Artith Pasiphol: Stock Index Direction Forecasting Model

Posted on July 20, 2009 by viriya

โมเดลทำนายทิศทางหุ้น ฟันธง!

by Artith Pasiphol

เรื่อง/ภาพ: วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์

*** download (เพื่อการอ่านและการศึกษาเนื้อหาที่ดีกว่า)

“คนที่มีอาวุธที่ดีอยู่กับตัว ก็สามารถใช้เป็นสิ่งดึงดูดนักลงทุนก็ได้”

Artith Pasiphol

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน วันนี้เป็นวันเสาร์ลมเย็นๆอากาศดี ทีมงานเราก็ได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์คุณอธิศ ภาษีผล ที่ร้าน Blooming Seasonบนถนนพุทธมณฑลสายสอง ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ เราก็ได้รับประทานอาหารกลางวันกัน และผมก็ได้เริ่มคุยกับคุณอธิศ ซึ่งต้องบอกว่าความสามารถของคุณอธิศ นี่ไม่ธรรมดาเลย! ด้วยความรู้ทางการเงินและเศรษฐศาสตร์ที่ได้เล่าเรียนมาในสองปริญญาที่เพิ่งจะได้มาหมาดๆ คุณอธิศนับว่าเป็นดาวรุ่งทางด้านการเงินการลงทุนที่หาตัวจับยากคนหนึ่ง โดยโปรเจ็คต์ที่คุณอธิศทำมาก่อนจบนี่ผมว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์กับหลายๆท่านมาก เพราะเป็นโปรเจ็คต์ที่คิดหาโมเดลเพื่อที่จะมาทำนายทิศทางหุ้นว่าจะขึ้นหรือลง!ท่านที่ลงทุนเป็นประจำหลังจากฟังความคิดคุณอธิศคงอยากใช้โมเดลนี้เต็มที ส่วนท่านที่กำลังศึกษาและต้องการทำโปรเจ็คต์คงได้เห็นความคิดที่กล้าคิดกล้าทำของคุณอธิศนะครับ

แนะนำตัวเองหน่อยครับ?

“ชื่อ อธิศ ภาษีผล นะครับ ชื่อเล่นว่าเอส ตอนนี้เพิ่งจบปริญญาโทจากคณะ MIF (Masters in Finance)มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนปริญญาตรีก็จบจาก คณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เหมือนกัน ตอนนี้ทำงานอยู่บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย ตำแหน่ง Marketing ก็เป็นโบรคเกอร์นี่แหละครับ ทำมา ปีนี้ก็เข้าปีที่ 3”

การเรียนปริญญาโทที่ MIF นี่ยากมั้ยครับ?

“เกินคาด (ยิ้ม) เหมือนกัน เพราะตอนแรกที่เข้าไปคิดว่าจะเป็นอารมณ์ MBA ที่เน้น finance แต่ความจริงเป็น pure finance ที่เน้นเศรษฐศาสตร์ แล้วก็โชคดีเหมือนกันที่จบเศรษฐศาสตร์มา ทำให้พอเข้าใจ concept แต่ก็ต้องถือว่าเป็นเศรษฐศาสตร์แบบใหม่ ที่ไม่เคยเจอในปริญญาตรีเหมือนกัน”

ไอเดียในการคิดโปรเจ็คต์นี่เริ่มมาจากอะไร?

“ก็อย่างที่บอกไปว่า ทำตำแหน่งโบรคเกอร์อยู่แล้ว ก็มีความสนใจในด้านตลาดหุ้นอยู่แล้วครับ ตอนแรกเนี่ย จุดประสงค์จริงๆคืออยากทำแล้วใช้เองด้วยซ้ำ เพราะว่าถ้าทำแล้วมันโอเคจริง ใช้ได้จริง ก็ถือว่าเป็นความได้เปรียบของเราที่เรามีโมเดลเอง ทั้งในการแนะนำลูกค้า และก็นำมาซื้อขายเอง หรือว่าถ้ามันดีจริงๆ ก็สามารถขายตัวโมเดลนี้ได้ด้วย”

ช่วยอธิบายให้เราฟังคร่าวๆเกี่ยวกับโมเดลนี้หน่อยครับ

“โมเดลนี้หลักๆ คือเป็นโมเดลที่พยายามจะ ทำนายว่าใน period ต่อไป ตลาดหุ้นจะเป็นบวกหรือเป็นลบ! ตัวแปรที่ใช่ในโมเดลนี้เป็น Technical indicators ที่มาจากการคำนวน return ของหุ้นหรือของตลาดใน period ก่อนหน้านี้ นำมาเข้าสูตรเลข”

เพื่อที่จะมาทำนายว่านักลงทุนควรลงทุนอย่างไร?

“ใช่ครับ ก็คือตัวที่จะเอามาใช้คือ MACD กับ RSI ตัว MACD ถ้าจะเอามาพูดเป็นภาษาคน (สงสัยโบรคเกอร์ปกติจะไม่ใช่คน!) จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าตอนนี้ตลาดหุ้นอยู่ใน Positive momentum (ขาขึ้น) หรือ Negative momentum (ขาลง) ถ้าอยู่ใน positive เนี่ยแปลว่านักลงทุนสามารถคาดการณ์ว่าต่อไปตลาดก็ยังจะเป็นบวกอยู่ ถ้า negative ก็เป็นลบ ส่วน RSI นี่จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าตอนนี้ตัวหุ้นหรือตลาดตอนนี้ Overbought หรือ Oversold เพราะถ้าเป็น overbought (ซื้อมากเกิน) ก็จะแปลว่ามันจะเริ่มลงละ เพราะถ้าซื้อเยอะราคาก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ และถ้าซื้อมากเกินก็จะเกิดการขาย และในทางกลับกัน ถ้าขายมากเกิน ก็จะมีคนซื้อตามมา นี่คือสองตัวแปลหลัก และมีอีกตัวแปลคือ อัตราดอกเบี้ย (1 month treasury bill rate) ซึ่งเป็นอัตราระยะสั้นที่สุดที่สามารถหาได้ เพราะโมเดลนี้จะหาค่าเป็นอาทิตย์ เราเลยต้องหาอัตราที่ใกล้ความจริงที่เราจะนำมาคำนวนมากที่สุดซึ่งก็คือ ทีบิล (Treasury Bill) หนึ่งเดือน เพราะอัตราดอกเบี้ยจะแปลผกผันกับตลาดหุ้น เพราะเวลาดอกเบี้ยต่ำเนี่ยตลาดหุ้นมักจะขึ้น”

SAMRET FACTORS

Situation: ปัญหา

อยากให้คุณอธิศเล่าถึงความเป็นมาของธุรกิจการลงทุนในตลาดหุ้น และแนวโน้มของธุรกิจนี้

“ในอดีต ตอนสิบปีที่แล้วนี่ การลงทุนจะเป็นอะไรที่ง่ายมาก เพราะอย่างที่เคยได้ยินโฆษณาที่จะเทียบกันว่า “จากร้อยไปสองร้อย กับ หนึ่งไปสอง อันไหนง่ายกว่า” ก็ต้องจากหนึ่งไปสอง ตลาดเมื่อก่อนก็จะเป็นอย่างนี้ คือเราเริ่มที่หนึ่ง(เริ่มจากน้อยๆ)ไปสองนี่คือมันร้อยเปอร์เซ็นต์นะ แต่มันง่ายมาก เพราะสิบ ยี่สิบปีที่แล้ว ตลาดโตเร็วมาก ส่วนหนึ่งเพราะว่าเศรษฐกิจไทยขยาย มีการนำเข้าส่งออกมาก ซึ่งมันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตลาด collapse (ตลาดล้มในวิกฤติต้มยำกุ้ง) เพราะตลาดมันโตเร็วไป”

แล้วการขึ้นจากหนึ่งไปสอง ณ ตอนนี้ ไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อนแล้ว?

“ไม่ง่ายละครับ เพราะอย่างแรกคือนักลงทุนฉลาดขึ้น ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อก่อนนี้ตลาดเกิดใหม่ ไม่ว่าที่ใดก็ตาม จะไม่ค่อยมีประสิทธิภาพคือจะถูก manipulate (ควบคุม) โดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ง่ายๆ”

แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว?

“เปลี่ยนไปแล้ว เพราะถึงแม้ว่าตลาดหุ้นไทยยังเป็นตลาดเล็กอยู่ แต่นักลงทุนมีความรู้มากขึ้น มีคนที่สนใจมากขึ้น นักวิเคราะห์มากขึ้น เพราะเมื่อก่อนนักวิเคราะห์ทั้งตลาดมีอยู่สิบคนเป็นต้น ก็สามารถร่วมมือกันกำหนดตลาดได้ แต่ตอนนี้มีเป็นร้อย และยังมีนักวิชาการข้างนอกอีก ซึ่งก็มีมุมมองต่างกันไป คนก็จะควบคุมตลาดได้ยากขึ้น ตลาดหุ้นเมืองไทยก็มีการพัฒนาไปพอสมควร ณ ปัจจุบัน นักลงทุนและตลาด มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะก่อนเกิดต้มยำกุ้งเนี่ย ตลาดตอนนั้นไป 1,700 จุด หุ้นบริษัทอะไรไม่รู้สามารถดันราคาได้ (หยุดคิด) จนมากเกินไป

ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี?

“ในระยะสั้นก็ดีครับ เพราะทุกคนได้ตังกันหมด! แต่ในระยะยาวจริงๆแล้วเนี่ย นักลงทุนเนี่ย ถือว่ายังมีความรู้น้อยเกินไป ถูกหลอกได้ง่ายเกินไป”

แล้วหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจ สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?

“ความสามารถของนักลงทุนเพื่มขึ้น เพราะถือว่าเป็นบทเรียน และนักลงทุนก็จำ ไม่ว่าตลาดจะดูดียังไง ก็ไม่ควรลืมถึงมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทที่เราลงทุนอยู่ด้วย”

แล้วปัจจุบันปัญหาของนักลงทุนคืออะไร?

“อย่างแรกคือนักลงทุนไม่รู้ว่าวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ มันใหญ่ขนาดไหน เพราะนักลงทุนคิดว่าต้มยำกุ้งใหญ่มากที่สุดแล้ว ซึ่งจริงๆไม่ใช่ ที่เห็นว่าเจ๊งเยอะนี่เพราะว่าก่อนเกิดต้มยำกุ้งนี้ หุ้นมันขึ้นเกินไปเยอะ เวลาตกเลยตกแรง แต่รอบนี้ต่างกัน เพราะนักลงทุนรู้ว่ามูลค่าของแต่ละบริษัทควรอยู่แค่ไหน และมันก็ขึ้นไปพอดี ครั้งนี้เวลาตกเลยตกไม่แรง ทั้งๆที่ วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์นี่ก็พอๆกับต้มยำกุ้ง แต่ดูเบากว่า ปัญหาอีกอย่างก็คือ ตอนนี้นักลงทุนเหมือนกับเคว้งอยู่ในตลาดนี่แหละ เพราะไม่รู้ว่าจะขึ้นหรือลง หรือว่าจะซื้อถือหรือจะซื้อเล่นสั้นหรือจะขายดี อย่างนี้คือถ้านักลงทุนไม่มีวินัย แล้วเล่นตามอารมณ์ ก็น่าจะเสียหายหนัก ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นประมาณ 80% ของนักลงทุนทั้งหมด

หมายความว่าถึงแม้ว่าความรู้มากขึ้น มีบทเรียนแล้ว อารมณ์ก็เข้ามามีส่วนเยอะ?

“ใช่ คือเดี๋ยวนี้มันก็มีโปรแกรมช่วยซื้อขายเยอะแยะเลย แต่ถ้าไม่ควบคุมอารมณ์ ก็จบอยู่ดีครับ”

นักลงทุนใช้อารมณ์ลงทุนกันมาก?

“ใช่ ควรจะมีอะไรบางอย่างที่จับต้องได้ เป็นรูปธรรม ที่มาช่วยนักลงทุนว่าจะทำอย่างไร ไม่ใช่คำพูดของนักวิเคราะห์อย่างเดียว ความจริงอันนั้นก็มีประโยชน์ แต่นักลงทุนส่วนมาก พอวันนี้ฟังเสร็จ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ลืมแล้ว”

Answer: คำตอบของปัญหา

แล้วโมเดลในโปรเจ็คต์ของคุณอธิศนี่จะมาแก้ปัญหาอย่างไร?

“อย่างน้อยๆก็อาจจะทำให้นักลงทุนมีวินัยในการลงทุนมากขึ้น คือลดการใช้อารมณ์น้อยลง คือไม่ได้บอกว่าอารมณ์จะหมดไปนะ แต่อย่างน้อยก็มีสิ่งยึดเหนี่ยวมากขึ้น แล้วโปรเจ็คต์ที่ทำเนี่ย เวลาผลออกมา เป็นตัวเลขเห็นได้จริงๆ อย่างน้อยๆมีความมั่นใจมากขึ้นแน่นอน ว่าสามารถทำตามได้ และไม่ใช่ซื้อขายด้วยอารมณ์

ขอทราบรายละเอียดหน่อยที่คุณอธิศเกริ่นมาว่ามีสามตัวแปร (MACD, RSI, และอัตราดอกเบี้ย) ทำไมต้องเป็นสามตัวแปรนี้?

“ปกติแล้วคนที่ทำโมเดลพวกนี้มักจะใช้ตัวแปรทางด้านเศรษฐศาสตร์ พวก GDP, money supply อะไรพวกนั้น แต่ว่าที่ผมมองคือตลาดประเทศไทย ไม่ใช่ตลาดที่มีประสิทธิภาพมาก เช่นหุ้นไม่กี่ตัวก็สามารถกำหนดทิศทางตลาดได้เลย เช่นหุ้น ปตท มีคนเคยพูดว่าถ้าหุ้นกลุ่มแบงค์ขึ้นทั้งหมด แต่ ปตท ลงตัวเดียว ก็จะ cancel ออกไปเลย”

แล้วสามตัวนี้จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?

“ใช่ครับ คือปกติตัวแปรทางเศรษฐศาสตร์นี่ ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจจะดีอย่างไร แต่ถ้ามีแรงขายมา ยังไงตลาดก็ลงครับ เราเลยใช้ technical indicator แทน ซึ่งจะเป็นการติดตาม (track) การเคลื่อนไหวของราคามากกว่าการดูสภาพเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจไม่ได้แย่จริงๆเนี่ย หุ้นจะเคลื่อนไหวเป็น cycle มากกว่า คือจะไม่มีอาการช๊อค”

โมเดลนี้ทำงานอย่างไร?

“ก็นำตัวแปรที่ผมบอก มาหาความสัมพันธ์กับตลาด ซึ่งโมเดลนี้จะเป็นตัวบอกว่าในอนาคต ตลาดจะบวกหรือจะลบ ตัวโมเดลนี้ใช้ข้อมูลเป็นรายสัปดาห์ สิ่งที่มันจะบอกได้คือ ความเคลื่อนไหวของตลาดว่าจะขึ้นหรือลง ในสัปดาห์ต่อไป โดยการใช้ตัวแปรง่ายๆพวกนี้ ซึ่งตัวแปรพวกนี้หาได้ตาม website ทั่วไปอยู่แล้ว”

ใครก็สามารถหาได้?

“ใช่ครับ ใครก็สามารถหาได้ ในหุ้นทุกตัวเลย หรือว่าตัวตลาดเลยก็ได้ เพราะมันมาจาก return หน่ะครับ ตลาดก็มี return หุ้นก็มี return เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่มี return ก็หาได้หมด”

Artith2

Market & Marketing: ผู้ใช้

ใครเป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะสามารถนำโมเดลนี้ไปใช้ประโยชน์ได้?

“ตอนที่เริ่มทำนี่คือ อยากจะให้เป็นโมเดลที่ใครๆก็ใช้ได้ เพราะว่าจุดประสงค์ที่เลือกตัวแปรง่ายๆนี้เพื่อให้ใครมาใช้ก็ได้ แต่คิดว่าคนที่น่าจะนำมาใช้ได้ง่ายและได้ประโยชน์ที่สุดก็น่าจะเป็นคนในวงการหลักทรัพย์ เช่นโบรคเกอร์หรือนักวิเคราะห์ก็ได้”

เพราะอะไร?

“เพราะว่าคนที่อยู่ใน field พวกนี้ จะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายมาก แต่ถ้านักลงทุนรายย่อยที่สามารถเข้าถึงข้อมูลก็สามารถใช้ได้เหมือนกัน ต้องบอกไว้ก่อนว่าโมเดลนี้ไม่ใช่โมเดลที่ยากหรือว่าเลิศหรูอะไรเลย เบสิคมาก แต่ก็ใช้ได้จริง!

ตอนนี้สถานการณ์ของโบรคเกอร์ในเมืองไทยเป็นอย่างไรบ้าง?

“ถ้าจำนวนโบรคเกอร์นี่ถือว่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โบรคเกอร์ในประเทศไทยมีมาประมาณ 20-30 ปีแล้ว แล้วโบรคเกอร์ที่เข้ามาตอนแรกๆ ต้องถือว่ารายได้ดี แล้วตอนนี้ก็ยังอยู่”

แล้วตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไร?

“ถ้าเทียบกับตอนนั้น ตอนนี้ถือว่าโบรคเกอร์อยู่ยากขึ้นเยอะ เพราะไม่ใช่วงการที่หอมหวานอีกแล้วนะ เพราะแข่งขันกันสูง รายได้จาก commission fee ก็ลดลงจากการแข่งขัน ไม่เหมือนแต่ก่อนที่ค่อนข้างเป็นโอกาสของหลายๆคนที่มีความรู้ด้านการเงิน”

แล้วโมเดลนี้จะช่วยโบรคเกอร์ได้อย่างไร?

“คือถ้าเกิดการแข่งขันมากขึ้นแล้ว คนที่มีอาวุธที่ดีอยู่กับตัว ก็สามารถใช้เป็นสิ่งดึงดูดนักลงทุนก็ได้ อันนี้คือในมุมมองของโบรคเกอร์นะครับ แต่ก็เป็นดาบสองคมเพราะว่าถ้านักลงทุนเอาไปใช้ก็อาจจะแปลว่าเค้าไม่จำเป็นต้องมีโบรคเกอร์แล้วก็ได้ คือเค้าก็ไปทำของเค้าเอง”

แล้วโบรคเกอร์ควรทำอย่างไรกับโมเดลนี้?

“ก็ต้องนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แล้วนำไปใช้แนะนำนักลงทุน ไม่ใช่แค่ไปบอกว่า อิงจากโมเดลนี้ พรุ่งนี้จะบวก! คือมันก็ไม่ใช่ทั้งหมด ต้องดูหลายๆอย่างด้วย เพราะอันนี้เป็น pure technical ซึ่งไม่สนใจภาวะเศรษฐกิจเลย คือถ้าเป็นนักลงทุนที่ลงทุนมาก่อนก็น่าจะทราบว่ามีการวิเคราะห์อยู่สองแบบคือ technical และ fundamental technicalคือการดูกราฟราคาอย่างเดียว ไม่ดูข่าวเลย ดูกราฟอย่างเดียวล้วนๆ เพราะเค้าจะคิดว่าดูข่าวแล้วจะมีการ bias ขึ้น แต่ว่าโบรคเกอร์ที่ดีควรรับข่าวสารเพื่อมาประกอบการตัดสินใจ คือถ้าถึงตัว technical จะสวยอย่างไร ถ้าเกิดมีข่าวปฏิวัติขึ้นมา ทุกอย่างก็จบครับ”

เพราะฉะนั้นปฏิวัติไม่ดี?

(หัวเราะ) ใช่ ปฏิวัติไม่ดี”

Rivalry & Risk: คู้แข่งและความเสี่ยง

หลังจากได้ภาพของผู้ที่จะใช้โมเดลนี้ไปแล้ว อยากทราบถึงคู่แข่งของโมเดลนี้ อยากทราบว่าเค้ามีอาวุธอะไรที่ถือกันอยู่แล้ว?

“ความจริง โมเดลจำพวกนี้มีเยอะมาก อย่างโมเดลผมเป็นการทำนายเฉยๆว่าเป็นบวกหรือ ลบ แต่จะมีโมเดลที่เอาไว้ทำนายตัวเลขมูลค่าของ return จริงๆเลย อย่างเช่น period หน้าจะมี return 4.2% อะไรอย่างนี้”

แต่โมเดลนี้ไม่ได้พูดถึงตัวเลขนี้?

“ใช่ แต่ว่าโมเดลที่ทำนายตัวเลข return แบบชัดเจนเลย คือถ้าความแม่นยำถึง 50% เนี่ยถือว่าประสบความสำเร็จมาก (ลากเสียง) ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยแม่นยำเท่าไหร่ คือมันต้องถูกเป๊ะๆจริงๆ แล้วจะให้มันถูกเป๊ะๆโดยใช้ข้อมูลที่ผ่านมาแล้วเนี่ย มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ คือถ้าโมเดลที่มาทำนายเนี่ยถูกซัก 10% ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว”

แล้วถ้าเทียบกับโมเดลที่ใช้ตัวแปรทางเศรษฐศาสตร์ต่างๆหล่ะ?

“โมเดลที่ใช้ตัวแปรทางเศรษฐศาสตร์มาคิดจะดีกว่าในระยะยาว เพราะในระยะสั้นและระยะกลาง ถึงแม้ตลาดจะเป็นอย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้ว ตลาดจะวิ่งเข้าสู่สิ่งที่เศรษฐกิจเป็นจริงๆ แต่โมเดลพวกนั้นจะเหมาะสำหรับนักลงทุนระยะยาวเท่านั้น แต่โมเดลของผมจะเน้นระยะสั้น กับ กลาง เพราะปกติคือนักลงทุนระยะยาวมีไม่น่าจะถึง 10% ของนักลงทุนทั้งหมด แล้วคือถึงแม้จะมีจริงๆก็ตาม นักลงทุนส่วนนั้นก็มักจะเล่นระยะสั้นและ กลางด้วย คือกันส่วนหนึ่งไว้ลงทุนระยะยาว”

โมเดลนี้มีความเสี่ยงอย่างไรบ้าง?

“ที่เห็นชัดๆคือความเสี่ยงด้าน fundamental คือถ้าเกิดมีอะไรมาเปลี่ยน fundamental ของตลาดหรือของประเทศ เช่นอยู่ดีๆถ้า อย่างตอนนั้นที่แบงค์ชาติประกาศมาตรการ 30% คืออันนี้ยังไม่ได้ลองทดสอบดูด้วยโมเดลนี้นะ แต่ถ้าไปทดสอบดูนับจากวันที่ประกาศมาตรการนี่ อาจจะทำให้โมเดลนี้ช๊อคไปช่วงเวลานึง คืออาจจะเป๋ไปเลย คือโมเดลนี้จะไม่ครอบคลุมตัวแปรที่ไม่สามารถควบคุมได้ ถ้าต้องถือว่าพวกสิ่งที่ไม่คาดฝันนี่เป็น error ไป เพราะฉะนั้น นักลงทุนก็ยังต้องติดตามข่าวอยู่ แต่ก็เป็นเฉพาะบางข่าวที่สำคัญมากๆ

Expectation

ตอนนี้ทุกคนคงอย่างรู้ว่า โมเดลนี้ มีความแม่นยำขนาดไหน?

“ถ้าเอาเฉพาะว่าถ้าถูกหรือผิดไปเลยจริงๆเนี่ย โดยเฉลี่ยจะถูกประมาณ 60 กว่าเปอร์เซนต์ แต่ถ้าเรามาดูรายละเอียดที่ผิดเนี่ย ครึ่งหนึ่งจะผิดไปแค่นิดเดียว อย่างเช่นถ้าเราทำนายว่าจะบวก แต่ของจริงมันลบ 0.1% อะไรอย่างนี้ คือตลาดแทบจะอยู่นิ่ง คือถ้าเกิดอย่างนี้จริงๆก็แทบจะไม่เสียหายอะไร”

คาดหวังอะไรอย่างอื่นจากโมเดลนี้มั้ย?

“คือโมเดลนี้เป้าหมายเอาไว้ซื้อขายตัว future (ซื้อขายล่วงหน้า) ด้วย ซึ่งตัวนี้ high risk high return แต่สิ่งที่ต้องดูในตัว future มีเพียงอย่างเดียวคือทิศทางของตลาด คือถ้าเราอ่านถูก เราจะได้ตังชัวร์ๆ ไม่ว่าจะขึ้นหรือจะลง! คือถ้าเป็นการถือหุ้นเนี่ย ถ้าจังหวะหุ้นขึ้น คุณก็จะได้กำไรจากการถือหุ้นไป แต่ถ้าหุ้นที่คุณถือลง คุณก็ไม่มีโอกาสได้กำไรเลย เป็นศูนย์ แต่ตัว index future นี่ไม่ใช่”

ช่วยเล่าให้เราฟังถึง index future กับโมเดลนี้หน่อย

“เพราะอย่างที่บอกไปว่า index future เนี่ย ที่สำคัญคือการอ่านทิศทางตลาด index future หรือการซื้อขายล่วงหน้าต่างกับการถือหุ้นธรรมดาตรงที่ขาลง ตือถ้าหุ้นขึ้นคงไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่ตอนขาลงเนี่ย ตัว index future จะได้เปรียบ เพราะถ้าคุณถือหุ้นและหุ้นลงเนี่ย คุณมีแต่เสียกับเสีย หรือเท่าทุนคือถ้าคุณไม่ได้ซื้อหุ้น อยู่เฉยๆ แต่ index future ยังทำเงินจากขาลงได้ด้วยคือคุณทำสัญญาซื้อขายเช่นมีสินทรัพย์ราคา 100 บาท แล้วคุณทำสัญญาว่าคุณจะขายสินทรัพย์ตัวนี้เดือนหน้า ในราคาร้อยบาท แล้วถ้าสินทรัพย์ตัวนี้ พอเดือนหน้า ราคาตกลงไปอยู่ 90 บาท แปลว่าในเดือนหน้าเนี่ย คุณสามารถขายของมูลค่า 90 บาท ได้ในราคา 100 บาท ซึ่งก็คือกำไร 10 บาท คูณกับจำนวนสัญญาที่ซื้อ แต่ถ้าถือสินทรัพย์ตัวนี้ ยังไงก็คือลงกับลง”

แล้วโมเดลของคุณอธิศจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าทิศทางตลาดจะบวกหรือจะลบ?

“ใช่”

แล้วมันเหมาะกับ index future มาก?

“ใช่ คือเหมาะมาก”

แล้วได้ลองไปทำได้รึยัง?

“ก็มีได้ลองแล้วนะครับ ปกติ index future นี่ระยะเวลาของมันจะอยู่ที่ 1 ไตรมาส แล้วก็ได้ลองเอาโมเดลนี้มาลองใช้กับซีรี่ย์ของไตรมาสแรกปี 2009 นี่แหละ ก็ได้ผลค่อนข้างหน้าพอใจ กำไรประมาณ 20,000 ถึง 30,000 บาทต่อสัญญา โดยมูลค่าของสัญญาจริงๆ ประมาณ 300,000 ถึง 400,000 บาท แต่เวลาลงทุนจริงๆเราไม่ต้องไปซื้อสัญญามูลค่า สามสี่แสน เราแค่ลงเหมือนกันเป็นค่ามัดจำไว้ 50,000 บาท ซึ่งดุว่าถ้าเราลงไป 50,000 บาท แล้วได้กำไรมา สองสามหมื่นบาท ภายในสามเดือน นี่เท่ากับว่าเราได้กำไรมา 40-60% ภายในสามเดือนเลยนะ

คือสินค้าชนิดนี้เป็นพวก high risk high return แต่ถ้าเราสามารถอ่านถูกด้วยโมเดลนี้ นี่คือ risk (ความเสี่ยง) น้อยลง แต่ return เท่าเดิม

คือ low risk high return?!

“ใช่ (ลากเสียง) ก็พยายามจะให้เป็นอย่างนั้น (ยิ้ม)”

มีอะไรที่ดีกว่านี้อีกมั้ย?

(หัวเราะ) ไม่มีแล้ว แต่ตอนนี้โมเดลยังมีจุดบกพร่องอยู่คือ data เพราะมีข้อมูลน้อยไป”

ถ้าในอนาคตจะเก็บ data มากขึ้น?

“ใช่ ถ้าในอนาคต อาจจะผ่านไปซักปีสองปี ก็จะมี data มากขึ้น โมเดลพวกนี้ยิ่งมี data เท่าไหร่ก็ยิ่งแม่นยำเท่านั้น”

Team and Timeline

ตอนนี้ตัวโมเดลนี้ยังไม่อยากเอาไปใช้จริง? ยังไม่อยากเอาไปเป็นอาวุธให้คนอื่น?

“ใช่ เพราะว่าอย่างที่บอกคือ ข้อมูลยังน้อยไป คือยังไม่เสถียร อันนี้คืออย่างที่หนึ่ง อย่างที่สองคือโมเดลนี้ หรือโมเดลจำพวกนี้ยังสามารถพัฒนาต่อไปได้ คืออาจจะเปลี่ยนตัวแปรโน้นตัวแปรนี้ หรือเพิ่มตัวแปรอื่นเข้าไป แล้วโมเดลที่ผมคิดยังเป็นแค่ prototype (ตัวต้นแบบ) เพราะยังไม่เคยเห็นมีใครที่ทะลึ่งเอาตัว technical indicator มาใช้อย่างนี้”

แล้วต้องใช้เวลาอีกเท่าไหร่ในการที่จะศึกษาและพัฒนามัน

“ถ้าศึกษาเนี่ย คิดว่าปีนึงก็น่าจะโอเค แต่ถ้าจะเอามาใช้จริงๆอยากให้ซักสองปี คืออยากให้ตัวข้อมูลมันแน่นก่อน”

โปรเจ็คต์ทั้งหมดนี่คิดเองคนเดียว?

“คิดเองคนเดียวครับ คือตอนเรียนก็จะมีอาจารย์มาแนะนำให้ไปหางานวิจัย paper จากนักวิชาการต่างประเทศในอินเตอร์เนต ว่าเค้าได้ศึกษาอะไรมาบ้าง คือเค้าจะพูดเหมือนกับว่าให้ไปหา paper มา แล้วเราก็เอามาดัดแปลง แต่ผมจะแปลกออกไป (ยิ้ม) คือผมมีเรื่องที่อยากทำอยู่แล้ว คืออยากทำเรื่องเนี๊ยะ! แล้วก็ไปหา paper มาสนับสนุน คือก็ยากกว่า (หัวเราะ) แต่ก็โชคดีเหมือนกันที่มีพอมีคนศึกษาเรื่องนี้อยู่บ้าง จะมีอยู่ journal นึงที่ใช้บ่อยมากชื่อ Journal of International Forecasting”

………….

อยากได้ฟังคำแนะนำสำหรับคนที่อยากเรียนต่อด้านการเงินว่าควรต้องเตรียมตัวยังไง

“คือถ้าเตรียมตัวนี้ สำหรับคนที่ตอนปริญญาตรีเคยเรียน finance มาบ้าง คือเรียนด้าน finance เศรษฐศาสตร์ หรือบัญชีเนี่ย มาเรียนต่อโทสาย finance ก็โอเค มีพื้นอยู่แล้ว ไม่เป็นไร แต่อย่างถ้ามาจากสายอื่นเช่น วิศวะ เนี่ย เพราะวิศวะจบแล้วมาต่อ finance เยอะ อาจจะต้องเตรียมตัวมาก่อนอาจจะต้องไปหาอ่านหนังสือทฤษฎี finance คือเท่าที่เจอมาคือพวกที่จบวิศวะมา ในช่วงเดือนสองเดือนแรก เค้าจะมีปัญหามาก เพราะเค้าจะไม่เข้าใจหลักเศรษฐศาสตร์และ finance เลยซักนิด! แต่พวกนี้จะได้เปรียบในเรื่องเลข คือถ้าพวกนี้มีพื้นมาก่อนเนี่ย เค้าจะเร็วมาก เค้าจะแซงพวกที่จบเศรษฐศาสตร์และ finance ในพริบตาเดียว ก็ส่วนใหญ่จะไม่มีมาเข้าคณะนี้ถ้าไม่ได้เรียนสายนี้มา แต่คณะอื่นๆก็พอมีบ้าง อย่างจบ Art English มาแล้วก็เข้ามา ก็อยากขะบอกว่า คุณหนักแน่! (หัวเราะ) คุณไม่ควรทำงาน คุณควรเรียน full-time ไปเลย”

ช่วยแนะนำคนที่จะทำโปรเจ็คต์หน่อย

“คือโปรเจ็คต์ finance นี่ นับวันจะยิ่งมีน้อย คือ ผมเชื่อว่า ในอีกสิบปีข้างหน้า paper ของพวก finance เนี่ย ถึงแม้ว่าจะเป็นนักศึกษาทำก็ตาม จะมีความเป็นมืออาชีพสูงมาก แล้วเรื่องที่ทำ จะยากมาก เพราะจากประสบการณ์ คิดว่า topic ในด้าน finance จวนจะตันอยู่แล้ว คือถ้าไม่มีทฤษฎีใหม่ๆหรือเรื่องใหม่ๆมาเนี่ย ตันแน่ๆ”

เพราะฉะนั้นคงต้องมีความคิดสร้างสรรค์กันมากขึ้น?

“ใช่ แล้วต่อไปก็ต้องขยันทำการบ้านมากขึ้นด้วย ดูง่ายๆคือ อุตสาหกรรมเชิงการเงินทั้งหมด ถ้าเทียบกับ 20 ปีที่แล้ว ต่างกันคนละเรื่อง คือตอนนี้มีการบริหารความเสี่ยงอย่างนู้นอย่างนี้ คือเมื่อ 20 ปีที่แล้วนี่ไม่มีอะไรอย่างนี้ แล้วต่อไปจะยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ มีมาตรการต่างๆเต็มไปหมด คือต้องทำการบ้านเยอะๆ แล้วก็ต้องติดตามข่าว และถ้าอยากเป็น the best ในด้านนี้ก็ต้องใฝ่หาความรู้เองด้วย แล้วอีกอย่างคือแล้วโชคของแต่ละคนด้วย คือถ้าได้พูดคุยกับพวกซีเนียร์บ่อยๆ จะดีมาก เพราะมุมมองเค้าจะดีมาก จะอยู่คนละโลกกับเรา คือถ้าได้คุยบ่อยๆ ก็จะเป็นเหมือนการเพิ่มอาวุธประจำตัวให้เราได้มาก”

สุดท้ายนี้สำหรับคุณแล้วการเงินและการลงทุนคืออะไร!

การวางแผนชีวิตทั้งหมด!

Artith3

…………….

SAMRET COMMENTS

หลังจากที่ทุกท่านอ่านกันมาคงมีความคิดคล้ายๆกับผม ท่านใดที่ไม่เคยลงทุนก็คงจะเริ่มคันไม้คันมืออยากลองลงทุนดูบ้าง ส่วนท่านที่เคยลงทุนแล้วคงอยากเห็นโมเดลของคุณอธิศกันแล้วหล่ะสิ! ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่นะครับ เพราะบ้านเรามีนักลงทุนมากมาย ทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพ และเราคงเห็นคนรอบข้างหรือตนเองพบกับการเสียหุ้น ซึ่งการลงทุนนั้นมีความเสี่ยง มีได้เกินคาดหวังและน้อยกว่าที่หวังกันทั้งนั้น แต่ถ้าเราได้เครื่องไม้เครื่องมือหรือคำแนะนำที่เหมาะสม คงลดสิ่งที่คุณอธิศเรียกคือ การลงทุนด้วยอารมณ์ ไปได้ และโมเดลการทำนายทิศทางหุ้นของคุณอธิศก็น่าจะเป็นสิ่งที่มาตอบโจทย์ของเพื่อนๆนักลงทุนทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพ ได้ไม่มากก็น้อย

ในส่วนของโมเดลนั้น ต้องขอชมเชยที่คุณอธิศเลือกใช้ตัวแปรต่างๆที่หาได้ง่ายและเข้าถึงได้ น่าจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ที่ต้องระวังและติดตามกันไป คือ validity และความน่าเชื่อถือของโมเดลนี้ ซึ่งคุณอธิศก็บอกไว้ว่าถ้าจะใช้ได้จริงคงต้องรออีกซัก 2 ปี และผมก็ได้สอบถามถึงความเป็นไปได้ของตลาดหุ้นในช่วงเวลาต่างๆซึ่งคุณอธิศก็บอกว่า โมเดลนี้ใช้ได้ทั้งในตลาดขาขึ้น (bullish) หรือขาลง (bearish) และ ไม่ขึ้นไม่ลง (sideway) โดยใช้ตัวแปรมาคำนวนต่างกัน

ในขณะนี้โบรคเกอร์และมืออาชีพในสายการเงินนั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ คุณอธิศก็เป็นตัวอย่างนึงที่ให้เห็นว่า การเงินเป็นสิ่งใกล้ตัวทุกๆคน และทุกๆคนมีสิทธิ์ในการลงทุนเพื่อชีวิตที่ดีกว่าของตนเอง นอกจากนี้คุณอธิศยังมีความคิดแหวกแนว เพราะธุรกิจการเงินการลงทุนก็ต้องการสิ่งใหม่ๆอยู่อย่างต่อเนื่อง

ขอให้โชคดี และ ประสบความ “สำเร็จ” ครับ

ทีมงาน “สำเร็จ”

VN:F [1.6.9_936]
Rating: 0.0/10 (0 votes cast)
  • Share/Bookmark

Tags:

Filed Under: Talent

Comments (4)

 

  1. Viriya says:

    ใครสนใจโมเดลนี้ติดต่อหาคุณอธิศได้ที่ artith.p@kasikornsecurities.co.th

    แต่เห็นหล่อๆอย่า mail ไปจีบนะเพราะมีแฟนแล้ว…

    (ลง email ไปมันจะด่ามั้ยเนี่ย ช่างเหอะ)

    UN:F [1.6.9_936]
    Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
  2. ต้อม says:

    เอิ่มมมมม มีพิมพ์ผิด ความหมายเปลี่ยนเลยนะ

    V
    V
    V
    V

    หมายความว่าถึงแม้ว่าความรู้มากขึ้น มีบทเรียนแล้ว อารมณ์ก็เข้ามามีส่วนเยอะ?

    “ใช่ คือเดี๋ยวนี้มันก็มีโปรแกรมช่วยซื้อขายเยอะแยะเลย แต่ถ้าไม่xxxคุมอารมณ์ ก็จบอยู่ดีครับ”

    UN:F [1.6.9_936]
    Rating: 5.0/5 (1 vote cast)
  3. Viriya says:

    Omg what a mistake, ill correct asap. Thank you krab. It always happens to me :(

    UN:F [1.6.9_936]
    Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
  4. viriya says:

    เปิดคอม tethering แก้สดเลย ขอบคุณคุณต้อมมากๆครับ

    UA:F [1.6.9_936]
    Rating: 0.0/5 (0 votes cast)

Leave a Reply