Krit Traisawadwong: GrowShield

Posted on August 27, 2009 by viriya

GrowShield: Better Fruit Bigger Yield

by Krit Traisawadwong

เรื่อง/ภาพ วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์

*** download (เพื่อการอ่านและการศึกษาเนื้อหาที่ดีกว่า)

“ถึงแม้คุณจะเก่งในด้านไหน แต่เค้าอาจจะเก่งกว่าในอีกหลายๆด้านซึ่งมันก็จะเป็นส่วนผสมกันให้เกิด synergy ในการเรียนรู้สูงสุด”

Krit3

ในช่วงเวลาอันวุ่นวายในย่านธุรกิจของกรุงเทพเรานี้ ถ้าพูดถึงถนนสาทรแล้วเราคงอดไม่ได้ที่จะคิดถึงสภาพรถติดตั้งแต่เช้าจรดเย็น แต่ในขณะเดียวกัน ผู้คนมากมายนักธุรกิจน้อยใหญ่จากทั่วทุกมุมโลกก็กำลังสร้างสรรค์สินค้าบริการต่างๆอย่างไม่หยุดยั้งบนถนนเส้นนี้นี่เอง ในช่วงบ่ายๆเย็นๆวันพุธ ทีมงาน “สำเร็จ” ก็ได้นัดเจอคุณ กริช Management Trainee หนุ่มไฟแรงของบริษัท Standard Charter ที่สำนักงานบริษัท Standard Charter บนถนนสาทร เพื่อที่จะได้สัมภาษณ์ถึงโปรเจ็คต์ปริญญาโทที่กลุ่มคุณกริชได้ทำในช่วงเวลาที่ศึกษา MIM หรือปริญญาโททางด้านการตลาดภาคภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากที่ได้รู้ background ว่าคุณกริชเรียนจบปริญญาตรีด้าน IT มาเราจึงอยากรู้มากเพราะโปรเจ็คต์ปริญญาโทนี้เกี่ยวกับการเกษตร! กลุ่มคุณกริชได้ติดต่อกับ MTEC (ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ) เพื่อนำการวิจัยชิ้นนึงไปศึกษาต่อยอด ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้ก็คือ GrowShield หรือถุงห่อผลไม้ในขณะที่ผลไม้ยังเจริญเติบโตบนต้นไม้ โดยผลิตภัณฑ์นี้ในช่วงแรกจะเน้นการใช้กับมะม่วง โดยนำถุง GrowShield ไปห่อผลมะม่วงตอนที่อยู่บนต้นเพื่อที่เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้ว ผลมะม่วงที่ได้จะมีขนาดใหญ่ ผิวเหลืองนวล เรียบสวย ไม่มีตำหนิด่างดำ ทำให้มะม่วงพร้อมและผ่านเกณฑ์ที่จะส่งออกในตลาดโลก และอาจจะทำให้ราคาที่เกษตรกรชาวสวนจะขายได้เพิ่มขึ้นถึง 400% เลยทีเดียว! ไม่น่าเชื่อนะครับที่ประเทศไทยเราจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ innovative ขนาดนี้ได้และยังไม่มีใครนำมาใช้อีกด้วย ในฐานะที่ประเทศเราทำเกษตรกรรมเป็นหลัก และมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของเราเป็นสิ่งสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยเราโดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกอย่างนี้ เกษตรกรรมจึงไม่ใช่สิ่งไกลตัวทุกคนเลย เราไปลองฟังคุณกริชเล่าถึงผลิตภัณฑ์ GrowShield หรือถุงห่อผลไม้และการนำไปต่อยอดที่อาจจะเปลี่ยนโฉมชาวสวนผลไม้ไทยในตลาดโลกได้เลยนะครับ

ช่วยแนะนำตัวเองหน่อยครับ
“ชื่อ กริช ไตรสวัสดิ์วงศ์ ปัจจุบันทำงานตำแหน่ง Management Trainee ของบริษัท Standard Charter ผมเรียนจบมาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในสาขาบัญชี เชิงเทคโนโลยี สารสนเทศ ในช่วงที่ได้ทำงานไปซักระยะนึง รู้สึกว่าต้องเรียนรู้เกี่ยวกับ Business มากขึ้น เลยรู้สึกว่าพอถึงจุดๆนึงแล้ว เรามีความจำเป็นต้องรู้แล้วว่าการหารายได้เข้าองค์กรมาจากไหน ซึ่งมันก็คือสาขาการตลาด หลังจากเลือกมหาวิทยาลัยหลายๆที่ทั้งในและต่างประเทศ สิ่งนึงที่ผมรู้สึกคือผมอายุยังน้อย ไม่เหมาะกับการไปเรียนต่างประเทศ ซึ่งในต่างประเทศ ในห้องเรียนจะมีการแบ่งปัน ประสบการณ์ซึ่งผมคิดว่าผมยังขาดอยู่ ผมเลยเลือกที่จะทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย และที่ผมเลือกก็คือ MIM ที่ธรรมศาสตร์ เป็นสาขาการตลาด ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งใน course ที่ดีที่สุดในเอเชีย”

แล้วประสบการณ์ในการเรียนที่ MIM เป็นอย่างไรบ้าง?
“คิดว่าเป็นประสบการณ์การเรียนที่มี diversity มากต้องบอกอย่างนี้ คือเราเจอความหลากหลายของผู้คน เจอความคิดที่หลากหลาย ซึ่งแต่ละคนก็จะมีความเคารพซึ่งกันและกัน เพราะไม่ว่า background คุณจะมาจากไหน เมื่อเพื่อนคุณให้ออกความเห็น คนที่รับฟังก็จะให้ความเคารพคุณในความคิดเห็น เพราะถึงแม้คุณจะเก่งในด้านไหน แต่เค้าอาจจะเก่งกว่าในอีกหลายๆด้านซึ่งมันก็จะเป็นส่วนผสมกันให้เกิด synergy ในการเรียนรู้สูงสุด”

เรียนที่ MIM ยากมั้ย?
“อย่างที่บอกว่า course นี้ก็ถือเป็นหนึ่งในเอเชียแล้ว คนที่เข้ามาก็ผ่านเกณฑ์มาในระดับนึงแล้ว เพราะฉะนั้นคนที่เข้ามาส่วนมากจะเป็นพวก high-potential”

ในการทำงานได้นำสิ่งที่เรียนมามาปรับใช้มั้ย?
“ในส่วนตัวของผม เนื่องจาก background ของผมมาจาก information technology การที่ได้ความรู้ทางด้านธุรกิจมาเสริมก็จะมาเติมเต็มช่องว่าง และเราต้องมีตัวกลางที่สามารถเชื่อมได้ ยกตัวอย่าง คนที่ทำ IT ประจำเนี่ย งานประจำก็จะบ้าระบบ งานของเค้าก็จะเขียนระบบ เขียนไปเขียนไป ส่วนคนทำ business นั้น เป้าหมายเค้าคือต้องหาเงินเข้าองค์กร ซึ่งงานบางงานเค้าสามารถนำระบบมาช่วยเค้าได้ แต่เค้าไม่รู้ว่าจะใช้มันยังไง ปัญหาของคน IT ก็คือ เออ ทำระบบไป แต่ไม่เข้าใจว่าจริงๆแล้ว ผู้ใช้เค้าต้องการใช้ไปทำอะไร เพราะฉะนั้นการที่ไปเรียน MIM ก็ทำให้เรามองสองภาพออก มันทำให้เรารู้ว่า กระบวนการ นี้ควรจะตัดหรือควรพัฒนาเพื่อแทนที่คนที่ต้องทำมือ และ ระบบนี้ควรที่จะสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับในจุดๆนี้ และคนที่ทำ IT มักจะมองไม่เห็น จะไม่ค่อยมองเห็นมุมมองที่เป็นธุรกิจ”

ที่ตอนนี้ทำอยู่ที่ Standard Charter นี่เกี่ยวกับด้าน IT ด้วย?
“ใช่ เน้นหลักจะเป็นทาง IT แต่ในขณะเดียวกัน มองเป็นเชิง business analyst มากกว่า เชื่อมยังไง ผลักดันยังไงให้ ผู้ใช้เห็นว่าระบบคุณสามารถไปช่วยงานเค้าได้จริงๆ ไม่ใช่เพิ่มงานเค้า”

ช่วยเล่าถึงตัว business plan นี้หน่อย

“โดยส่วนมากแล้วมหาวิทยาลัยทั่วไปมักจะให้ทำ thesis แต่ของ MIM จะมองว่า เนื่องจากเป็น course ที่สร้าง entrepreneurship เลยมองว่า business plan เนี่ย เป็นส่วนสำคัญที่จะมาสามารถสร้างให้เราเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ได้ โดยที่จุดประสงค์ของเค้าต้องการให้เราหา innovative product ตัวใหม่ๆ โดยมีการทำการคัดกรอง ว่า ผลิตภัณฑ์ที่คุณไปหามามันผ่านเกณฑ์ข้อไหนบ้าง ไม่ว่าจะเป็น return ภายใน 3 ปีมั้ย? ต้องการการลงทุนเท่าไหร่?ขนาดตลาดและ ความต้องการมากแค่ไหน โปรเจ็คต์ที่หามาเนี่ย ตอนแรกมี 3 โปรเจ็คต์ ซึ่งถามว่าเป็นโปรเจ็คต์ที่ทำเงินมั้ย ใช่ แต่ที่เลือกตัวนี้เพราะมันเป็น innovative product ซึ่งทางธรรมศาสตร์ให้ความสำคัญ อย่างที่สอง ตลาดเมืองไทยนี่ คิดว่ามากกว่า 50% น่าจะเป็นการทำเกษตรกรรม เราจึงควรเน้นเรื่องการทำเกษตรกรรมซึ่งเราสามารถนำมาต่อยอดได้ กลุ่มผมก็เลยเลือกทำฟิล์มห่อผลมะม่วง”

Krit1SAMRET Factors

Situation

อยากทราบว่าในการพัฒนาการตลาดให้ฟิล์มห่อผลมะม่วงนั้น ปัญหาในตลาดมันคืออะไร?
“ก่อนอื่นเราต้องบอกให้ได้ก่อนว่าผู้ใช้คือใคร ผลิตภัณฑ์ของเราแบ่งผู้ใช้เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ exporter (ผู้ส่งออก) กลุ่มที่สองคือชาวสวน เราก็ได้ทำ survey ทั้ง qualitative และ quantitative เพื่อหาปัญหาต้นตอจริงๆว่าตอนนี้เค้ามีปัญหาอะไร ผลิตภัณฑ์ของเราจะไปช่วยเค้าได้มั้ย เพราะฉะนั้นปัญหาของเค้าตอนนี้คือผู้ส่งออกนั้น ตลาดใหญ่ๆของโลกก็มีญี่ปุ่นถือว่าเป็นตลาดหลัก ใหญ่มาก ต้องการมะม่วงไทยคุณภาพดี แต่ว่าเราไม่สามารถหาให้เค้าได้พอเพียง เนื่องจากคุณภาพของเรายังด้อยอยู่ กลุ่มที่สองเป็นผลกระทบตามกันเนื่องจากเกษตรกรเราไม่มีความรู้ในการผลิตผลผลิตที่มีคุณภาพเพื่อส่งให้ผู้ส่งออก มันก็เป็น supply chain ถ้าคนนึงทำไม่ได้ ต้นตอทำไม่ได้ ไม่ว่าตลาดมันจะใหญ่แค่ไหน ถ้าคุณไม่มีผลผลิตให้ได้ ก็ไม่มีประโยชน์ เราก็มองว่าปัญหาหลักๆก็จะมาจากเรื่องคุณภาพกับเรื่องของผลผลิตที่ไม่พอความต้องการตลาดต่างประเทศ รวมถึงเรื่อง know-how ของเกษตรกรไทยที่ไม่ได้ทำเป็นระบบเหมือนเมืองนอก เช่นการทำสวนมะม่วง ในปีๆนึงเค้าสามารถ harvest (เก็บผลผลิต) ได้ 2-3 รอบ แต่สวนที่เราได้ไปดูที่อ่างทอง คุณลุงคนนี้เก่งมาก ปีนึง harvest ได้ 5 รอบ แต่ในประเทศไทย เราไม่มีการทำ knowledge base อย่างเช่นที่ที่นึงที่ฉะเชิงเทรา ปลูกได้เยอะ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณภาพมันจะดีเสมอไป อย่างคนที่อ่างทองมี know-how ในการปลูกที่ดีมากแต่ดินอาจจะสู้ที่ฉะเชิงเทราไม่ได้ แต่ความรู้นี้ก็ไม่ได้มีการแบ่งปันกัน เพราะถ้าเอาวิธีที่อ่างทองไปใช้ที่ฉะเชิงเทรา มันจะได้มหาศาล”

ขอถามเรื่องคุณภาพของมะม่วงจากเมืองไทยที่ไม่ได้มาตรฐานนั้นเป็นอย่างไร?
“Underweight (น้ำหนักน้อยไป) บ้าง โดนแมลงเจาะบ้าง ผิวไม่สวยบ้าง ส่วนมากปัญหาหลักๆจะเป็นพวกนี้ สี เปลือก น้ำหนัก ขนาด อะไรประมาณนี้ ขนาดใหญ่เกินเค้าก็ไม่รับ มันต้องอยู่ในช่วงที่เค้ากำหนด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดเค้าจะดูที่เปลือก สีต้องเหลืองนวล สวย ผิวต้องเรียบ ยางต้องไม่เลอะ ซึ่งคนไทยยังทำคุณภาพได้ไม่เท่ากับความต้องการของต่างประเทศก็เลยส่งออกได้น้อย”

Answer

แล้วผลิตพันธ์ GrowShield นี้จะไปแก้ปัญหาให้เค้าได้อย่างไร?
“GrowShield นี่คือฟิล์มคัดกรองแสง ทำจากเนื้อพลาสติกแต่มีคุณสมบัติเหมือนกระดาษ นอกจากนั้นยังมี nanotechnology ช่วยป้องกันเชื้อโรค กันแมลงได้ โดยผลิตภัณฑ์นี้ทำให้สีเหลืองนวล สวย ลูกโต 28% เมื่อเทียบกับการใช้ผลิตภัณฑ์จากไต้หวัน (อธิบายมากเริ่มจะอยากกินมะม่วงขึ้นมาบ้างแล้ว) พร้อมทั้งยังมีคุณค่าทางสารอาหารมากกว่า อย่างเช่นทำให้มีวิตามินซี และน้ำตาลพวก sucrose มากกว่าที่จะใช้กระดาษคาร์บอนห่อลูกมะม่วง เนื่องจากกระดาษคาร์บอนเป็นกระดาษที่ทึบ ทำให้แสงไม่สามารถส่องผ่านได้ ทำให้สีซีด แต่ GrowShield เป็นฟิล์มคัดกรองแสง เวลาแสงส่องกระทบฟิล์มก็จะคัดกรองว่าแสงที่ความเข้มเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของผลไม้ แล้วก็นำถุง GrowShield มาห่อเป็นลูกๆ โดย GrowShield นั้นได้พัฒนามาจาก MTEC (ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ)”

แล้ว GrowShield แก้ปัญหาเรื่องคุณภาพเช่นขนาดของมะม่วงได้อย่างไร?
“เรื่องขนาด ถ้าเราใช้กระดาษคาร์บอน แสงก็จะไม่สังเคราะห์ แสงจะผ่านเข้าไปไม่ได้ ผลไม้มันต้องการแสงเพื่อการเจริญเติบโต ถ้าไม่มีแสง มันก็จะไม่ค่อยโตเหมือนการเลี้ยงตามธรรมชาติ การเลี้ยงตามธรรมชาติจะให้ผลมะม่วงที่โต แต่ผิวจะไม่สวย โดยขนาดของการเลี้ยงตามธรรมชาติจะเท่ากับการใช้ GrowShield แต่ผิวไม่สวย เพราะถ้าใช้ GrowShield นี่จะแก้ปัญหาหมดเลย ผิวไม่สวย ลูกไม่โต”

แก้เรื่องผิวไม่สวยได้อย่างไร?
“เพราะ GrowShield จะกันแมลงกันเชื้อรา ถ้าใช้กระดาษคาร์บอน แมลงยังมีสิทธิ์ที่จะเข้าไป แต่ GrowShield มันเป็นพลาสติก ไม่ใช่กระดาษ ทำให้มันไม่ชื้นมันก็จะไม่มีเชื้อราเกิด เวลาถูกน้ำ น้ำก็จะออกได้ มันเหมือนหายใจได้ ทำให้ไม่อบ ผิวก็ไม่ไหม้ แมลงก็ไม่เกาะ คือมันครอบคลุม และราคาก็ยังถูกกว่ากระดาษคาร์บอน”

แล้วเรื่องรสชาติเปรี้ยวหวาน?
“เรื่องนี้เราตอบไม่ได้เพราะมันขึ้นอยู่กับลิ้นของแต่ละคน คนญี่ปุ่นอาจจะชอบรสจืดก็ได้ เพราะอย่างคนญี่ปุ่นจะเลือกรูปร่างกับผิวเป็นหลัก รสไว้ทีหลังสุด ข้างนอกจะต้องสวยก่อน ต้องเนื้อแน่น ผิวสวย ผิวเหลืองนวล ไม่มีโรค ไม่มีจุดดำเลย และ GrowShield ก็เป็นตัวที่แก้ปัญหาได้ทั้งหมด”

Market & Marketing

อยากรู้ว่าผลิตภัณฑ์ GrowShield นี้ผู้ใช้จะเป็นใครบ้าง
“ผู้ใช้หลักๆจะเป็นเกษตรกรชาวสวนและ exporter ที่ให้เกษตรกรเช่าที่และเก็บผลิตผล ที่เราเลือกมะม่วงเพราะว่ามันเป็นผลไม้ส่งออกอันดับสามของประเทศไทย และที่เรามอง มันน่าจะเติบโตได้อีกมากในตลาดส่งออก เพราะความต้องการมันมากกว่าผลผลิตที่เราผลิตได้ ซึ่งแล้วเราต่างกับมะม่วงจากประเทศอื่นๆเช่นเม็กซิโก อินเดีย อย่างไร คือมะม่วงเราจะสวยและมีรสดีกว่า มะม่วงเม็กซิโกก็จะกลมๆใหญ่ๆ (ทำท่าให้ดู) มะม่วงจีนก็ลูกจะเท่ามะละกอ อะไรประมาณนี้ มะม่วงของไทยก็จะอร่อยกว่า”

เกษตรกรชาวสวนมะม่วงของไทยมีอยู่ที่ไหนบ้าง
“มีทุกภาคๆเพราะเราทำ surveyทุกภาคเพราะมันกระจาย อ่างทอง ฉะเชิงเทรา พิจิตร พิษณุโลก เชียงใหม่ เชียงราย ภาคใต้ก็มี แต่ที่เราไปสัมภาษณ์ เจาะหลักๆผู้ที่ผลิตมะม่วงส่งออกอยู่แล้ว อย่างเช่นที่นครราชสีมา เราก็ได้ติดต่อ CP Diamond ที่ส่งออกมะม่วงโดยตรงเลย ที่อ่างทองก็ส่งออกที่วิเศษชัยชาญ และก็ฉะเชิงเทรา นี่คือตัวหลักที่ผลิต ส่วนผู้ส่งออกก็มีอยู่ 3-4 ราย”

มีกลุ่ม sector อื่นมั้ยที่สามารถใช้ GrowShield ได้
“ได้พวกการเกษตรที่ต้องใช้แสงอาทิตย์ ผลไม้ที่ผิวบางใช้ GrowShield ได้ทุกอัน”

ทำไมต้องผิวบาง?
“เพราะถ้าผิวหนา อย่างทุเรียน แมลงมันเจาะไม่ได้ ต้องเป็นผลไม้ที่ถูกทำลายเสียหายง่าย อย่างเช่นลองกอง ลำไย สัมโอ สามารถปรับปรุงใช้ได้ทั้งนั้น”

แล้วสรุปว่าเกษตรกรชาวสวนผู้ปลูกมะม่วงนี้ต้องการอะไรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด?
“เรื่องน้ำหนักแค่ผ่านเกณฑ์ก็ใช้ได้ จริงๆสิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่อง peel (ผิว) กับรูปร่าง สำคัญที่สุด คำว่า peel (ผิว) นี่ก็คือต้องไม่มีโรค ต้องไม่มีตำหนิอะไรเลย แล้วก็รูปร่างที่เป็นรูปมะม่วงสวยๆ”

ถามถึงเรื่องการทำการตลาดบ้างว่าจะเข้าไปเสนอสินค้าให้เกษตรกรชาวสวนได้อย่างไร
“เราก็มี trial period ให้เค้าไปทดลองใช้ หนึ่ง harvest สอง harvest แล้วของเราก็จะเป็น product บวก service เมื่อเวลาที่คุณใช้ผลิตภัณฑ์เรา เราจะมี assurance ทีมเข้าไปเก็บตัวอย่าง แล้วมาทดสอบว่าของคุณผ่านเกณฑ์มั้ย มีการทดสอบดิน เพราะเราเห็นว่าแต่ละที่มีมาตรฐานในการปลูกไม่เหมือนกัน เราก็จะไปช่วยเรื่อง know-how ว่าคุณจะทำอย่างไรที่จะทำให้มะม่วงลูกละ 15 บาท คุณไปขายราคา 75 บาทได้ และเราก็จะการันตีว่าผลิตภัณฑ์ของเรานั้นมันใช้ได้จริง GrowShield จริงๆแล้วถามว่ามันมีข้อดีอีกเยอะมั้ย มี เช่นมันเป็น biodegradable ใช้เสร็จฝังดิน reusable ใช้ได้เป็นสิบครั้ง เทียบกับกระดาษคาร์บอนใช้ครั้งเดียวก็เปื่อยแล้ว คือ GrowShield มัน environmental-friendly มากๆ”

Service นอกจากมีการทดสอบแล้วมีอย่างอื่นมั้ย?
“ก็การ assurance นี่แหละ มีการทดสอบดิน ทดสอบสภาพอากาศว่าควรปลูกอะไร มี training ด้วย และตอนที่ harvest ก็จะมีไปเก็บตัวอย่างว่าของคุณผ่านเกณฑ์รึเปล่า มีโรคอะไรติดมั้ย”

Rivalry & Risk

คู่แข่งของ GrowShield คือ?
“คู่แข่งโดยตรงเลยก็คือ กระดาษคาร์บอน ชื่อซุนฟง แล้วก็ถุงพลาสติก อย่างที่สามก็คือกระดาษหนังสือพิมพ์ เราก็ได้ทำตารางเปรียบเทียบ เราสามารถบอกได้ว่า GrowShield เหนือกว่าคู่แข่งทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นถูกกว่า กันโรคได้ กันน้ำเข้าน้ำออก แสงแดดไม่ไหม้ ออกมาแล้วผลผลิตเยอะกว่า ผลผลิตมีคุณภาพมากกว่า”

ถูกกว่า?
“ถูกกว่า กระดาษคาร์บอน”

แต่คงไม่ถูกกว่าหนังสือพิมพ์?
“คงไม่ถูกกว่า แต่อย่าลืมว่าหนังสือพิมพ์มันเก็บความชื้น ถ้าฝนตกแล้วมันเก็บความชื้น ลูกนั้นเสียเลย อย่างถ้าใช้ถุงพลาสติกมันกันได้หมดกันแมลงได้แต่ลูกคุณจะ burn (ไหม้)

แล้วความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ GrowShield หล่ะ?
“การ fluctuation ในราคา raw material เพราะทำจากพลาสติก มันเกี่ยวเนื่องกับราคาน้ำมัน ถ้าราคาน้ำมันสูง ต้นทุนเราก็สูงขึ้น และก็อาจจะมีการลอกเลียนแบบผลิตภัณฑ์อย่างเช่นจากเมืองจีน แม้ว่าเราจะมี patent 20 ปีแต่บางครั้งเค้าก็ไม่สนใจ แต่เราก็จะมีกันอีกชั้นนึงด้วย service การ assurance และความเสี่ยงอีกอันก็ความผันผวนของความต้องการในตลาด แต่เราก็จะทำเรื่องการ forecast ต่างๆ”

Expectation

คาดหวังอะไรกับโปรเจ็คต์ GrowShield นี้
“เราคาดหวังจะให้ return ภายใน 3 ปีจากสิ่งที่ลงทุน ที่ venture capitalist ลงทุนให้เรา”

ค่าลงทุนสูงมั้ย?
“สูงนะ ประมาณ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ”

แล้วเกษตรกรหลังจากที่ได้ใช้ตัวนี้แล้วจะได้ผลผลิตมากขึ้นรึเปล่า?
“มากขึ้นแน่นอน ต้องบอกว่า yield มากขึ้นแน่นอน แล้วนอกจาก yield ที่มากขึ้น จำนวนเงินที่เค้าจะได้จากการ invest นั้นจะต่างกับการขายภายในประเทศมากๆ เราจะเจาะกลุ่มที่เมืองไทยก่อนนะใน 5 ปีแรก ซึ่งเราคาดหวังจะขยายไปสู่ต่างประเทศอยู่แล้ว”

Team & Timeline

ทีมที่ทำโปรเจ็คต์นี้มีใครอยู่ในทีมบ้าง?
“ในทีมมี 5 คน คนนึงทำด้านการตลาด อีกคนทำ sales ผมทำด้าน operation อีกคนนึงทำการเงิน และอีกคนทำ R&D แต่ละคน background ต่างกันมากๆเลย คนที่ทำ R&D เป็นนักดนตรี คนที่ทำการเงินอยู่ True ทำด้าน networking แต่จบโทเป็นใบที่สามแล้วก่อนหน้านี้จบ MIF ของธรรมศาสตร์มา แล้วก็จบเศรษฐศาสตร์ โดยพื้นฐานแล้วเค้าเป็นวิศวกร แล้วก็ผมจบ IT แล้วก็มาต่อการตลาด ส่วนอีกคนนึง จบรัฐศาสตร์แล้วมาทำทางด้าน sales ส่วนคนสุดท้ายจบ BAS (ศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) แล้วมาทำทางด้านการตลาด คือทุกคนไม่มีใครมี background ด้านการตลาดมาก่อนเลย”

การทำงานร่วมกันเป็นอย่างไรบ้าง?
“ทำงานร่วมกัน conflict มันเกิดอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่า how you manage มันมากกว่า แต่สุดท้ายแล้วโปรเจ็คต์มันก็ประสบความสำเร็จ”

โปรเจ็คต์ GrowShield สามารถนำมาออกตลาดได้เลยรึเปล่า?
“ตัวผลิตภัณฑ์เค้าพัฒนาเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ออกวางขาย แต่สามารถขายได้เลย พร้อมใช้ แต่ก่อนออกอาจจะต้องพัฒนาดีไซน์ของผลิตภัณฑ์อีกซักหน่อย อาจจะต้องศึกษาความต้องการของลูกค้าเพิ่มอีกซักหน่อยในเชิงการนำไปใช้”

Krit8อยากให้เล่าถึงสิ่งที่ได้จากการทำ business plan นี้
“สำคัญที่สุดในชีวิตคน นอกจากความรู้ก็คือการ networking เราได้รู้จักคนหลายๆแบบที่ไม่เหมือนกัน การทำงานกับคนหลายแบบทำให้เราเปิดมุมมองว่า คนเรามันไม่มี I ใน team แต่มี I ใน win เพราะฉะนั้น individual ก็สำคัญแต่ทีมสำคัญกว่าเพื่อนำไปสู่คำว่า win อันนี้คือสิ่งหลักๆที่ได้มา”

ขอคำแนะนำให้กับคนที่จะทำ business plan หน่อย
“สำคัญที่สุดคือการหาข้อมูล และก็ at the right place, at the right time, at the right job ต้องดูว่าตอนนั้นตลาดต้องการอะไร หรือถ้าตลาดไม่ต้องการก็ไปหา market stimuli มาว่าจะทำอย่างไรให้ตลาดต้องการ อีกอย่างคือต้องทำ structure ต้องวางแผน timeline ว่าช่วงเวลานี้จะทำอะไรเพราะทุกอย่างมี deadline หมด แต่ที่สำคัญคือต้องรู้ว่า customer is the king ต้องรู้ว่า end-user ต้องการอะไร แล้วเราก็ไปหาตรงนั้นมาแล้วเราก็มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ นี่คือฝั่งภายนอก ฝั่งภายในก็เหมือนกันการที่เราจะทำอะไรก็ต้องมีคนช่วยเราอย่างที่บอกว่า networking มันสำคัญ เราไม่สามารถทำทุกอย่างทั้งองค์กรได้ เพราะฉะนั้นคนที่เก่งด้านใดด้านนึงก็ทำไป การทำ business plan ก็เหมือนเป็นบริษัทบริษัทนึง ทุกอย่างต้อง synergy กันตั้งแต่ข้างล่างขึ้นข้างบนและข้างบนลงล่าง business plan ก็เหมือนธุรกิจจริง คุณสร้างขึ้นมาก็ต้องมี structure มี strategy ที่แน่นอน มี objective มี tactics ในการทำ มี function ต่างๆ function หลักๆเช่น sales จะทำยังไงให้ขายได้ การตลาดคุณจะทำยังไงให้โปรโมตช่วย sales มี operation ที่ต้อง lean ต้อง forecast ให้ดี ทางด้านการเงินต้องการเงินลงทุน ต้องดูสภาพคล่อง R&D ก็ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆเพื่อมาตอบสนองความต้องการของตลาด”

ขอความเห็นเรื่องการศึกษาและการทำงาน
“อยากจะบอกว่าการทำงานมันไม่ใช่ theory ที่เรียนในหนังสือ สิ่งสำคัญกว่าคือคุณหยิบอะไรในการศึกษามาใช้ในการทำงานได้ เอาอะไรมา apply ได้บ้าง สำคัญที่สุดคือเลือกสายงานให้เหมาะกับตัวเอง”

SAMRET Comments

ต้องบอกก่อนว่าน่ายินดีมากที่ทางภาครัฐได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆเพื่อยกระดับการเกษตรได้ และกลุ่มคุณกริชก็ได้ไปนำผลิตภัณฑ์ GrowShield นี้มาวางแผน business plan ต่อยอดได้อย่างยอดเยี่ยม ผมเชื่อว่าทุกๆคนควรหันมาให้ความสำคัญกับธุรกิจเกษตรกรรมในเมืองไทยให้มากขึ้นเพราะภาคการเกษตรมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคน โดยเกษตรกรรมสมัยใหม่นั้น มิใช่แค่การทำสวนให้ใหญ่ขึ้น ทำนามากขึ้น เราควรหันมาให้ความสำคัญในการพัฒนาผลผลิตให้เกษตรกรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในปัจจุบัน เทคโนโลยีใหม่ๆเช่นนาโนเทคโนโลยีกำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปโฉมการทำการเกษตรให้ดียิ่งขึ้น โดย GrowShield นั้น นอกจากจะทำให้ผลผลิตมากขึ้นในการทำสวนมะม่วงเท่าเดิม ยังทำให้คุณภาพของผลผลิตมีมาตรฐานสูง และที่สำคัญยังไม่เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมเพราะ GrowShield สามารถนำกลับมาใช้ได้หลายครั้งและสามารถทำลายได้ด้วยการฝังดิน

ใน business plan นั้นครอบคลุมทุกด้านตามมาตรฐาน MIM มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จริงๆ เราคงต้องติดตามดูว่ามะม่วงตามตลาดตาม supermarket บ้านเรานั้นจะได้อานิสงค์จาก GrowShield บ้างรึเปล่า เพราะคนไทยก็คงอยากลิ้มลองมะม่วงน้ำดอกไม้ลูกใหญ่ๆ ผิวสวยๆ หวานเปรี้ยวกลมกล่อมดูบ้าง! แต่จะเป็นการดีถ้า business plan นี้มุ่งเป้าไปยังการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อผลไม้ชนิดอื่นเพราะคงมีชาวสวนผลไม้อื่นๆอีกมากมายที่ประสบปัญหาคุณภาพของผลผลิตเหมือนชาวสวนมะม่วง

คุณกริชนั้น นอกจากเป็นนัก IT ไฟแรงและยังมีความรู้รอบด้านไม่เพียงแค่ในเรื่องระบบคอมพิวเตอร์ จากการที่เราได้รับฟังการสัมภาษณ์ดูคงเห็นว่าคุณกริชมีความคิดที่เกินวัยมาก และยังมีความมั่นใจในตัวเองซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานและทำธุรกิจอีกด้วย

ขอให้โชคดีและประสบความ “สำเร็จ” ครับ

ทีมงาน “สำเร็จ

VN:F [1.6.9_936]
Rating: 10.0/10 (1 vote cast)
  • Share/Bookmark

Tags:

Filed Under: Talent

Leave a Reply