Jitinan Ngamkrerkchote: Business Creativity

Posted on July 25, 2009 by viriya

Business Creativity

by Ting Jitinan Ngamkrerkchote

เรื่อง/ภาพ: วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์

*** download (เพื่อการอ่านและการศึกษาเนื้อหาที่ดีกว่า)

“Business Creativity เป็นเครื่องมือนึงที่จะช่วยให้เรา generate idea ได้โดยไม่มีกรอบความคิด ไม่มีข้อจำกัด”

จิตินันท์

เวลาห้าโมงเย็นวันพฤหัสหลังเลิกงานที่ SCG (เครือปูนซีเมนต์ไทย) เราก็ได้นัดพบคุณถิง จิตินันท์ ที่บริษัทค้าสากลซีเมนต์ไทย (SCT) เพื่อมาสัมภาษณ์ถึงโปรเจ็คต์ที่คุณจิตินันท์ทำในขณะที่กำลังเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมหิดล เราเกิดความสนใจในโปรเจ็คต์นี้มากเพราะเป็นโปรเจ็คต์ที่ต้องการให้คนเราคิดนอกกรอบ  เวลาตอนเราเรียนหรือทำงานคงได้ยินได้ฟังผู้คนรอบข้างเราบอกให้เราคิดนอกกรอบ หลายๆท่านคงปวดหัวกับคำนี้ ไอ้กรอบที่ว่านี่มันอยู่ไหนนะ แล้วที่เราคิดว่านอกกรอบนี่มันนอกรึยัง เอ๊ะยังไง? และนอกจากนี้ เราคงประสบปัญหาความคิดตัน หัวตื้อกันมาไม่มากก็น้อย มันไม่ง่ายเลยนะครับที่จะต้องมานั่งคิดอะไรใหม่ๆอยู่เสมอ ในการทำธุรกิจหรือการเรียน เราก็มักจะทำอะไรเดิมๆ ทำอะไรที่เคยทำมาแล้ว เพื่อที่จะไม่ต้องมานั่งคิดหาอะไรใหม่ๆ ซึ่งบางครั้งเราก็รู้ว่าไม่ควรทำอะไรจำเจ แต่มันคิดไม่ออกให้ทำยังไง! โปรเจ็คต์ของคุณถิง จิตินันท์ ที่คุณถิงจะมาเล่าให้เราฟังกันอาจจะเป็นทางออกของหลายๆคน เพราะโปรเจ็คต์ในวิชา Business Creativity นี้นำให้คุณคิดอะไรใหม่ๆได้อย่างไม่จำกัด ความคิดพวกนี้อยู่ที่ไหนนะ? ก็อยู่ในหัวพวกเรานี่แหละ แต่จะทำยังไงนะที่จะให้ไอเดียบรรเจิดออกมาจากหัวเรา เพราะครั้งหลังสุดที่ดึงออกมาก็เจอแต่ขี้เลี่อยทั้งนั้น ฮา หลังจากได้เจอคุณถิงที่ Business Lounge บริษัท SCT เราก็เลยได้เริ่มสัมภาษณ์คุณถิง

แนะนำตัวเองหน่อยครับ
“ชื่อถิง จิตินันท์ งามเกริกโชติ จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะบัญชี เอกการขนส่งระหว่างประเทศ หลังจากทำงานมาได้ 3-4 ปีก็เริ่มเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ด้าน Entrepreneurial Management เป็นปริญญาโทภาคภาษาอังกฤษ”

ตอนนี้ทำงานอยู่ที่?
“ตอนนี้ทำงานอยู่ที่ SCT ตอนแรกทำงานเป็น Sales ขายพวก Logistics Service (บริการขนส่งระหว่างประเทศ) แต่ตอนนี้ทำการเงิน ดูเรื่องสินเชื่อของสาขาต่างประเทศ”

เล่าให้เราฟังเกี่ยวกับโปรเจ็คต์นี้หน่อยครับ
“คือ มันเป็นส่วนหนึ่งของวิชา Business Creativity ที่ทางมหาลัยเปิด จริงๆตัวนี้ไม่ต้องเลือกก็ได้แต่พอดูแล้วมันน่าสนใจดี แล้วพอดีตอนนี้ที่บ้านไม่ได้มีกิจการส่วนตัว แล้วก็รู้สึกว่าเราควรคิดธุรกิจธุรกิจนึงเพื่อเป็นอนาคตของเรา ก็ลองลงดูเผื่อที่จะได้ไอเดียดีๆ ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากในตอนแรก เข้าไปแบบ คงเรียนง่ายๆ แต่พอเข้าไปแล้วรู้สึกว่าทุกชั่วโมงทำให้เราได้คิด”

ประสบการณ์การเรียน Business Creativity เป็นอย่างไรบ้าง?
“รู้สึกว่า เราจะต้อง alert (ตื่นตัว) อยู่ตลอดเวลา ตอนแรกคิดว่าการนั่งประชุมสักหนึ่งชั่วโมงเนี่ย ความคิดที่ได้ไม่น่าจะเกินสิบอ่ะ แต่วิชานี้ทำให้เราคิดได้เกินร้อย”

เป็นสิ่งที่ดีรึปล่าว?
“เป็นสิ่งที่ดี ซึ่งเค้าไม่ปิดกั้นในความคิดเรา มันมี tools หลายอย่างที่ทำให้เราคิดว่ามันไม่น่าเชื่อที่ทำให้เราคิดได้ขนาดนี้ แล้วคอร์สนี้จะสอนขั้นตอนการคิดตั้งแต่ต้น เป็น stage หนึ่งต้องทำอะไรไปจนถึงสุดท้ายออกมาเป็นอะไร จนเป็น prototype ที่เราจะทำต่อได้เลย”

แล้วสามารถมาใช้จริงได้มั้ย?
“ได้ มัน practical เพราะว่าจะมีขั้นตอนที่จะช่วยตัดสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ออกไป”

ได้มาลองใช้จริงในการทำงานรึยัง?
“จริงๆอยากจะใช้ แต่ยังไม่มีโอกาสได้ใช้ เพราะว่าตอนนี้ แค่งานปกติมันก็เยอะอยู่แล้ว แล้วจริงๆก็เพิ่งเปลี่ยนงานใหม่ เลยรู้สึกว่าขอศึกษางานก่อนแล้วอาจจะได้ใช้ในอนาคต น่าจะได้ใช้แน่ๆ”

จิตินันท์

SAMRET FACTORS

Situation: ปัญหา

อยากทราบถึงปัญหาในปัจจุบัน ว่าโลกเราเป็นอย่างไร ทำไมต้องมีสิ่งที่เรียกว่า Business Creativity ด้วย?
“อยากจะมองปัญหาของพวก SME หรือพวก entrepreneur เล็กๆ คือคนส่วนใหญ่ก็พยายามจะทำ Copy and Development เหมือนแบบ เค้ามีก็อยากมีบ้าง เออ ทำเหมือนเค้านั่นแหละ แต่ถ้า copy แล้วมันไม่สำเร็จ เราจะ copy ทำไม ถ้า copy แล้วมันไม่สำเร็จ เราก็ต้องมาทำให้ innovative ขึ้น มาทำให้มันมีคุณค่ามากขึ้น”

เพราะอะไรทำไมถึง copy ไม่สำเร็จ?
“เหมือนถ้า copy แล้วมันเท่าเทียมกับคนอื่น คือผลิตภัณฑ์เหมือนกัน ราคาใกล้เคียงกัน มันก็จะไปแย่ง market share กันเอง เหมือนมันไม่ได้สร้างอะไรใหม่ ไม่ได้สร้างตลาดใหม่”

ทำไม entrepreneur ส่วนใหญ่คิดอะไรใหม่ๆไม่ได้?
“เพราะว่าอาจจะไม่มีเครื่องมือที่ให้เค้าคิดไอเดียได้มากขึ้น อย่างสมมติร้านขายไอศครีมเนี่ย เพื่อนเรามีร้านอยู่ร้านนึง เราก็ถามไปว่า “ทำไมแกไม่ add value ให้มัน” อย่างเช่นไอศครีมสายรุ้งอย่างนี้ เป็นไอศครีมชาเย็นเสียบไม้ แต่ขาย 15 บาท ซึ่งของเพื่อนขายอยู่แค่ประมาณ 8 บาท เราก็เลยถามว่าทำไมไม่เปลี่ยน package หรือไปขายในตลาดใหม่ หรือลองเปลี่ยนรูปลักษณ์ของไอศครีมดู เค้าก็บอกว่าเค้าก็พอใจในสิ่งที่มันเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว”

“แต่ถ้าเราเป็น new entrepreneur คือเริ่มจากศูนย์ ถ้าเราต้องการมีของตัวเอง เราก็ต้องทำให้สะดุดตาคนอื่น”

“ปัญหาตอนนี้คือคนความคิดตัน อย่างภาคเซอร์วิสจะเห็นได้ชัด มันจะแบบว่า มี room เยอะในการคิด ในการออกบริการใหม่ๆขึ้นมา ส่วนถ้าเป็นผลิตภัณฑ์นี่มันจะยากหน่อยละ เพราะมันต้องมีเทคโนโลยี ภาคเซอร์วิสจะยังคิดได้มากกว่า แล้วคนก็คิดกัน แต่จะคิดใกล้ตัว คือคิดใกล้ตัวก็จะดี คือเราจะรู้ว่าเราชอบอะไร แต่เราต้องคิดว่าคนอื่นจะชอบอะไรด้วย ต้องดูความต้องการของลูกค้า การทำธุรกิจของตัวเองควรเป็นสิ่งที่เราชอบ และอยู่กับมันได้ตลอดเวลา แต่จะทำอะไรให้แตกต่างจากคนอื่นได้ อันนั้นเป็นจุดสำคัญ”

Answer: คำตอบของปัญหา

แล้วโปรเจ็คต์นี้ Business Creativity จะมาแก้ปัญหาคนความคิดตันได้อย่างไร?
“Business Creativity เป็นเครื่องมือนึงที่จะช่วยให้เรา generate idea ได้โดยไม่มีกรอบความคิด ไม่มีข้อจำกัด (limitation) แบบว่าจะไปอวกาศ ก็คิดได้ อย่างเวลาเรานั่งพูดคุยกันอย่างนี้ มันไม่มีสิ่งที่จะนำเราไปได้ แต่ Business Creativity จะนำเราไปได้”

ช่วยเล่ารายละเอียดของโปรเจ็คต์นี้หน่อย
“Business Creativity จะเริ่มจาก Stage X คือ Exploration คือจะดูว่าเราเป็นคนยังไง มีบุคลิกยังไง มีจุดแข็ง จุดอ่อนยังไง background เราเป็นยังไง อันนี้ก็คือใช้ mind map ในการทำ จากนั้นพอเรารู้ว่าตัวเองเป็นยังไง โดยเราก็จะรู้ว่าเราเป็นยังไง มีจุดแข็งด้านไหน อย่างเราชอบภาษา ชอบเรียนภาษา เราก็ตั้งคำถามกับตัวเองเยอะมาก (เน้นเสียง) คำถามที่เราคิดก็จะคิดไปเรื่อยๆ ว่าเราอยากถามอะไรตัวเอง เหมือนคุยกับตัวเอง ว่าจริงๆแล้ว เราต้องการอะไรในชีวิต”

ยกตัวอย่างคำถามให้เราฟังหน่อย
“อย่างคำถามง่ายๆก็ “What I think I’m really good at?” คือถาม strength ของตัวเอง หรือว่า คุณคิดว่าอะไรเป็นอุปสรรคในการเริ่มธุรกิจของตัวเอง แล้วเราตอบตัวเอง เราอาจจะถามว่า “How can I deal with people?” แล้วก็ตอบตัวเองไป คือเป็นคำถามที่ general มาก อย่างถามว่าอะไรที่ทำให้คุณอ่อนแอ สิ่งที่ทำให้คุณท้อ”

“หลังจากถามและตอบเสร็จ เราจะรู้จักตัวเองมากขึ้น รู้ว่าเราเป็นคนยังไง เราจะรู้ว่าเราฝันไปไกลแค่ไหน แล้วด้วยความเป็นตัวเราเนี่ย เราจะ manage ฝันยังไงให้เป็นจริง”

ใครเป็นคนคิดคำถาม?
“คิดเอง (หัวเราะ) คิดเองเออเอง เหมือนคนบ้านิดนึงที่แบบ จะมาตั้งคำถามกับตัวเองทำไม แต่มันก็เหมือนหลายๆคนที่บอกว่า เฮ้ย อยู่กับตัวเองให้มากขึ้น”

“หลังจากนั้นก็ยังมีอีกขั้นตอนนึง เค้าเรียกว่า 80/20 Thinking จะแบ่งเป็น My Happiness Island กับ My Achievement Island อันแรกก็เป็น (หัวเราะ) เกาะแห่งความสุข คือเมื่อไหร่ที่เราจะได้พบกับความสุขที่แท้จริงของเราเอง เราก็เขียนลงไปว่ามันคืออะไรบ้าง อย่างเช่น shopping หรือไปเที่ยวกับเพื่อน หรือนั่งคุยกับพ่อแม่ ส่วน My Achievement Island ก็จะบอกถึงสิ่งที่จะนำไปสู่ My Happiness Island แล้วก็มี My Unhappiness Desert และ My Non-Achievement Desert ซึ่งก็คือสิ่งตรงกันข้าม คืออันนี้ทุกคนจะมีเยอะมาก”

คือเป็น tool ที่ทำให้เรานั่งคุยกับตัวเอง?
“สามารถทำให้เราได้คุยกับตัวเอง นั่งคุยกับตัวเองทั้งวัน เราทำสองวันนะอันนี้ (ยิ้ม) นั่งคุยกับตัวเองสองวัน”

หลังจากนี้มีอะไรต่อ
“เราก็จะได้ Novel Insight ตัว Novel Insight มันเหมือนว่า เป็นความรู้สึกข้างในของเราที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าเราเป็นคนแบบนี้ แต่ได้จากหลายๆวิธีที่ Explore มา คือเหมือนเป็นการวิเคราะห์ตัวเอง บางอย่างเราก็ไม่รู้นะว่าเราเป็นอย่างนี้จริงๆหรอ อย่าง “I like to deal with people” นี่เรารู้ แต่อย่างที่ว่า “I like to coach people” นี่เราไม่รู้ว่าเราชอบสอนคน แต่ตอนแรกไม่เคยคิด ไม่เคยคิดอยากเป็นอาจารย์”

มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี?
“ใช่ อย่างเราก็เห็นว่าเราเป็นคนยึดติดกับความคิดเห็นของตัวเอง และก็มาถึงขั้นสุดท้ายว่า เมื่อเรารู้ตัวเองแล้ว สุดท้ายเนี่ย อะไรคือสิ่งที่ท้าทายสำหรับเรา (Final Challenge) อย่างของเราก็จะออกมาเป็นว่า “In what way can I let people gain knowledge with fun atmosphere?” คือเราจะทำอย่างไรให้คนรอบข้างเรามีความรู้และก็สนุกด้วยด้วย ก็มาจากการ explore ตัวเองมา”

หลังจาก Exploration แล้วต่อไปเป็น stage อะไร?
“ต่อไปก็เป็น Stage I Ideation โดย Stage I จะมีอยู่ 4 วิธี 4 วิธีนี้เป็นวิธีที่จะมาสร้าง (generate) ไอเดีย ที่ไม่จำกัดเรา คนที่คิด tool นี้ เค้าไม่อยากให้เราจำกัดความคิด เรารู้สึกว่าคนไทย เค้าชอบบอกว่าห้ามคิดเพ้อเจ้อ แต่ tool นี้จะให้เราคิดเพ้อเจ้อได้ วิธีแรกเรียกว่า Brainwriting ก็คือการระดมปัญญา ระดมสมอง ว่าเราจะทำยังไงให้ คนได้ความรู้ ในขณะเดียวกันก็สนุกด้วย ซึ่งก็มาจาก Final Challenge”

ได้ไอเดียมาเยอะมั้ยจากการทำ Brainwriting?
“ประมาณสามสิบ ต่อจากนั้นก็เป็นวิธีที่เรียกว่า Word Association Lianas ซึ่งเค้าก็จะให้คำคำนึงมา เค้าก็จะบอกว่า ใช้คำว่า music มาสร้าง idea ซิ เราก็คิดว่าถ้าเราคิดถึง music เราคิดถึงอะไร ก็จะคิดถึง lyrics (เนื้อเพลง)  คิดถึง lyrics แล้วคิดถึงอะไร ก็คิดถึงเพลง คิดถึงเพลงคิดถึงโน๊ต คิดถึงตัวโน๊ต คิดถึงความโค้ง คิดถึงรูปร่างของผู้หญิง แล้วก็คิดถึงโมเดล คิดถึงสลัด คิดถึงสลัดก็คิดถึงผัก คิดถึงสีเขียว ไปเรื่อยๆ เราก็จะได้คำออกมา อย่างเราคิดออกมาได้ 60 คำ แล้วใน 60 คำเนี้ยเราหยิบคำมา match กัน อย่างเช่นหยิบคำว่า TV Channel ก็มาคิดว่าเราสามารถทำการเรียนการสอนในรูปแบบรายการทีวีได้ คือมันก็สนุก (ยิ้ม) แล้วก็ได้ความรู้ ไอเดียแย่ๆก็มี (หัวเราะ) คือคำทั้งหมดในนี้อาจจะใช้ได้แค่ครึ่งนึงก็ได้”

“Stage I ต่อไปคือ Analogy เราก็มาคิด topic ของเรื่องนี้ว่าคืออะไร เราก็บอกว่าเรื่องของ Technology Sport Festival Drama and Fairy Tales เราก็มาคิดต่อว่าในแต่ละอัน เราคิดอะไรต่อไปอีกได้ เสร็จแล้วเราก็เอาคำพวกนี้มาสร้างไอเดียต่อไปอีก”

“สุดท้ายใน Stage I ก็จะมี tool ที่เรียกว่า Morphological Matrix อย่างเราคิดมาแล้วว่าเราอยากทำโรงเรียนสอนภาษาจีน ก็ต้องมาคิดว่าในโรงเรียนต้องมีอะไร เช่นต้องมี Program มี Student Type มี Activity มี Service แล้วเราก็เอามาใส่ตารางดูว่า แต่ละอันเราจะคิดอะไรต่อได้บ้าง”

ถัดจาก Ideation เป็น Stage อะไรครับ?
“เป็น Stage Development หลังจากเราได้ไอเดียมา เราก็มาแบ่งเป็นสองฝั่งคือ interesting กับ wild idea ฝั่ง interesting ก็จะเป็นไอเดียที่มันดูโอเค make sense ส่วน wild idea ก็จะออกไร้สาระนิดนึง Stage นี้ก็เลยมี tool 2 อย่างคือ Pass the Buck กับ Idea Circle”

แปลว่าอะไร?
“Pass the Buck คือเราทำสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ อย่างเราบอกว่าอยากให้ แฮรี่ พอตเตอร์ มา entertain คนหน่อยสิ แล้วก็โชว์ magic มันก็เป็นไปไม่ได้ เราก็คิดต่อไปอีกว่าทำยังไงให้ใกล้ความเป็นจริง ก็อาจจะเชิญนักมายากลนะ มาโชว์และสอนในคลาสของเรา (หัวเราะ) มันก็ยังอาจจะยากเกินไปว่านักมายากลมันเกี่ยวอะไรกับภาษาจีน สุดท้ายเราก็ได้ว่า ใช้กลและทริกต่างๆมาช่วยนักเรียนในการจำ อาจจะเป็นรูปภาพหรือเหตุการณ์อะไรก็ได้ ซึ่งมันก็จะกลายเป็นไอเดียที่ make sense”

แล้ว Idea Circle เป็นยังไง?
“ก็เป็นการเอา interesting ideas มาซ้อนกันเพื่อดูว่ามันจะได้เป็นอะไร ซึ่งเราก็จะได้ไอเดียใหม่ๆเช่น การทำ visualisation ให้นักเรียน หรือว่าอาจจะเป็นการอัดวิดีโอเพื่อให้คนอื่นเข้ามาดูได้ ว่าเราไปไหน เจอคำศัพท์อะไรมาบ้าง อาจจะเป็นการเรียนนอกห้อง เพื่อได้ใกล้ในสิ่งที่เราใช้ได้มากขึ้น เพราะอย่างเราเรียนภาษาจีนมาสิบกว่าปี เราลืมหมดแล้ว เราก็รู้สึกว่าการไปเรียนครั้งนึงเหมือนถูกบังคับ รู้สึกว่าทำไมเราต้องมานั่งจำอะไรอย่างนี้ด้วย เพราะเราก็ไม่ได้ใช้ มันเป็นวิถีเด็กเรียนที่น่าเบื่อ”

“ถัดมาก็เป็นวิธี SCAMPER เหมือนเราคิดธุรกิจไว้แล้ว แต่ทำยังไงให้มันมีไอเดียเพิ่มขึ้นในการพัฒนาธุรกิจนี้”

“ส่วนถัดไปก็เป็น Stage E และ A ก็คือ (Evaluation and Action) ก็ต้องทำ Rapid Prototype ว่าเราอยากให้โรงเรียนเราเป็นยังไง บอกรายละเอียด สุดท้ายก็คือ Action ว่าตอนนี้เราทำอะไรได้ อย่างที่เราทำได้ก็คือวิดีโอโฆษณา (หัวเราะ)”

Market & Marketing: ผู้ใช้

จากที่เรียน Business Creativity มา แล้วคิดว่าใครที่จะสามารถนำตรงนี้ไปใช้ได้บ้าง?
“ทุกคน โดยเฉพาะคนที่อยากจะทำธุรกิจหรืออยากจะคิดอะไรใหม่ๆนอกกรอบ มันสามารถทำได้ตลอด ในการประชุมหรือการทำงานประจำวัน แต่โอเคคงไม่ได้มาคิดว่าชั้นมานั่ง list คำหรืออะไรอย่างนี้ มันไม่ต้องเป็นขั้นตอขนาดนั้น แต่เราต้องหลุดกรอบจากความคิดแบบเดิมก่อน ว่าแล้วถ้าเรานั่งคิดไปวันๆแล้วได้แค่นี้ จริงๆเราคิดไปได้มากกว่านั้นอีก มันก็สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์นะ แต่จริงๆส่วนใหญ่ถ้าเอาไปใช้ด้านธุรกิจก็น่าจะโอเค หรือในการที่เราจะเป็น entrepreneur คนคนนึง หรือจะเป็นในการพัฒนาสิ่งที่เรามีอยู่ก็ได้”

จะเหมาะมากสำหรับคนที่คิดธุรกิจใหม่ๆ
“ใช่ สมมติว่าคนคนนึง blank มากว่าจะต้องทำอะไร ก็ต้องมานั่ง step หนึ่งเลยว่าแล้วชั้นอยากจะเป็นอะไร แล้วค่อยมาหาไอเดีย คิดคำตอบ”

อยากคิดเอาไอเดีย Business Creativity ไปเผยแพร่มั้ย?
“ก็อยากนะ แต่คิดว่าคงต้องใช้เวลาในการอธิบาย แต่ก็เป็นไปได้ที่จะสอนคน จริงๆไม่แน่ว่าต่อไปอาจจะทำโรงเรียนที่ไม่ได้สอนภาษาจีนก็ได้ อาจจะสอนได้หลายอย่าง (ยิ้ม)”

Rivalry and Risk: คู่แข่งและความเสี่ยง

แล้วมีคู่แข่งหรือวิธีการอย่างอื่นนอกจากวิธีนี้มั้ย?
“วันๆสมมติว่าเรานั่งคุยกัน ถ้าพูดถึงไวน์อย่างเนี้ย (เผอิญคนสัมภาษณ์นั่งดื่มไวน์อยู่) เราก็จะพูดจำกัดอยู่ได้แค่ว่า ไวน์ องุ่น อะไรอย่างนี้ แต่ถ้าเรามองว่า ไวน์มันต้องคิดถึงแก้ว และแก้วทำมาจากทราย ทรายคิดถึงทะเล ทะเลคิดถึงอะไร! อะไรอย่างนี้ ถ้าเป็นโมเดลอื่นมันก็จะคิดอยู่ในกรอบจำกัดเกี่ยวกับสิ่งนั้น แต่อันนี้มันคือโมเดลที่ เราแตกแขนงออกไปได้เรื่อยๆ ซึ่งมันไม่มีข้อจจำกัด ซึ่งความคิดเรานะ จริงๆคนคนนึงมันไม่จำเป็นต้องฝึกความคิด มันก็แค่ให้เรามองได้กว้างขึ้น เราคิดไปไกลขึ้น  แต่ก็ห้ามจำกัดความคิดนะ ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ก็ต้องคิด”

ความเสี่ยงของ Business Creativity หล่ะ มีอะไรบ้าง?
“ความเสี่ยงอาจจะเกิดตรงที่เราอาจจะทิ้งไอเดียดีๆไป เรามีไอเดียดีๆสิบอัน เราอาจจะหยิบขึ้นมาสาม แต่ที่เหลือจริงๆอาจจะทำได้ดีกว่าสามอันที่เราเลือกมา ซึ่งบางครั้งเราก็อาจจะทิ้งไป มันอาจจะเป็นทางลัดเกินไป ดังนั้นเราควรจะกลับไป review บ่อยๆ ว่าไอเดียที่เราเก็บไว้อยู่เป็นอย่างไรบ้าง เราอาจจะเขียน Timeline ว่าอันนี้นะ อาจจะเป็นเฟสสอง ของเรานะ หรือไอเดียนี้อาจจะเป็นเฟสสาม ไอเดียนี้อาจจะแทรกเข้ามาได้ถ้าเกิดเหตุการณ์ว่าถ้าสมมติลูกค้าน้อยจริงๆ เราจะเอาไอเดียนี้มาเป็น back up เป็น contingency plan ก็ได้ เพราะว่าทุกไอเดียที่เราคิดมามันมีค่า”

Expectation

คาดหวังอะไรจาก Business Creativity?
“คือถ้าเรามีโอกาสเราก็อยากจะทำโรงเรียนสอนภาษา แต่อันนี้เราพูดถึงการ generate ไอเดียอย่างเดียว เรายังไม่ได้มองว่าตลาดตอนนี้มันเป็นยังไง คือเราก็คงอาจจะไปศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องปัจจัยภายนอก ก็ต้องดูว่าสิ่งที่เราคิดมันมีคนทำไปรึยัง คือเราอาจจะพลาดบางส่วนไปก็ได้”

อยากทำโรงเรียนแน่ๆ?
“เราอยากทำ เพราะที่บ้านเราก็มีพื้นที่ว่างเยอะ แล้วใกล้โรงเรียน คือสามโรงเรียนติดบ้านเรา แต่อาจจะยังไม่ใช่ในสองสามปีนี้”

ถ้าคนอื่นนำ Business Creativity ไปใช้ ผลลัพท์ที่ได้จะได้อะไร?
“ถ้าเค้ามีธุรกิจอยู่แล้ว เค้าก็อาจจะมองว่า ทำยังไงให้ธุรกิจเค้ามีคุณค่ามากขึ้น สร้างรายได้มากขึ้น ถ้าคนที่ยังไม่มีก็เริ่มจากศูนย์ได้”

Team and Timeline

โปรเจ็คต์นี่คิดและทำคนเดียว?
“ทำคนเดียว ก็มีอาจารย์ชื่อ Detlef เป็นอาจารย์ที่เค้าสอน tools ไว้เยอะมาก แต่สิ่งที่ทำโปรเจ็คต์ก็หยิบแค่บางส่วนมาใช้ ในห้องเรียนมีอย่างเช่นจรวดกระดาษ คือเราเขียนคำถามใส่จรวดแล้วก็โยนไปทั้งห้อง ใครได้อันนั้นก็เขียนตอบ คือเขียนไอเดีย เสร็จแล้วก็โยนต่อไป แต่มันจะมี idea killer คืออาจารย์ก็จะปลอมตัวมาเป็นคนฆ่าไอเดีย เจ๋งดี (ยิ้ม)”

“ในคลาสเรียนเนี่ย ทุกคนอยู่ในช่วงเวลาจำกัดชั่วโมงนึง แต่ต้อง generate ไอเดียให้ได้เยอะที่สุด เพื่อที่จะแข่งกันในแต่ละทีม ดังนั้นไอเดียแต่ละอย่าง ไร้สาระบ้าง (หัวเราะ) มีสาระบ้าง ก็จะออกมาหมด ซึ่งมันก็โอนะ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะ generate ไอเดียได้เยอะขนาดนี้”

ใช้เวลาในการ generate ไอเดียเยอะมั้ย?
“ไม่เยอะ คือครั้งนึงเค้าก็จะให้เวลาในการ generate  ไอเดียกิจกรรมนึง 20 นาที”

แล้ว generate ไอเดียได้เยอะมั้ย?
“เยอะ เกิน 50 แล้วสำหรับคนที่ไอเดียตันๆ ตัวนี้ก็จะช่วย”

เราปิดกั้นตัวเอง?
“เราไม่ได้ปิดกั้นตัวเองหรอก แต่เราไม่มีอะไรมาช่วยทำให้ได้ไอเดียเยอะมากกว่า”

ถ้าคนอยากไปเรียน Entrepreneurial Management นี่มีอะไรแนะนำมั้ย?
“คนที่อยากเรียน Entrepreneur ส่วนใหญ่เค้าก็อยากจะเรียนเพื่อไปพัฒนาธุริจตัวเอง แต่เราเป็นคนที่อยากจะเริ่มธุรกิจของตัวเองถึงไปเรียน เพราะการเรียนนี้เค้าจะกระตุ้นเราให้หาทางออกจากการทำงานออฟฟิส ที่มหาลัยจะสอนว่าการทำธุรกิจด้วยตัวคนเดียว มันไม่ได้ยากเลย สิ่งที่คุณทำมันแบบ ใครก็ทำได้ ไม่ต้องจบสูงก็ทำได้ คือต้องหาว่าตัวเองชอบอะไร แล้วเรื่องเงินก็ไม่ต้องเป็นห่วง เราก็ทำ Business Plan ไป กู้ธนาคารไปสิ แป๊บเดียวเราก็ได้คืนละ (หัวเราะ) คือเค้าจะสอนให้เรามองว่าทุกอย่างมันง่ายนะ จนเรารู้สึกว่านี่มันง่ายจริงหรอ (หัวเราะ)”

คือบางครั้งก็ต้องมองความเป็นจริง?
“ใช่ แต่เค้าจะมองว่ามันไม่ยาก ไม่ยากเลย ซึ่งผู้ใหญ่เค้ามองว่ามันไม่ยาก แต่คือเราเป็นเด็กอยู่ เรามองอนาคตว่าสมมติเราเอาเงินทั้งก้อนที่เราเก็บมาทั้งชีวิต ไปลง แล้วเกิดเราพลาดขึ้นมาหล่ะ แต่ที่นี่เค้าจะ encourage มาก”

คอร์สนี้ที่เรียนยากมั้ย?
“ไม่ยาก (เน้นเสียง) คอร์สที่นี่เป็นคอร์สที่ practical ไม่ต้องไปเรียนพิสูจน์สูตร แต่จะสอนให้เราไปใช้ได้จริงเช่นต้องเขียน Business Plan ยังไงให้ธนาคารจะให้เงินกู้เรา แล้วเราก็ต้องนำเสนอโปรเจ็คต์อะไรที่ innovative มากๆ โปรเจ็คต์ธรรมดาๆก็ไม่เอา เค้าไม่เอาเลยนะ”

จิตินันท์

SAMRET COMMENTS

หลังจากอ่านบทสัมภาษณ์คุณถิง จิตินันท์ แล้วเป็นยังไงกันบ้างครับ? ไอเดียดีๆนี่ไม่น่าจะคิดได้ยากเลยจริงมั้ย คุณถิง บอกว่าไอเดียที่ดีมันจะมาได้อย่างพรั่งพรูถ้าเรามีเครื่องมือ (tool) ที่ดีที่จะนำมันออกมาจากหัวของเรา วิธีการคิดที่คุณถิงได้เอามานำเสนอในโปรเจ็คต์นี้ มีวิธีที่น่าสนใจหลายวิธีเลยทีเดียว อย่าง stage แรก Exploration ที่ทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น บางครั้งเรามองแต่คนอื่น คนรอบข้าง โดยลืมนึกถึงการมองตัวเองอย่างถ่องแท้จริงๆ Stage I ก็มีเครื่องมืออยู่หลากหลายที่จะทำให้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้ถูกสร้างออกมาจากหัวของเราได้อย่างไม่มีขีดจำกัด บางท่านอาจจะบอกว่าตนเองมีไอเดียเยอะอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าอันไหนมันดีอันไหนไม่ดี ถ้าไม่ดีจะทำยังไง? ในโปรเจ็คต์ของคุณถิงนี้ก็จะมีขั้นตอน Developmentคือมาคัดไอเดียดีๆ ส่วนไอเดียที่ไม่ดี ก็นำมาแก้ไขให้มันดี สุดท้ายก็นำมาทำให้มันเป็นจริง

การทำ Business Creativity นี้น่าสนใจไม่น้อยเลย ทางทีมงานก็จะพยายามติดตามดูว่าการนำมาใช้ นำมาปฏิบัติจริงแล้วเป็นอย่างไรบ้าง แต่เรามั่นใจว่าคุณถิง จิตินันท์ สาวมั่น ที่มีความสามารถรอบด้านคนนี้ ต้องสามารถนำมันมาพัฒนาใช้ได้อย่างสร้างสรรค์และมีคุณค่าอย่างแน่นอน

ขอให้โชคดี และ ประสบความ “สำเร็จ” ครับ

VN:F [1.6.9_936]
Rating: 10.0/10 (1 vote cast)
  • Share/Bookmark

Tags:

Filed Under: Talent

Comments (2)

 

  1. Viriya says:

    Oops I misspelt “creativity” in the pdf file. Will correct tonight.

    UN:F [1.6.9_936]
    Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
  2. nun says:

    dee ha….. read laew roo suk dai kwam roo duay ah

    UN:F [1.6.9_936]
    Rating: 0.0/5 (0 votes cast)

Leave a Reply