หรือ ไมค์ คุณธนฉัตร หรือ ฉัตร คุณปรีห์กมล หรือ กิฟท์ และคุณพชรพรรณ หรือ ฝน (ในกลุ่มนี้ยังมีคุณ เพ็ญศิริหรือ เพนท์ ซึ่งวันนี้ติดธุระไม่สามารถมาสัมภาษณ์กับเราได้) หลังจากนั้นพวกเราก็หาโต๊ะริมแม่น้ำตัวนึงเพื่อที่จะได้เริ่มสัมภาษณ์กัน ในบรรยากาศใต้คณะเศรษฐศาสตร์ที่ขวักไขว่ถึงแม้จะเป็นวันเสาร์ นักศึกษาคุยบ้าง เล่นปิงปองบ้าง เตรียมเรียนบ้าง บรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนาน แต่ผมต้องบอกว่าในระยะเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงที่ผมได้สัมภาษณ์พวกเค้านั้น ผมลืมบรรยากาศรอบๆตัวไปหมด เพราะผลงานและความสามารถของนักศึกษากลุ่มนี้ทำให้ผมทึ่งอย่างแรง เพราะอะไร? เพราะพวกเค้าชนะเลิศการแข่ง business plan ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในขณะที่เพิ่งเรียนอยู่ปีหนึ่ง! หลายๆคนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนคงเคยได้ยินการแข่ง case ของมหาวิทยาลัยมาบ้างแล้ว ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นการแข่งที่เข้มข้นมาก แต่พวกเค้าเหล่านี้ชนะกลุ่มอื่นทุกกลุ่มในมหาวิทยาลัยที่ส่วนใหญ่จะเป็นชั้นปีสามและปีสี่! โดย business plan ของกลุ่มนี้เป็นการทำแผนธุรกิจร้านโยเกิร์ตที่จะตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต และ ABAC บางนา สัมภาษณ์ไปผมก็เริ่มอยากกินโยเกิร์ตไป ยังไงไปลองฟังพวกเค้าเหล่านี้ดูละกัน โดยในขณะนี้ คุณไมค์ คุณฉัตร คุณกิฟท์ คุณฝน และคุณเพนท์ กำลังเรียนอยู่ปีสี่ เราเลยอยากรู้ว่าขนาดปีหนึ่งยังเก่งขนาดนั้น ตอนอยู่ปีสี่จะขนาดไหนกันนะ
ก่อนอื่นขอให้แนะนำตัวและคณะที่เรียนกันก่อนนะครับ
ไมค์: “ชื่อ มาโนช พฤติสถาพร ชื่อเล่นชื่อไมค์นะครับ ตอนนี้เป็นนักศึกษาปี 4 ที่คณะ BE เศรษฐศาสตร์อินเตอร์ ธรรมศาสตร์ครับ”
ฉัตร: “ครับ ผมชื่อ ธนฉัตร ตั้งศรีวงศ์ นะครับชื่อเล่นชื่อฉัตร อยู่คณะเดียวกับมาโนชครับผม”
ฝน: “ค่ะ ชื่อ พชรพรรณ โต๊ะสงวนพันธ์ อยู่คณะเดียวกับสองคนก่อนหน้านี้นะคะ”
กิฟท์: “ค่ะ ชื่อ ปรีห์กมล จันทรนิจกร ชื่อเล่นชื่อกิฟท์ค่ะ ก็คณะเดียวกันหมดค่ะ (เป็นความผิดของผู้สัมภาษณ์เองที่ถามไม่คิด!)”
โปรเจ็คต์นี้เป็นมาได้ไงครับ ทำไมถึงเริ่มทำโปรเจ็คต์นี้ครับ?
ไมค์: “เนื่องจากว่าเราไปเห็นโปสเตอร์ที่ติดตามมหาลัยนะครับ เขียนว่า รับสมัครนักศึกษาเขียนแผนธุรกิจ และเค้าจะมีการอบรมให้ด้วย ก็เนื่องจากปีหนึ่งยังว่างๆอยู่ วันนั้นก็เลยชวนเพื่อนๆที่สนใจมาร่วมกลุ่มกันทำ เพราะเห็นว่า เค้าก็ไม่ได้ให้เราแข่งอย่างเดียว เค้ามีการสอนด้วย แล้วก็คิดว่าการทำแผนธุรกิจเป็นอะไรที่แบบ ค่อนข้างจะน่าสนใจครับ แล้วพวกเราก็พอมีหัวด้านนี้อยู่นิดนึง ก็เลยอยากลองดูอ่ะครับ”
ตอนที่แข่งนี่คือตอนไหน?
ฉัตร: “ตอนปีหนึ่งเทอมสองครับ”
แล้วแข่งกับชั้นปีอื่นด้วยรึเปล่า?
ฝน: “ส่วนใหญ่จะเป็นปีสาม ปีสี่”
ฉัตร: “ใช่ครับ ทุกคณะในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”
ผลออกมาเป็นยังไงบ้างครับ?
ฉัตร: “(หัวเราะ) พวกเราโชคดีมั้งครับ พวกเราชนะเลิศ” (?! ปีหนึ่งแข่งชนะปีสามปีสี่ทั้งมหาลัย ธรรมดาซะที่ไหน)
ได้รางวัลอะไร?
ไมค์: “ก็ได้โล่ และได้ทุนการศึกษา”
เห็นบอกมาว่ามีการสอนด้วย รบกวนเล่าให้ฟังหน่อยว่าการสอน business plan ของที่นี่เป็นอย่างไร
ไมค์: “ก็เนื่องจากว่าตอนนั้นพวกผมไม่เคยเรียนมาก่อน ไม่เคยเรียนอะไรที่เป็น finance marketing หรือ accounting เลย (แต่ชนะปีอื่นๆทั้งมหาลัย ผู้สัมภาษณ์ยังอึ้งไม่หาย) ผมมองว่าการอบรมแค่สองวันค่อนข้างน้อยไปสำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานมาเลย ก็พอได้ไอเดียคร่าวๆ พอได้ inspiration ได้ guideline คร่าวๆ สุดท้ายก็ต้องไปดูตัวอย่าง ต้องไปหาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเองอ่ะครับ”
การเรียนเศรษฐศาสตร์แล้วมาทำ business plan ทำธุรกิจเนี่ยมีอะไรที่ยากหรือเป็นส่วนช่วยเราบ้างมั้ย?
ฉัตร: “ก็ด้วยความที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์นะครับ ถ้าจะมองข้อดีของมันก็คือว่ามันจะทำให้เราเห็นภาพในมุมที่กว้างขึ้น เห็นตลาดในมุมที่กว้างขึ้น มองไปถึงในระดับเศรษฐกิจ ปัญหามันจะไม่ใช่เพียงในแง่ธุรกิจ แต่เป็นในแง่เศรษฐกิจภาพรวมว่าปัญหามันจะมาจากไหน จุดแข็งจุดอ่อนในเศรษฐกิจของเราเป็นยังไง แต่ถ้าเป็นข้อเสียก็อาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่ได้มีโอกาสที่จะไป deal กับการทำธุรกิจตรงๆ ไม่ได้เรียนเกี่ยวกับการทำธุรกิจมาโดยตรง การทำการตลาดโดยตรง หรือการทำการเงินโดยตรง อย่างที่คณะบริหารธุรกิจเค้าเรียนมา”
ประสบการณ์การทำ business plan เป็นยังไงบ้างครับ?
ฝน: “ด้วยความที่ตอนนั้นยังเป็นต้นเทอมสอง ทำให้ประสบการณ์ทั้งการเรียนและการศึกษา case study ของพวกเรายังมีน้อย ทำให้ยังมีปัญหากันบ้าง ยังงงๆการทำ business plan เพราะว่ามันจะมีรูปแบบของมันที่เฉพาะเจาะจง แต่นอกนั้นมันก็ พอพวกเรามี chemistry เข้ากันแล้ว งานมันก็ลื่นไหลไปด้วยดี”
ช่วยเล่าโปรเจ็คต์นี้คร่าวๆให้ฟังหน่อย
ไมค์: “เริ่มจาก พอเราไปอบรมแล้วเนี่ย ขั้นแรกเราก็ต้องมาดูก่อนว่าเราอยากทำ product อะไร เพราะอะไร ก็เริ่มจากการ brainstorm และการเดิน survey รอบๆมหาลัยครับ ดูโอกาสว่าอันไหนน่าจะเป็นไปได้บ้าง และเราก็มา scope ให้มันแคบลงโดยคิดว่า เนื่องจากเราเป็นนักศึกษา โลกเรายังไม่กว้างพอ โลกที่เรามีความพิเศษกับมัน มีความเชี่ยวชาญ รู้จักมันอย่างดีที่สุดก็คือโลกในรั้วมหาวิทยาลัย หรือในรั้วโรงเรียน เราก็เลยมองว่าจะทำอะไรที่มันเป็นไปได้จริง ก็ต้องเกิดในมหาลัย เราก็เลยมองหาโอกาสในมหาลัย ว่าอะไรที่ยังขาดอยู่ และก็มี product อะไรที่สนองตอบต่อเค้าได้บ้าง แล้วก็เกิดขึ้นด้วยว่าพวกเราชอบกินโยเกิร์ต”
ฉัตร: “เป็นสิ่งที่เราอยากทำอยู่แล้ว เริ่มต้นจากความชอบ เพราะการที่ได้ทำอะไรที่เราชอบเนี่ย มันจะทำให้เราทำออกมาได้ดี”
กิฟท์: “แล้วคือช่วง 2-3 ปีที่แล้วค่ะ trend สุขภาพมันก็ยังมาแรงด้วย”
ฉัตร: “ตอนนี้ก็ยังแรงอยู่ด้วย”
กิฟท์: “ตอนนี้ก็ยังอยู่ แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่กำลังมาใหม่ๆ”
…
.jpg)
SAMRET factors
Situation
อยากทราบปัญหาในตลาดว่า ทำไมถึงเริ่มคิดจะทำ Yoghurt House ขึ้น นักศึกษาขาดอะไร?
ไมค์: “ก็เนื่องจากว่าเรามองว่าในมหาลัยเรานะครับ ยังไม่มีสถานที่ที่จะให้นักศึกษาสามารถไป chill out นั่งคุย นั่งทำงานไปได้นานๆโดยที่มีบรรยากาศดีๆและก็เสิร์ฟอาหารหรือของว่างที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอ่ะครับ เราเลยมาคิดว่าเราน่าจะสร้างร้านอาหารแนวนี้ขึ้นมา และก็น่าจะทำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองด้านสุขภาพ กินแล้วมีประโยชน์ ทำให้เค้าสามารถเข้าได้บ่อยๆ”
หลักๆคือนักศึกษาขาดสถานที่?
ทุกคน: “ใช่ (ที่เค้าว่าธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์นี่เนื้อที่น้อยมากนี่ท่าจะจริง ฮา)”
ฝน: “คือเหมือนร้านที่เป็น Third Place (ระหว่างบ้านกับสถานศึกษา) ส่วนใหญ่จะเป็นแนวกาแฟ เบเกอร์รี่”
ฉัตร: “และโดยมากมันก็จะอยู่นอกมหาลัยด้วย”
ก็คือนอกจากขาดสถานที่แล้วยังขาดการเดินทางที่สะดวกด้วย?
ฉัตร: “อย่างสมมติว่าถ้านักศึกษา มีการทำโปรเจ็คต์ ต้องคุยกัน สมมติว่าเราจะประชุมงานกันอย่างนี้ ถ้าถามเรา การคุยกันในมหาลัยกับคุยข้างนอก อันไหนมันเสียเวลามากน้อยกว่ากัน เราเลิกเรียนมาปุ๊บ สมมติไอเดียเรายังสดยังใหม่ที่ได้ออกมาจากห้องเรียน เราจะเสียเวลาเดินทางออกไปข้างนอกให้ความคิดมันค่อยๆหาย ค่อยๆหาย จนเราไปถึง ร้านซักร้านนึงก็ลืมหมด ทำให้การมีสถานที่คุยกันตรงนี้ ทำให้นักศึกษาได้แลกเปลี่ยนไอเดียที่ยังสดใหม่อยู่ แล้วก็ได้กินอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพไปพร้อมๆกันด้วย”
แล้วเรื่องตัวผลิตภัณฑ์?
กิฟท์: “ก็ปกติจะมีแต่กาแฟ และเบเกอร์รี่ ซึ่งเราคิดว่ามันไม่ได้ดีต่อสุขภาพขนาดนั้น”
แล้วคิดว่านักศึกษาห่วงเรื่องสุขภาพกันรึเปล่า?
กิฟท์: “ห่วงนะ”
ฉัตร: “ยิ่งถ้าถามผู้หญิงแล้ว ใครๆก็รักสวยรักงาม”
กิฟท์: “ใช่”
Answer
แล้ว Yoghurt House นี่ business model จะเป็นยังไง จะทำยังไง
ไมค์: “เนื่องจากว่าสมัยนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีร้านขายโยเกิร์ตนะครับ มันก็มีแต่เป็นโยเกิร์ตที่ไปซื้อตามซูเปอร์มาร์เก็ต ซื้อตามเซเว่น ก็จะเป็นโยเกิร์ตถ้วย ซึ่งเรามองว่าโยเกิร์ตมันควรเป็นอาหารที่ทำออกมาให้ดูดีกว่านั้นได้ เราก็เลยไปคิดค้นสูตรในอินเตอร์เน็ตแล้วไปคิดดู ก็ออกมาได้ว่า จริงๆแล้วโยเกิร์ตมันสามารถนำมากินเป็นของว่างที่ทำให้มันแตกต่างจากการกินในถ้วยได้ ก็เป็นการทำให้โยเกิร์ตมีลักษณะคล้ายกับพุดดิ้ง”
ฉัตร: “คือจุดเด่นของโปรเจ็คต์นี้อีกอันนึงซึ่งเด่นมากๆก็คือตัวผลิตภัณฑ์ของเรามีความโดดเด่นสูงมาก ซึ่งเราตอนประกวดแผนเนี่ย เราได้ทำโยเกิร์ตตัวนี้ไปให้กรรมการชิม แล้วกรรมการทุกคนก็ค่อนข้างจะติดใจ (หัวเราะ) แล้วก็ค่อนข้างจะทึ่งในความมีเอกลักษณ์ของ product เรา”
คือชนะเพราะไปให้กรรมการ?!
ฉัตร: “(หัวเราะ) ก็จะเรียกอย่างนั้นก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะกรรมการออกปากเองตอนตัดสินว่าที่ชนะนี่ไม่ใช่เพราะเค้ายกมาเสิร์ฟหรอกนะ แต่เป็นเพราะแผนธุรกิจเค้าดี (ยิ้ม)”
มันแตกต่างจากโยเกิร์ตอื่นยังไง?
ฝน: “คือเหมือนเราไป add value เข้าไป พวก topping มันก็จะหลากหลาย คือถ้าเป็นโยเกิร์ตที่ขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตหรือตามร้านสะดวกซื้อมันก็จะเป็นผลไม้แบบที่มันเชื่อมหรือทำสำเร็จรูปมาแล้วซึ่งรสชาติมันก็จะไม่คงไว้ของความเป็นธรรมชาติ ตัวเลือกมันจะน้อย แต่ว่าของเราจะสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามฤดูกาล ปรับเปลี่ยนได้ตามวัตถุดิบ ตัวโยเกิร์ตอาจจะคงเดิม แต่ความหลากหลายทางด้าน topping เราจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ”
อยากทราบเรื่องเนื้อโยเกิร์ตที่เป็นเหมือนพุดดิ้งนี่ ฟังแล้วอยากกินเลย
ไมค์: “เนื่องจาก ที่สำคัญคือโยเกิร์ตเรามีความเข้มข้นสูง เข้มขันมาก ตักแล้วเป็นก้อนเนื้ออยู่ ทำให้ดูน่าทานกว่า”
แล้วมันดีต่อสุขภาพด้วยรึเปล่า?
ฉัตร: “มีไขมันแค่ 1% เองครับ อาจจะไม่ได้ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรมที่ทำให้ไขมันหายไปศูนย์เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นกระบวนการธรรมชาติ เป็นผลิตภัณฑ์ hand made ซึ่งสูตรตัวนี้สามารถกดไขมันไปได้เหลือ 1%”
เอาสูตรการทำมาจากไหนครับ?
ไมค์: “ก็เอามาจากอินเตอร์เน็ตครับ”
แล้วที่เมืองไทยยังไม่มีคนทำ?
ไมค์: “ไม่มีครับ ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน”
ทำไมหล่ะ?
ทุกคน: “ไม่ทราบครับ/ค่ะ (หัวเราะ)”
เรื่องผลิตภัณฑ์ผ่านไปแล้ว อยากทราบเรื่องสถานที่บ้างว่า Yoghurt House จะตั้งที่ไหน
ไมค์: “ได้แรงบันดาลใจมาจากร้าน True Coffee หรือ Starbucks ผู้บุกเบิกแนวคิด Third Place ในประเทศไทย เดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่ต้องการที่อื่นที่ไม่ใช่ที่บ้านและที่ทำงาน ในการใช้ชีวิต เราก็เลยคิดว่าไอเดียนี้ก็น่าจะตอบโจทย์กับนักศึกษาด้วย ส่วนสถานที่ที่เราเลือกก็คือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต กับ ABAC บางนา ก็เนื่องจากเป็นสถานที่ที่นักศึกษาอยู่ประจำ ต้องใช้ชีวิตทั้งวันอยู่ในมหาลัย”
ฉัตร: “เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูง ซึ่งเราคิดภายใต้กรอบ breakeven analysis แล้ว เราคิดว่าลูกค้าเป็นกลุ่มที่น่าจะเข้าได้บ่อยๆและมีกำลังซื้อค่อนข้างสูง จะทำให้สร้างรายได้ให้กับเราอย่างต่อเนื่องทำให้เราคืนกำไรได้เร็ว”
แพงมั้ย?
ฉัตร: “ถ้าจะถามว่าแพงมั้ย ในมุมมองของผู้ผลิตแล้ว ผมว่าก็ไม่แพงนะ ถ้วยนึงก็จะอยู่ราคาแค่ประมาณ 35-59 บาท แล้วแต่ topping ที่เค้าเลือก ซึ่งถ้วยนี่ถ้วยใหญ่ๆนะ topping เราก็จะเน้นสุขภาพหลักๆก็จะมี คอร์นเฟลค มีผลไม้ ซึ่งผลไม้เราจะเลือกเปลี่ยนตามฤดูกาล เพราะเหมาะทั้งในแง่รสชาติและต้นทุนในการผลิต แล้วเราก็จะเอามา mix กันในแง่ของการเป็นเบเกอร์รี่ เราอาจจะใส่แยมผลไม้ลงไปบ้าง น้ำเชื่อมผลไม้ลงไปบ้าง เกิดการ mix สูตรให้มันดูรู้สึกน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น”
ทางรูปลักษณ์ของร้าน Yoghurt House จะหน้าตาเป็นยังไง?
ไมค์: “การตกแต่งภายในร้านจะเน้นให้เป็นแบบ modern ทันสมัย เน้นการจัดวางเก้าอี้ที่มีระยะเพื่อให้ความเป็นส่วนตัว และก็ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน ในขณะที่เป็นที่เดียวกับการพักผ่อน นั่งได้นานๆโดยไม่ต้องกังวลว่าจะรบกวนผู้อื่นและก็จะมีการจัดวางนิตยสารและหนังสือพิมพ์สามารถเลือกอ่านได้”
ฉัตร: “รู้สึกหลักๆคือเราอยากให้เค้าสบาย เหมือนอยู่บ้าน”
ไมค์: “และเป็นส่วนตัว”
ฉัตร: “ใช่ครับ มันจะทำให้เค้ารู้สึกว่า เออ มันเจ๋งดีเนอะ นั่งได้เรื่อยๆ ทำให้เค้ารู้สึกว่าเค้าอยากมาอีก”
Market & Marketing
ช่วยวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าให้ฟังหน่อย
ไมค์: “เนื่องจากว่าเป็นมหาลัยเอกชนสำหรับเอแบค บางนา จะมีกำลังซื้อสูง นักศึกษามีฐานะ แล้วก็อยู่หอด้วย ทางธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิตก็อยู่หอเหมือนกัน จากการสำรวจก็เห็นว่ามีรายได้สูงกว่าเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่น”
คิดว่าจะมีจำนวนลูกค้าพอที่จะคุ้มทุนมั้ย?
ฉัตร: “ครับ เพราะเราทำ survey แล้ว survey ก็จะบอกว่าลูกค้ากลุ่มนักศึกษาค่อนข้างจะสนใจในเรื่องสุขภาพสูง และอีกอย่างเราก็ทำบทสำรวจการที่ให้เค้าลอง test ตัวอย่างโยเกิร์ตของเราเทียบกับรสชาติโยเกิร์ตตามตลาดทั่วไป 60 กว่าเปอร์เซ็นต์ก็บอกว่าโยเกิร์ตของเราอร่อยกว่าโยเกิร์ตตามตลาด”
การตลาดที่เราจะดึงดูดกลุ่มลูกค้านั้นหล่ะ จะทำอย่างไร?
ไมค์: “เนื่องจากเรามองว่า จุดเด่นเราคือโยเกิร์ต และโยเกิร์ตปัจจุบันขายได้ มีการเติบโตเราก็สร้าง slogan ออกมาว่า “More than yoghurt” คือได้ทั้ง environment ได้ทั้งความเป็นส่วนตัว”
ฝน: “ค่ะ ส่วนการขยายตลาด คือเราจะเน้น word of mouth ด้วยเพราะว่าในกลุ่มนักศึกษาเนี่ย ร้านไหนจะขยายได้ จะดังได้เนี่ย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเพื่อนๆชวนกันไป เพื่อนๆมีงานอะไรก็ชวนไปร้านนั้นหรืออะไรอย่างนี้”
คือ model จะคล้ายๆ Starbucks ตอนที่เค้าเปิดที่ Seattle เลย?
ฝน: “(หัวเราะ) ใช่”
ฉัตร: “ต้องบอกว่า model ที่เราใช้ หลักๆจะเป็น Starbucks กับ True Coffee ซึ่งผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าประสบความสำเร็จจริง”
ไมค์: “เนื่องจากเราเน้นว่าเราจะใช้ความเป็น Third Place ของเราในการดึงดูดด้วยเราก็โชว์เลยว่าเราเป็น Third Place เค้ามาแล้วเค้ารู้สึกได้ว่านี่คือสถานที่ตอบสนองความต้องการของเค้าได้อย่างแท้จริง และก็เราจะเน้นทำ CRM ครับเพื่อสร้างความภักดีมีการสะสมแต้มเพื่อให้เกิดการมาเข้าร้านบ่อยๆ แล้วก็มี CSR เพราะเราตั้งอยู่ในมหาลัย มีนักศึกษามาขอให้สนับสนุนกิจกรรมเล็กๆน้อยๆ เราก็จะทำเท่าที่ทำได้ครับ”
Rivalry & Risk
Yoghurt House มีคู่แข่งเป็นใครบ้าง
ไมค์: “นี่เป็นข้อมูลเมื่อสามปีแล้วนะครับ ก็อย่างร้านใน ABAC บางนาก็มีร้าน Daily House, Wiffy Woffle, และ Log Home ที่เราคิดว่า พอจะใกล้เคียงกับ concept ของร้านเราที่สุด แต่ร้านส่วนใหญ่ราคาค่อนข้างจะแพง และก็บรรยากาศไม่ค่อยน่านั่งนานเท่าร้านของเรา เค้าขายอาหารจานหลักทั่วไป”
ฝน: “แต่บรรยากาศร้านคล้ายๆกัน คือ direct competitor (ที่ขายโยเกิร์ต) นี่จะไม่ค่อยมีอ่ะค่ะ คือมันจะไม่ใช่ร้านขายโยเกิร์ต (หัวเราะ)”
ฉัตร: “อย่างร้านแนว Third Place ในมหาลัยนี่แทบจะไม่มีเลยนะครับ”
ไมค์: “ส่วนที่ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิตก็จะมีร้าน People ร้าน Meet Dome Express แล้วก็ร้าน Inner Park ซึ่งร้านส่วนใหญ่ก็บรรยากาศดี แต่ขายอาหารจานหลัก และก็ราคาค่อนข้างแพงครับ”
คิดว่าเราเหนือกว่าคู่แข่งด้านไหนบ้าง?
ไมค์: “ก็เนื่องจากการที่เรานำเสนออะไรที่ตอบโจทย์เค้ามากกว่าว่าเราเป็น Third Place เค้านั่งได้นานกว่า ความเป็นส่วนตัวมากกว่า บรรยากาศดีกว่า จากคนที่นั่งร้านอื่นก็จะมานั่งร้านเรา จากคนที่ไปซื้อโยเกิร์ตในเซเว่นก็จะเปลี่ยนมาซื้อโยเกิร์ตที่ร้านเรา”
ฝน: “คือนอกจากนั้นเราก็คิดว่า เราจะควบคุมการบริการ คือจะต้อง train ควบคุม behaviour พนักงานร้านให้ได้เหมือน model ของ Starbucks เราจะเห็นว่าพนักงาน Starbucks นี่จะ take care ลูกค้าแล้วก็จะติดตามลูกค้ามาก คือเค้าจะจำ menu ที่ลูกค้าชอบแบบหลักๆได้ว่าถ้าคนนี้มาทานบ่อยๆ พอเค้ามาอีกทีก็จะถามว่าอยากรับ menu นี้อยู่มั้ยอะไรอย่างนี้ คือให้เค้ารู้สึกประทับใจและมีความเป็นกันเอง”
ความเสี่ยงของโปรเจ็คต์นี้?
ไมค์: “ก็มีนะครับ เพราะใน case ที่ทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามเป้าเลย ร้านเราก็จะมีกำไรแค่ 1% ในช่วง 2-3 ปีแรก ถ้าเป็น best case ทุกอย่างเป็นไปได้ตามต้องการ ลูกค้าเข้าร้านเยอะเราก็จะกำไรถึงประมาณ 40% (ของเงินลงทุน)”
ฉัตร: “มันก็มีปัญหานึงที่เกิดขึ้นได้ถ้าบางที บางช่วงฤดูกาลหรืออะไรก็แล้วแต่ ที่จำนวนลูกค้าเข้าร้านน้อยเกินไป ด้วยธรรมชาติของผลิตภัณฑ์ dairy product จะมีอายุในการเก็บรักษาค่อนข้างน้อย ในการที่เรามีกำลังการผลิตที่ค่อนข้าง fix อยู่แล้วเนี่ย ถ้าลูกค้าเข้าร้านน้อยเนี่ย ผลิตภัณฑ์เก็บไม่ได้ ผลิตภัณฑ์เราก็จะเสีย และตรงนั้นก็จะเป็น sunk cost ที่เราต้องขาดทุน รับไปเต็มๆซึ่งตรงนั้นอาจจะเกิดได้ในแง่ที่ว่า ถ้าปิดเทอมแล้วเราเลือกที่จะเปิดร้านอยู่ในตอนช่วงที่เราเห็นว่า ‘อาจ’ จะเปิดได้ แต่มันสรุปออกมาว่าลูกค้าขาด ตลาดไม่มี ไม่มีคนเข้าร้าน อย่างนั้นเราก็จะเสียผลประโยชน์ไป”
Expectation
คาดหวังอะไรกับโปรเจ็คต์ Yoghurt House บ้าง?
ไมค์: “อย่างแรกก็คือได้ประสบการณ์การเขียนแผนธุรกิจ พวกเราอาจจะต้องเป็นผู้ประกิบการในอนาคตก็คิดว่าพื้นฐานตรงนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญทำให้เราเข้าใจทุกอย่างทั้งการตลาดและการเงิน การบัญชี operation และการจัดการบริหารห่วงโซ่อุปทาน คิดว่าเป็นประโยชน์ที่หาไม่ได้ในห้องเรียนครับ”
แล้วความคาดหวังในเชิงธุรกิจหล่ะ?
ฉัตร: “ถ้าในเชิงธุรกิจเนี่ย ผมมองว่าในการที่กรรมการเค้าตัดสินเลือกให้โปรเจ็คต์ของเราชนะเลิศเนี่ย อย่างน้อยมันจะจุดให้เห็นถึงความตระหนักของ trend สินค้ารักษาสุขภาพและผลิตภัณฑ์ที่มีความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดในตลาดมากขึ้น และให้เกิด trend ที่เรียกว่า CSR ที่กำลังมาแรงในขณะนี้ ซึ่งผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตของเราตรงนี้เนี่ยนอกจากเราจะมองกำไรในแง่ธุรกิจแล้วเนี่ย หลักๆแล้วคือเราต้องการให้ลูกค้าของเรารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ”
Team & Timeline
ในร้านๆนึงของ Yoghurt House นี่ต้องมีทีมกี่คน?
ไมค์: “ในร้านหนึ่งร้านก็จะมีประกอบไปด้วย ผู้จัดการสาขาหนึ่งคน พนักงานขายสาขาละสองคนซึ่งตำแหน่งพนักงานขายนี่ก็ไม่จำเป้นต้องมีการศึกษาสูง ให้มีใจรักบริการและสู้งาน โดยจะมีพวกเราห้าคนคอยดูแลเป็นเหมือนคณะกรรมการบริษัทคอยวางแผน คอยคิด ผู้จัดการสาขากับพนักงานขายก็ทำหน้าที่ daily operation”
คิดว่าจะไปทำจริงมั้ยโปรเจ็คต์นี้ เพราะน่าสนใจมาก
ไมค์: “ก็เนื่องจากยังเรียนอยู่ครับ เพราะฉะนั้นก็ตัดสินใจว่ายังไม่ทำ ยังเรียนอยู่ ยังไม่น่ามีเวลาว่าง เพราะการเรียนคณะเราก็ค่อนข้างจะหนักพอสมควร ก็เลยอยากจะหาประสบการณ์ในรั้วมหาลัย อยากจะใช้ชีวิตนักศึกษาให้เต็มที่ก่อน แล้วจบแล้วถ้าใครสนใจก็ค่อยว่ากันครับ”
…
…
ช่วยเล่าประสบการณ์ของการเรียนที่คณะเศรษฐศาสตร์ภาคภาษาอังกฤษ (BE) ที่ธรรมศาสตร์หน่อยครับ
ไมค์: “ก็ lifestyle ของแต่ละคน ความสุขของแต่ละคนในการเรียน การใช้ชีวิตก็ไม่เหมือนกัน แต่สำหรับผมรู้สึกว่าชีวิตมหาลัยมันสั้น และมันเป็นช่วงเวลาสุดท้ายที่จะค้นหาตัวเองก่อนจะไปเจอโลกการทำงานจริง ที่นี่เราสามารถลองผิดลองถูกได้ โดยที่ถ้าเราล้มก็ไม่มีใครทับถมเรา ที่มหาลัยก็มีกิจกรรมหลากหลาย มีทุกอย่างที่ให้เราค้นหาตัวเองให้เจอ ว่าเราชอบอะไร อะไรคือจุดแข็งของเรา อะไรคือสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข อะไรคือสิ่งที่เราอยากทำในอนาคต ก็อยากให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ใช้ชีวิตในมหาลัยให้คุ้มค่า ค้นหาตัวเองให้เจอ ว่าเราชอบอะไร อะไรที่เราชอบจริงๆ อาจจะไม่จำเป็นว่าเราเรียนมาทางด้านเศรษฐศาสตร์แล้วเราต้องชอบเศรษฐศาสตร์ เราอาจจะค้นหาตัวเองเจอตอนที่เราทำกิจกรรมทางด้านอื่นก็เป็นไปได้ ก็อย่าปิดกั้นตัวเอง”
กิฟท์: “ชีวิตมหาลัยเหมือนเป็นขั้นสุดท้ายที่เรายังรักษาความเป็นเด็กแต่ว่าอยู่ในก้าวที่กำลังจะเป็นผู้ใหญ่ได้ เพราะฉะนั้นมันเป็นช่วงที่เราสร้าง connection ให้กับตัวเองแล้วก็เรียนรู้ประสบการณ์ทั้งทางด้านวิชาการและทางด้านกิจกรรมเพื่อที่จะมา apply ได้กับงานที่พวกเราจะทำในอนาคต”
SAMRET Comments
จริงๆแล้ว ผมอยากจะนำตัวรายงานของโปรเจ็คต์นี้มาเผยแพร่ซะด้วยซ้ำ เพราะผมไม่เคยคิดเลยว่านักศึกษาปีหนึ่งจะทำอะไรได้ขนาดนั้น ต้องถือว่าสุดยอดจริงๆ เพราะจากที่ได้ฟังบทสัมภาษณ์ซึ่งเป็นการอธิบายคร่าวๆเกี่ยวกับโปรเจ็คต์นี้ จริงๆแล้วข้างในแฝงด้วยการทำรายงานอย่างดีเลิศทั้งการทำ vision และ mission ของธุรกิจ (ซึ่งบริษัทใหญ่ๆหลายต่อหลายบริษัทยังไม่สามารถทำให้ชัดเจนได้) การทำแผนการตลาดซึ่งนำ tool หรือเครื่องมือการตลาดต่างๆนำมาใช้จากครบครันและการวางแผนการเงินการลงทุนที่ยอดเยี่ยม และอื่นๆอีกมากมายที่ business plan ที่ดีต้องมี
ในแง่ของธุรกิจนั้น การทำ Third Place ในรั้วมหาวิทยาลัยเป็นสิ่งที่เรายังไม่ค่อยเห็นเพราะส่วนใหญ่นิสิตนักศึกษาก็จะมีแต่ โรงอาหารหรือห้องสมุดที่จะได้อยู่ร่วมปรึกษาหารือกัน แต่ธุรกิจนี้มีความเป็นไปได้สูงทีเดียว เพราะถึงแม้มหาวิทยาลัยจะนับเป็น Second Place (ถ้าบ้านเป็น First Place) เราอาจจะคิดว่าแล้วการที่ Second กับ Third Place อยู่ที่เดียวกันจะได้หรอ แต่จุดเด่นของโปรเจ็คต์นี้คือการที่นักศึกษามักจะมีปัญหาเรื่องการเดินทางอย่างที่กล่าวไปในบทสัมภาษณ์ โดยเฉพาะกับสองมหาวิทยาลัยคือธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต และ ABAC บางนานั้น เป็นสถานศึกษาที่มีหออยู่ด้วยและอยู่ไกลจากตัวเมือง เพราะฉะนั้นการนำ Third Place ไปนำเสนอจะนับเป็นการเติมเต็มชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยเค้าเลยทีเดียว สิ่งที่ต้องเพิ่มเสริมอาจจะเป็นเรื่องการมอง Timeline ซึ่งนอกจากการวางแผนการตลาดเป็นขั้นเป็นตอนแล้ว ยังควรที่จะมองถึงการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์และผลิตภัณฑ์ให้ใหม่อยู่เสมอเพื่อสร้าง dynamism ให้กับธุรกิจเพื่อตรงตาม concept
แต่สิ่งที่ผมดีใจที่สุดคือได้พบเจอนักศึกษาชั้นยอดใน คุณไมค์ มาโนช คุณฉัตร ธนฉัตร คุณกิฟท์ ปรีห์กมล คุณฝน พชรพรรณ และคุณเพนท์ เพ็ญศิริ ซึ่งผมคิดว่าในอีกหนึ่งปี พวกเค้าพร้อมที่จะออกจากรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อก้าวเข้าสู่โลกแห่งการทำงานอย่างมั่นใจ สุดยอดครับ ขอปรบมือให้
ขอให้โชคดีและประสบความ “สำเร็จ” ครับ
ทีมงาน “สำเร็จ”
Tags: Business Plan
Filed Under: Talent








test test
โทษทีนะครับที่หน้านี้ล่มหลายครั้งเลย งงเหมือนกัน
ว่าแต่ไปสยามมาแล้วเจอร้าน Happy Yogurt เลยเข้าไปเป็นครั้งแรก (และน่าจะเป็นครั้งสุดท้าย) ยังไงพี่จะรอดูว่าจะมีใครเอา Yoghurt House ไปทำบ้างนะ